แต่รูถ้ำก่อให้เกิดลม [1] ไม่มีเหตุย่อมไม่เกิด วันนั้นเกิดอะไรขึ้นนอกวังหลวง ไทเฮาทรงทราบดีว่านางเข้าใจไม่ผิด
แม้จะไม่มีเหตุ แต่เมื่อมีมู่จื่อหลิงอยู่ที่นั่น วันนี้โทษจะตกอยู่ที่ยายเด็กหน้าเหม็นผู้นี้
ประกายชั่วร้ายส่องประกายในดวงตาสีเข้มของไทเฮา ก่อนหายวับไป
ไม่ว่าหย่าเอ๋อร์จะถูกกระตุ้นหรือหวาดกลัวการะเิของรถม้า หากไม่ใช่เพราะยายเด็กหน้าเหม็นผู้นี้ หย่าเอ๋อร์ก็คงไม่เจ็บป่วยจนเกือบสิ้นชีพในเวลาต่อมา
คำสั่งถูกสกัดกั้นกลางทางหลายครั้ง แต่กลับไม่พบเบาะแสใดๆ ทำให้ไทเฮาที่เคยคิดว่าตนเองสูงส่งไม่อาจยอมรับได้
ยามนี้มู่จื่อหลิงมาหาด้วยตนเอง ไทเฮาจะปล่อยให้มู่จื่อหลิงหลบหนีไปอีกครั้งได้อย่างไร?
เมื่อเห็นท่าทางสงบนิ่งของมู่จื่อหลิง ไทเฮาก็ยิ่งโกรธมากขึ้น
นางกลั่นกรองสิ่งที่มู่จื่อหลิงพูดเกี่ยวกับการะเิด้วยใบหน้ามืดมน ก่อนถามอย่างเ็าว่า “มู่จื่อหลิง เ้ากล้ากล่าวว่าอาการป่วยของหย่าเอ๋อร์ไม่เกี่ยวอะไรกับเ้าแม้แต่น้อยหรือ?”
ดวงตาของไทเฮาฉายแววดุดัน นางจ้องมู่จื่อหลิงราวกับกำลังจะกลืนกินนางในเวลาต่อมา
ภายใต้การจ้องมองที่น่าเกรงขาม สามารถทำให้คนธรรมดาใกลัวได้ในทันที
แต่กลับไม่รู้ว่า คนที่ถูกจ้องมองไม่ใช่คนธรรมดา
ยามเผชิญหน้ากับสายตาที่ดุร้ายน่ากลัวของไทเฮา มู่จื่อหลิงไม่กลัว ยังคงเอนกายบนเก้าอี้ไม้แดงอย่างใจเย็น มองไทเฮาอย่างสงบเยือกเย็น ราวกับไม่สนใจการจ้องมองของไทเฮา
สายตาที่สงบและใสซื่อของมู่จื่อหลิงทำให้ไทเฮารู้สึกตึงเครียดเล็กน้อย...สื่อความหมายว่า แม้ว่านางจะข่มขู่แล้วอย่างไร? ใบหน้าของไทเฮาสั่นไหว
ในเวลาต่อมา ดวงตาแดงก่ำของไทเฮายังคงมองมู่จื่อหลิง สายตาดุจคบเพลิง [2] ทั้งเ็าและมืดมน
แต่มู่จื่อหลิงกลับเพิกเฉยต่อสายตาเ็าของไทเฮา เชิดหน้าขึ้นสูง พูดคำสองคำอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่รู้สึกผิด “ไม่เกี่ยว”
หลังจากเปิดเผยตรงไปตรงมา การเยาะเย้ยผ่านความสงบนิ่งได้แล่นเข้ามาในหัวใจของมู่จื่อหลิง จู่ๆ ก็มีคำถามผุดขึ้นมาในใจ องค์หญิงป่วยเป็โรคหัวใจไม่ใช่หรือ เช่นนั้น มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับนางหรือ?
หากอยากพูดเกี่ยวกับเื่นี้จริงๆ ก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนาง!
