มาหาคู่หมาย
ราตรีในฤดูคิมหันต์นั้นช่างร้อนรุ่มอบอ้าว
ณ หัวสะพานหลินเซียน เจี่ยนฮวน นั่งลงตรงริมขอบพลางก้มหน้าก้มตาแทะแป้งทอดอย่างเอาเป็เอาตาย แป้งนั้นแข็งกระด้างยิ่งนัก ทำให้นางต้องขบเคี้ยวจนใบหน้าบิดเบี้ยว เหงื่อกาฬไหลโซมกาย
รอบกายของนางมีชาวบ้านนั่งพัดวีคลายร้อน เสียงสนทนาพาทีเื่สัพเพเหระลอยมาตามลม
"ข้าว่านะ ทำกิจการโรงเตี๊ยมนี่แหละกำไรดีที่สุด เดือนนี้โรงเตี๊ยมสกุลหยางห้องพักหายากยิ่งกว่าทองคำเสียอีก กอบโกยไปได้ไม่น้อยเลย!"
"เฮ้อ ข้าเองยังคิดอยู่เลยว่า จะให้เ้าหนูสองคนนั่นย้ายมาเบียดนอนห้องเดียวกับข้า แล้วเอาห้องว่างนั่นไปปล่อยเช่า จะได้กำไรสักเท่าไหร่กันเชียว"
"งั้นเ้าต้องรีบหน่อยแล้ว อีกสิบวันงานชุมนุมรับศิษย์ก็จะสิ้นสุดลง ถึงตอนนั้นคนคงไม่มากเท่านี้..."
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ เจี่ยนฮวนก็ชะงักกรามที่กำลังเคี้ยวอยู่ทันที
นางครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บแป้งทอดที่ยังกินไม่หมดอย่างทะนุถนอมประหนึ่งสมบัติล้ำค่าลงในย่าม จากนั้นก็เช็ดปากแล้วขยับจากฟากหนึ่งของสะพานไปหาท่านป้าผู้นั้น ยื่นนิ้วออกไปสะกิดอีกฝ่ายอย่างระมัดระวัง
ท่านป้าหันขวับมาด้วยความฉงน เจี่ยนฮวนจึงส่งยิ้มจนตาหยี เห็นฟันขาวซี่น้อยเรียงราย "ท่านป้า เมื่อครู่ท่านบอกว่ามีห้องให้เช่าหรือเ้าคะ?"
ท่านป้ากวาดสายตามองเจี่ยนฮวนั้แ่หัวจรดเท้าอย่างเงียบเชียบ เห็นแม่นางน้อยผู้นี้ดูท่าทางคงเดินทางมาไกลจนฝุ่นจับเขรอะ คาดว่าคงมาเข้าร่วมงานชุมนุมรับศิษย์เป็แน่ อีกทั้งดูแล้วมิใคร่มีเงินทอง เสื้อผ้าล้วนมีรอยปะชุนซ้ำแล้วซ้ำเล่าช่างดูซอมซ่อยิ่งนัก
บ้านของท่านป้าเองก็มิได้มั่งมี ห้องหับทั้งคับแคบและเก่าคร่ำ เป้าหมายของนางย่อมเป็เหล่าคนยากไร้ที่มิมีปัญญาเข้าพักในโรงเตี๊ยมเช่นนี้ ประจวบเหมาะเหลือเกิน! พอคิดจะทำ ธุรกิจก็เดินมาหาถึงที่!
ท่านป้ารีบส่งยิ้มร่าเริงตอบกลับ "ใช่แล้วๆ แต่ห้องนั้นลูกข้าสองคนพักอยู่ หากจะให้พวกเขาย้ายออกคืนนี้เลยเกรงว่าจะ..."
เจี่ยนฮวนรีบเข้าไปประคองแขนท่านป้าอย่างสนิทสนม "มิเป็ไรเ้าคะท่านป้า ข้าขอสารภาพตามตรง ทั้งตัวข้ามีเงินเหลือเพียงแปดอีแปะเท่านั้น"
รอยยิ้มของท่านป้าพลันชะงักค้าง "..."