อย่างไรก็ตาม ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงเป็เื่จริง แต่โดยอ้อม...มู่จื่อหลิงยิ้มในใจ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ยอมรับมัน
มู่จื่อหลิงมองไทเฮาด้วยสายตาเ็าอย่างสงบนิ่ง ย้ำอีกครั้ง “ความเจ็บป่วยขององค์หญิงอันหย่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้า”
ครั้งนี้ มู่จื่อหลิงเรียกตนเองว่าข้าโดยตรง เพราะนางรู้สึกว่าทำเช่นนี้จะช่วยให้นางดูเปิดเผยและตรงไปตรงมามากขึ้น!
ทันทีที่พูดจบ มู่จื่อหลิงชำเลืองมองหลงเซี่ยวอวี่ที่อยู่ข้างกาย
วันนั้นนางขยับปากเพียงเล็กน้อย นางไม่ได้ทำให้คนป่วยโกรธมากถึงเพียงนั้น...หากอยากถามหาเกี่ยวกับเื่นี้จริงๆ ทั้งหมดนี้เป็ผลงานชิ้นเอกของฉีอ๋อง เกี่ยวอะไรกับนาง?
แต่ใครจะรู้ ในฐานะผู้นำที่ลงมือทำมากที่สุดในเื่นี้ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่มีความคิดที่จะเข้ามาแทรกแซงแม้แต่น้อย
หลงเซี่ยวอวี่ยกต้นขาขึ้นอย่างไม่สนใจสิ่งใด เอียงศีรษะเล็กน้อย ชื่นชมรูปลักษณ์ที่กล้าหาญและจริงจังของมู่จื่อหลิงอย่างเพลิดเพลิน
ั้แ่ครั้งล่าสุดที่เขาเห็นหญิงผู้นี้ไปที่สวนจิ้งซินเพื่อรักษาหลี่เอิน เขาไม่ได้เห็นหญิงตัวเล็กผู้นี้อย่างจริงจังมานานแล้ว
แม้ว่ายามนี้มู่มู่ของเขาจะแสร้งทำเป็จริงจัง แต่นางก็สวยที่สุดในใต้หล้า ยิ่งมองเขายิ่งชอบ ผู้สูงส่งบางคนที่กำลังมีความรักคิดด้วยความสนใจ
เล่อเทียนที่อยู่ด้านข้างเม้มปากงดงามของตนอย่างสง่างาม โบกพัดด้ามจิ้วอย่างสบายๆ สายตาของเขายังคงกวาดไปมาระหว่างหลงเซี่ยวอวี่และมู่จื่อหลิง
เหมือน เหมือนมากจริงๆ!
กล่าวได้ว่าสามีภรรยาเหมือนกันราวกับถูกแกะออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน
น้ำเสียงนี้ ท่าทางนี้ แม้ว่าจะทำอะไรผิด ก็ยังมีเหตุผลและสงบ มันไม่สมเหตุสมผลเกินไป
การจ้องมองของเล่อเทียนเปลี่ยนไปมาระหว่างมู่จื่อหลิงและหลงเซี่ยวอวี่ เขาไม่ได้สังเกตเห็นร่างสีแดงค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาหา...
ในตอนแรก ราวกับปลายเข็มแทงรวงข้าวสาลี แต่ในยามนี้ ในสายตาของผู้อื่น ประกายอันสง่างามของไทเฮาดูเหมือนจะถูกกดข่มโดยทัศนคติที่สบายๆ ของมู่จื่อหลิง
ยามมู่จื่อหลิงแสดงความบริสุทธิ์เช่นนี้ สีหน้าของไทเฮาน่าเกลียดมากขึ้นเรื่อยๆ
“ไม่หรือ” ไทเฮาตะคอกอย่างเ็า ทันใดนั้นสีหน้าของนางก็บิดเบี้ยว ถามเน้นทีละคำ “วันนั้นเ้าทำสิ่งใดไปบ้าง อายเจียรับรู้ทุกอย่าง เ้าพูดอะไรไม่ดีกับนางจนนางขุ่นเคืองใจไม่ใช่หรือ?”
มู่จื่อหลิงอยากจะกลอกตา แม่มดเฒ่ารู้ว่านางทำอะไร แล้วเหตุใดนางถึงไม่รู้ว่านางพูดอะไรไม่ดีไปบ้าง?