ใน่งานชุมนุมรับศิษย์ของสำนักอวี้ชิง ราคาที่พักในเมืองพุ่งสูงลิ่ว ห้องหนึ่งคืนหนึ่งต้องจ่ายหลายตำลึงเงิน แม้ห้องของนางจะเทียบโรงเตี๊ยมมิได้ แต่อย่างน้อยก็น่าจะได้สักหนึ่งร้อยอีแปะกระมัง? แปดอีแปะรึ? นี่มันให้ทานขอทานชัดๆ!
ทว่าก่อนที่ท่านป้าจะเอ่ยปากปฏิเสธ เจี่ยนฮวนก็เสริมขึ้นพร้อมรอยยิ้ม "แปดอีแปะแลกกับการขอนอนในห้องฟืนสักคืน ท่านป้าเห็นว่าอย่างไรเ้าคะ?"
ท่านป้านิ่งไป ดวงตาเล็กเรียวดุจเมล็ดถั่วกลอกไปมา พลางกลืนคำปฏิเสธลงคอ "ย่อมได้ ย่อมได้"
ห้องฟืนปล่อยว่างไว้ก็น่าเสียดาย แปดอีแปะก็ยังถือว่าเป็เงิน
ท่านป้ารีบร่ำลาเกลอเก่า แล้วพาเจี่ยนฮวนกลับบ้านด้วยความเบิกบานใจ
ภายในห้องฟืน เจี่ยนฮวนช่วยเ้าของบ้านปัดกวาดพื้นที่ว่าง นางดึงผ้าห่มผืนหนึ่งออกมาจากย่ามที่ป่องจนล้น ปูลงบนพื้น ใช้ย่ามแทนหมอนแล้วเอนกายลงนอนเช่นนั้น
เมื่อราตรีล่วงเลย ความร้อนระอุเริ่มมลายหายไป ห้องฟืนที่มีลมโกรกกลับเย็นสบายไม่น้อย
เจี่ยนฮวนลูบไล้หนังสือหมั้นหมายและหยกคู่ใจที่ซุกซ่อนไว้แนบอก พลางวาดวิมานถึงชีวิตอันสุขสบายหลังจากได้รับเงินค่าถอนหมั้นในวันพรุ่งนี้
เพียงแค่คิด น้ำตาก็แทบจะไหลพราก
ช่างมิง่ายดายเลยจริงๆ หนึ่งเดือนอันทุกข์ระทมที่ราวกับผ่านพ้นไปนับปี ในที่สุดนางก็จะก้าวข้ามมันไปได้เสียที!
จนถึงวันนี้นางยังคงคับแค้นใจในชะตากรรมของตนเองยิ่งนัก เหตุใดผู้อื่นทะลุมิติมาล้วนอยู่ดีกินดี แต่นางกลับยากจนข้นแค้นจนะเืฟ้าดินเช่นนี้?
เมื่อหนึ่งเดือนก่อน เจี่ยนฮวนผู้เพิ่งจะควักเงินสดซื้อบ้านไปหมาดๆ ดื่มสุราฉลองอย่างมีความสุขก่อนนอน ทว่าพอลืมตาขึ้นกลับกลายเป็ 'เจี่ยนฮวน' นางร้ายในนิยายเื่ 《ศิษย์น้องเจียงเฉียวเฉียว》 ไปเสียได้
《ศิษย์น้องเจียงเฉียวเฉียว》 คือนิยายรักรันทดที่มีโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรเป็ฉากหลัง
เจียงเฉียวเฉียว นางเอกของเื่เพิ่งเข้าสำนักอวี้ชิงมาได้ไม่นาน ก็จำได้ว่า เสิ่นจี้จือ คือผู้ที่เคยช่วยชีวิตตนไว้ในวัยเยาว์
นับแต่นั้นนางก็คอยอยู่เคียงข้างเขาไม่ห่าง ทว่าในยามที่หัวใจของเสิ่นจี้จือเริ่มจะสั่นไหว กลับมีคู่หมั้นอย่างเจี่ยนฮวนปรากฏตัวขวาง
ท่านปู่ของเจี่ยนฮวนเคยช่วยชีวิตครอบครัวสามคนของเสิ่นจี้จือไว้ ผู้าุโทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันจึงหมั้นหมายเด็กทั้งสองไว้แต่เยาว์วัย
มีทั้งหนังสือหมั้นและหยกคู่ใจเป็พยาน ทว่าหลังจากสกุลเสิ่นจากไปมินาน ข่าวคราวก็ขาดหายไปสิ้น
เจี่ยนฮวนในฐานะนางร้ายตัวประกอบ ยิ่งเติบโตยิ่งนิสัยเลวร้าย รักความสบาย หลังท่านปู่สิ้นและฐานะทางบ้านตกต่ำ นางจึงจำต้องเข้าร่วมกับพรรคฝ่ายมารเพราะความยากจนแค้น
หลังจากฝึกวิชาในพรรคมารได้สามปี ด้วยคุณสมบัติความชั่วร้ายอันโดดเด่น นางจึงถูกส่งมาเป็ไส้ศึกในสำนักอวี้ชิง
ทันทีที่เข้าสำนัก เจี่ยนฮวนก็จำเสิ่นจี้จือได้จากหยกคู่ใจ ทว่าเสิ่นจี้จือเห็นแก่บุญคุณของท่านปู่ จึงมิได้บีบบังคับให้ถอนหมั้น แต่พยายามใช้เงินทองหรือวิธีอื่นเพื่อยกเลิกพันธะอย่างสันติ
ทว่าร่างเดิมกลับดื้อรั้นมิยอมถอนหมั้น คอยสร้างความวุ่นวายระหว่างเสิ่นจี้จือและนางเอก จนทำให้นางเอกช้ำใจ เสิ่นจี้จือรังเกียจเดียดฉันท์ และผู้อ่านต่างปวดตับไปตามๆ กัน
สุดท้ายนางเอกผู้ผิดหวังจึงหันไปซบอกพระเอกผู้แสนอ่อนโยน
ส่วนเสิ่นจี้จือที่สำนึกได้ในภายหลังทว่าสายเกินไป จึงเข้าสู่มรรคมารจนเกิดความปั่นป่วนในพิภพเซียน และจบชีวิตลงด้วยการถูกฝ่ายธรรมะปิดล้อมสังหาร
ด้วยเหตุนี้ เจี่ยนฮวนผู้ข้ามภพมาจึงยินดีจะยกเลิกการหมั้นหมายอย่างสันติ ขอเพียงเสิ่นจี้จือยอมจ่ายเงิน!
ในนิยายระบุไว้ว่า เงื่อนไขที่เสิ่นจี้จือเสนอให้ร่างเดิมในตอนนั้นคือ หินปราณหนึ่งแสนก้อน…
หนึ่งแสนก้อน... เจี่ยนฮวนพึมพำในใจพลางหัวเราะร่าอยู่ในห้องฟืน
สำนักอวี้ชิงตั้งอยู่บนยอดเขาสูงเทียมเมฆ
เจี่ยนฮวนออกเดินทางั้แ่ฟ้ายังไม่สาง จนกระทั่งยามบ่ายจึงปีนมาถึงหน้าประตูสำนัก
เดชะบุญที่หนึ่งเดือนแห่งการรอนแรมทำให้นางแข็งแรงขึ้นมาก การแบกย่ามใบใหญ่ปีนเขาเกือบทั้งวันจึงมิได้ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้านัก
ที่หน้าประตูมีแถวยาวเหยียดอยู่ห้าสาย ล้วนเป็เยาวชนที่เดินทางมาจากทั่วสารทิศเพื่อร่วมงานชุมนุมรับศิษย์ เจี่ยนฮวนเขย่งเท้าสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง พบว่ามีแถวหนึ่งที่มีคนมากเป็พิเศษ และส่วนใหญ่เป็แม่นางน้อย
นางละสายตากลับมา แล้วเลือกสนทนากับบุรุษหนุ่มท่าทางดูดีผู้หนึ่ง "สหาย ท่านพอจะบอกได้หรือไม่ว่างานชุมนุมรับศิษย์นี้มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง?"