เนื่องจากไม่มีหลักฐานเพียงพอ จึงอยากถามเพื่อหาความผิดของนาง ไทเฮาผู้นี้้าความมั่นใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ยามนี้ต่อหน้าฮ่องเต้เหวินอิ้นและฉีอ๋อง ไทเฮายัง้าใช้อำนาจเพื่อปราบปรามผู้อื่นอย่างไร้เหตุผลอีกหรือ?
ควรจะกล่าวว่าแม่มดเฒ่าผู้นี้เคยชินกับการได้รับคำชมหรือว่านางชอบคิดเข้าข้างตนเองกันแน่?
ดวงตาคู่งามของมู่จื่อหลิงมืดลง นางกะพริบตาแสร้งทำเป็ไร้เดียงสา ถามอย่างเสียใจ “ไทเฮา หลิงเอ๋อร์ไม่เข้าใจจริงๆ ก่อนหน้านั้น หลิงเอ๋อร์กับองค์หญิงอันหย่ามีเพียงความสัมพันธ์ระยะสั้นเท่านั้น คนไม่คุ้นเคยกันย่อมไม่สร้างศัตรู ดังนั้น หลิงเอ๋อร์จะพูดอะไรที่ไม่เป็ที่พอใจกับคนที่ไม่คุ้นเคยและไม่ใช่ศัตรูได้อย่างไร?”
หาก้าสร้างศัตรู นับประสาอะไรกับความสัมพันธ์ข้างเดียว แม้จะไม่เคยเจอหน้ากัน ก็ยังสามารถเผาไหม้ความเกลียดชังที่เสียดแทงหัวใจ แต่แล้วอย่างไร? ใครใช้ให้ตำแหน่งฉีหวางเฟยไม่ง่ายที่จะนั่ง?
แต่ยามนี้ มู่จื่อหลิงกำลังบอกความจริง เหตุใดนางและองค์หญิงอันหย่าถึงเป็ศัตรูกันโดยไม่มีเหตุผล?
ในท้ายที่สุด...หากไม่ใช่เพราะองค์หญิงอันหย่าซึ่งมีแรงจูงใจซ่อนเร้นด้วยความ้าหลงเซี่ยวอวี่ ไม่อย่างนั้นนางจะลงเอยในสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร?
ไทเฮาย่อมรู้เื่นี้ อันหย่า มักพูดเป็นัยต่อหน้านางว่า้าแต่งงานกับหลงเซี่ยวอวี่ แต่หลานสาวที่รักของนางจะแต่งงานกับหลงเซี่ยวอวี่ได้อย่างไร?
ดังนั้น หากยามนี้ไทเฮาปฏิเสธคำกล่าวของมู่จื่อหลิง ที่ว่านาง ‘ไม่คุ้นเคยกับอันหย่า’ ก็เป็การยอมรับโดยปริยายว่าความตั้งใจขององค์หญิงอันหย่านั้นไม่ถูกต้อง
ครู่หนึ่งศีรษะของไทเฮาแทบจะบิดเป็วงกลม
ยายเด็กหน้าเหม็นผู้นี้วาจาช่างแหลมคม!
ในยามนี้ไทเฮาอยากจะฉีกปากมู่จื่อหลิงออกจากกัน
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ไฟในหัวใจของไทเฮาจะดับลง ปากที่แหลมคมของมู่จื่อหลิงซึ่งยากจะอภัย ก็เปล่งเสียงไม่น่าพอใจออกมาอีกครั้ง
เมื่อเห็นไทเฮามีสีหน้าอัปลักษณ์มากขึ้น ดวงตากลมโตของมู่จื่อหลิงยังคงเปิดอยู่ มีร่องรอยของความคับแค้นใจในสีหน้าของนาง พูดอย่างจริงจังว่า “แม้แต่คนรู้จัก หลิงเอ๋อร์จะไม่พูดอะไรที่ไม่ดี หลิงเอ๋อร์อยู่ในฐานะฉีหวางเฟย ต้องใส่ใจกับสถานะของตน ดังนั้นจะพูดพล่อยๆ ในที่สาธารณะได้อย่างไร?”