นิยายต้นฉบับเคยกล่าวถึงงานนี้เพียงผ่านๆ มิได้ลงรายละเอียด ในแผนการของเจี่ยนฮวน
การรับเงินค่าถอนหมั้นจากเสิ่นจี้จือและการเข้าสำนักอวี้ชิงเพื่อบำเพ็ญเพียรนั้นมีความสำคัญเท่าๆ กัน นางคงมิอาจไปฝึกวิชามารอย่างเ้าของร่างเดิมได้
สำนักอวี้ชิงคือสำนักอันดับหนึ่งที่มีวิชาครอบคลุมทุกด้าน แม้วิชาดาบจะเป็จุดเด่นที่สุด แต่วิชาอื่นก็มิได้ด้อยไปกว่ากัน
หากเปรียบกับโลกเดิม สำนักอวี้ชิงก็คือมหาวิทยาลัยระดับสูงสุดของพิภพแห่งนี้ ในเมื่อมีโอกาส นางย่อมอยากเข้าศึกษาในสถาบันที่ดีที่สุด
กงเฟยหง บุรุษหนุ่มผู้มีหน้าตาหมดจดรู้สึกยินดีนักที่นางเป็ฝ่ายทักทายเขาก่อน
เขาคิดไปเองว่าคงเป็เพราะความสง่าผ่าเผยของตนที่ดึงดูดใจนาง จึงเอ่ยตอบอย่างกระตือรือร้น "เ้าเข้าแถวก่อนเถิด เมื่อถึงคิวเ้าก็นำมือไปวางบนศิลาวัดปราณ เห็นนั่นไหม—"
กงเฟยหงชี้ไปด้านหน้า "หากศิลาเปล่งแสง เ้าก็ไปลงชื่อ จ่ายค่าธรรมเนียมเล่าเรียนและค่าที่พัก ก็ถือว่าได้เข้าสำนักแล้ว แต่หากศิลาไม่เปล่งแสง..."
หนังตาของเจี่ยนฮวนกระตุกวูบ "เดี๋ยวก่อน... ค่าเล่าเรียนและที่พักรึ?"
กงเฟยหงขมวดคิ้ว "อืม แล้วจะทำไมรึ?
เจี่ยนฮวนถามด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ "มิใช่ว่าเรียนฟรีหรอกหรือ??"
กงเฟยหงพูดไม่ออก "เ้าเข้าโรงเรียนก็ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนมิใช่หรือ"
เจี่ยนฮวน "..."
ที่แท้โลกนี้ก็ต้องจ่ายค่าเทอมและค่ากินอยู่เหมือนกันสินะ! แต่นิยายเื่อื่นที่นางเคยอ่านมา สำนักเซียนล้วนให้เรียนฟรีและเลี้ยงดูปูเสื่อมิใช่หรือ?
โธ่เอ๋ย ดวงของนางช่างอาภัพนัก ทะลุมิติมาทั้งที ดันมาอยู่ในที่ที่ทุกอย่างต้องใช้เงิน!
เจี่ยนฮวนกุมหัวใจพลางถามด้วยเสียงสั่นเครือ "แล้ว... ค่าเล่าเรียนและที่พักราคาเท่าไหร่?"
กงเฟยหงตอบว่า "ค่าเล่าเรียนปีละสามพันหินปราณ ส่วนค่าที่พักนั้นไม่แน่นอน มีทั้งห้องพักเดี่ยว ห้องพักคู่ ห้องพักสามคน..."
ภาพตรงหน้าของเจี่ยนฮวนพลันพร่ามัว ยามนี้นางมิมีเงินติดตัวเลยสักอีแปะ สมบัติที่มีก็มีเพียงผ้าห่มขาดๆ และเสื้อผ้ารองเท้าเก่าๆ เพียงไม่กี่ชิ้น
แต่เมื่อพิจารณาอีกที หากการถอนหมั้นตกลงกันได้ หินปราณหนึ่งแสนก้อนเข้ากระเป๋า นางจะยังกังวลเื่เงินเพียงไม่กี่พันนี่ไปทำไม?