พูดเื่ไร้สาระไร้สาระไม่ลืมหูลืมตา [3] เล่อเทียนเหยียดหยามมู่จื่อหลิงในใจ อยากจะกลอกตาใส่นางจริงๆ
ฉีหวางเฟยผู้นี้มักจะชอบแกล้งผู้อื่น สถานะของนางหรือ? นางโยนทิ้งไปนานแล้ว
ถ้อยคำที่ดูเหมือนธรรมดาไม่กี่คำสามารถทำให้สีหน้าของไทเฮาเปลี่ยนไปครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ต่างจากจานสี [4] ที่มีการเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
นางรู้มานานแล้วว่ายายเด็กหน้าเหม็นผู้นี้ปากเก่ง คำพูดของนางดูธรรมดา แต่ทุกคำคมราวกับใบมีด ทุกประโยคมีเหตุผล ตรงประเด็นสำคัญ ทำให้นางพูดไม่ออก
เมื่อคิดถึงเื่นี้ ใบหน้าของไทเฮาก็ยิ่งมืดมนมากขึ้นเรื่อยๆ นางถูกยายเด็กหน้าเหม็นผู้นี้ทำให้กระอักั้แ่เมื่อใด?
ดวงตาของไทเฮาหรี่ลงเล็กน้อย แววตามืดมนเ็า นางยังไม่ยอมหยุดมือ “หยุดพูดเื่ไร้สาระต่อหน้าอายเจีย หากไม่ใช่เพราะเ้า หย่าเอ๋อร์จะป่วยโดยไม่มีเหตุผลได้อย่างไร?”
อย่างที่ทุกคนทราบ คำพูดของไทเฮายังคงสง่างามและเย่อหยิ่ง แต่ไม่น่ากลัวเหมือนก่อนหน้า ด้วยมีความรู้สึกอับอายขาดความมั่นใจแฝงอยู่ภายใน
เมื่อได้ยินเช่นนี้ มู่จื่อหลิงก็รู้สึกขบขันทันที ต้นกล้าอ่อนแอผู้นั้นยืนกรานไม่ยอมออกไป หาเื่ทำร้ายตนเอง โทษนางหรือ?
“หลิงเอ๋อร์บอกไปแล้วว่าอันหย่าล้มป่วยเพราะใแรงะเิ ไม่ต้องพูดถึงว่าวันนั้นมีผู้คนมากมาย หากไทเฮาไม่เชื่อ ไปถามคนอื่นก็ได้” ดวงตาใสของมู่จื่อหลิงเฉยชา สีหน้าสงบมองไม่เห็นอารมณ์ใดๆ
“เ้า...” จู่ๆ หน้าอกของไทเฮาก็กระเพื่อมรุนแรง แววตาเต็มไปด้วยความน่าสยดสยอง นางโกรธจนพูดแทบไม่ออก
ยามนี้มู่จื่อหลิงมีความชอบธรรมและมั่นใจมาก ไม่มีความรู้สึกผิดใดๆ ทำให้ไทเฮาขาดความมั่นใจมากยิ่งขึ้น
เห็นได้ชัดว่านางเป็ที่เคารพนับถือ นางจะถูกปิดปากเงียบด้วยคำพูดไม่กี่คำของเด็กตัวเหม็นเช่นนี้ได้อย่างไร
เห็นได้ชัดว่าประกายของไทเฮาอ่อนแอลง ราวกับกำลังเข้าใกล้ความตายได้ ยามนี้แม้แต่ฮ่องเต้เหวินอิ้นที่แสร้งทำเป็อ่านฎีกาด้วยคิดที่จะกันตัวออกจากเื่นี้ก็ยังทนไม่ได้
ฮ่องเต้เหวินอิ้นเงยหน้าขึ้น ทอดพระเนตรไทเฮาหายใจกระเพื่อมอย่างหนักจนพูดไม่ออก ขมวดคิ้วและตรัสว่า “เสด็จแม่ ข้ารู้เื่นี้มาก่อนแล้ว ความเจ็บป่วยของหย่าเอ๋อร์เกิดจากการะเิจริงๆ การะเิในวันนั้น ดังก้องกังวาน ทั้งตำหนักจินหลวนและขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ล้วนรู้เื่นี้”
ครู่หนึ่ง มู่จื่อหลิงเกือบตกตะลึงกับคำพูดทรงพลังของฮ่องเต้เหวินอิ้น
นางไม่คิดว่าการะเิในวันนั้นจะทรงพลังเพียงนี้ เป็เื่ที่ไม่คาดคิดยิ่งกว่าที่ฮ่องเต้เหวินอิ้นจะดึงขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ออกมากล่าวถึง
ขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊บอกอะไรได้บ้าง?
หากมีทหารยามเพียงไม่กี่คนที่เฝ้าประตูวังออกมาอธิบาย คงมีน้ำหนักไม่เพียงพอที่จะรับรองเื่นี้ แต่ขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊รวมถึงฮ่องเต้เหวินอิ้นมีน้ำหนักเพียงพออย่างแน่นอน
ทันใดนั้น ความประทับใจของมู่จื่อหลิงที่มีต่อฮ่องเต้เหวินอิ้นก็เปลี่ยนไปอย่างมาก
ยามนี้ไทเฮาไม่มีอะไรจะพูดแล้วใช่ไหม? มุมปากของมู่จื่อหลิงกระตุกเป็รอยยิ้มเยาะเย้ย
แต่สิ่งที่ทำให้มู่จื่อหลิงประหลาดใจมากยิ่งขึ้นคือ สิ่งที่ฮ่องเต้เหวินอิ้นกล่าวต่อไป
ฮ่องเต้เหวินอิ้นปิดฎีกา ลูบคิ้วอย่างเหนื่อยหน่าย อธิบายต่อไทเฮาว่า “ลูกให้ขุนนางส่งคนไปตรวจสอบการะเิในวันนั้นด้วยตนเอง มันก็เกิดจากเซี่ยวเจ๋อที่สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว วันนี้ลูกจะส่งคนไปตามหาเด็กสารเลวนั่น หลังจากพบ จะให้เขามอบคำอธิบายให้อย่างแน่นอน”
มู่จื่อหลิงเกือบจะหัวเราะออกมายามได้ยินคำพูดของฮ่องเต้เหวินอิ้น
กล่าวได้ว่า เหมาะสมจริงๆ ที่จะผลักดันเื่นี้ไปยังหลงเซี่ยวเจ๋อเด็กงี่เง่า หลงเซี่ยวเจ๋อเป็คนโง่ แต่การผลักดันของฮ่องเต้เหวินอิ้นก็ถือว่ามีความอุกอาจเช่นกัน!
อย่างที่ทุกคนทราบ หลังจากได้ยินสิ่งที่ฮ่องเต้เหวินอิ้นตรัสออกมา ความโกรธของไทเฮายังคงไม่ลดลง
นางเผชิญหน้ากับมู่จื่อหลิงเป็เวลานาน ยามนี้หลงเหวินอิ้นเพียงแค่พูดไม่กี่คำก็สามารถปัดมันทิ้งได้หรือ? หลงเซี่ยวเจ๋อทำบ้าอะไร ใครไม่รู้จักเ้าอันธพาลน้องผู้นั้นกัน? จะมีประโยชน์อะไรในการขอให้เขาสารภาพ?
ไทเฮาหายใจหอบอย่างลำบาก ลมหายใจของนางติดขัดเล็กน้อย นางชี้ไปที่มู่จื่อหลิงและคนอื่นๆ ด้วยนิ้วที่สั่นเทา “ฮ่องเต้ ต่อหน้าอายเจีย กี่ครั้งแล้วที่ท่านถือหาง [5] พวกเขา?”
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] รูถ้ำก่อให้เกิดลม (空穴来风) เป็สำนวน มีความหมายว่า ลมพายุจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องมีต้นสายปลายเหตุ หมายถึง เื่ราว หรือข่าวลือต่างๆ ล้วนเกิดขึ้นจากสาเหตุแห่งสิ่งนั้นด้วย
[2] สายตาดุจคบเพลิง (目光如炬) เป็สำนวน มีความหมายว่า ดวงตาที่เฉียบคมในยามโกรธ
[3] พูดเื่ไร้สาระไร้สาระไม่ลืมหูลืมตา (睁着眼睛说瞎话) เป็วลี มีความหมายว่า พูดสุ่มสี่สุ่มห้า หรือพูดเท็จอย่างไร้ยางอาย
[4] จานสี (调色盘) เป็คำเปรียบเปรย มีความหมายว่า สีหน้าเปลี่ยนไปไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยอารมณ์ที่ขุ่นมัว
[5] ถือหาง (护短) เป็คำเปรียบเปรย มีความหมายว่า เข้าข้าง ปกป้องโดยไม่สนถูกผิด