ใบหน้าของเจี่ยนฮวนกลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง เดิมทีตั้งใจจะสมัครเข้าสำนักก่อนค่อยไปหาคู่หมั้น ทว่ายามนี้เห็นทีต้องหาคู่หมั้นเพื่อรับเงินมาก่อนค่อยไปสมัครเรียน
คิดได้ดังนั้น เจี่ยนฮวนจึงประสานมือคารวะกงเฟยหง "ขอบคุณท่านที่ช่วยชี้แนะ ข้ามีนามว่าเจี่ยนฮวน"
กงเฟยหงประสานมือตอบ "ข้าคือกงเฟยหง"
เจี่ยนฮวนชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาที่มองเขาดูแปรเปลี่ยนไปทันที บุรุษผู้นี้ในนิยายก็นับว่าเป็คนมีชื่อเสียง เพียงแต่เขาเป็ 'ตัวร้ายสมองนิ่ม' เช่นเดียวกับนาง
หากจะว่าไป ในนิยายร่างเดิมของนางยังเหลือศพที่สมบูรณ์ แต่กงเฟยหงกลับตายอย่างไร้ที่กลบฝัง ช่างน่าอนาถกว่านางนัก
เฮ้อ ต่างก็เป็ตัวร้ายด้วยกัน เหตุใดต้องลำบากกันเช่นนี้ เจี่ยนฮวนยื่นมือออกไปตบไหล่กงเฟยหงด้วยความเวทนา "สหายกง รักษากายด้วย ไว้มีวาสนาค่อยพบกันใหม่"
ไหล่ซ้ายของกงเฟยหงพลันรู้สึกชาไปวาบ ใบหน้าเริ่มซับสีระเรื่อ คิดในใจว่ายังคุยกันมิถึงชั่วหม้อน้ำเดือด แม่นางเจี่ยนผู้นี้ก็แสดงความเอ็นดูต่อเขาเสียแล้ว ช่างน่าขัดเขินยิ่งนัก
ในขณะที่เขากำลังจินตนาการไปไกล เจี่ยนฮวนก็เดินออกจากแถวไป เขาจึงรีบะโห้าม "สหายเจี่ยน เ้าจะไปที่ใด? ไม่เข้าแถวแล้วรึ?"
เจี่ยนฮวนถอนหายใจเบาๆ "ข้าบอกตามตรง ยามนี้ข้าไม่มีปัญญาจ่ายค่าเล่าเรียน"
กงเฟยหงอึ้งไปพลางลังเลใจ เขานั้นมั่งมีแต่ก็มิได้อยากเป็คนใจดีจนโง่เขลา ทว่าเห็นนางเลือกทักทายเขาเพียงคนเดียวจากผู้คนมากมาย สายตาดีเช่นนี้ นิสัยย่อมมิเลวร้าย "ข้าให้เ้าหยิบยืมได้นะ"
เจี่ยนฮวนซาบซึ้งใจยิ่งนักแต่ก็ปฏิเสธไป "ขอบคุณสหายกง ทว่าข้ามีวิธีอื่น มิอยากรบกวนท่าน"
นางมิชอบเป็หนี้ใคร เช่นเดียวกับในโลกเดิมที่นางเลือกซื้อบ้านด้วยเงินสด แม้การกู้เงินจะดูดีกว่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ แต่นางกลับรู้สึกมิปลอดภัยหากต้องมีภาระผูกพันทุกเดือน
ความตายนั้นมิแน่นอน แม้นางจะเก็บหอมรอมริบจนซื้อบ้านได้ แต่ยังมิทันได้ย้ายเข้า นางก็ข้ามภพมาเสียก่อน... ช่างน่าเศร้านัก
เจี่ยนฮวนหลั่งน้ำตาในใจภายใต้สายตาที่มองมาของกงเฟยหง นางเดินเลียบแถวไปจนถึงด้านหน้าสุด จนถูกศิษย์สตรีในชุดขาวขวางไว้ "หากจะวัดรากปราณให้ไปต่อแถวด้านหลัง ห้ามแซงคิว"
เจี่ยนฮวนกะพริบตา เอ่ยเสียงอ่อนโยน "ศิษย์พี่หญิง ข้ามาตามหาคนเ้าค่ะ"
ศิษย์สตรีผู้นั้นฉงน "หาคน? หาใคร?"
เจี่ยนฮวนหยิบหยกคู่ใจออกมาให้อีกฝ่ายดู "ข้ามาหาเสิ่นจี้จือ ข้าเป็คู่หมั้นของเขา นี่คือหยกสืบทอดประจำตระกูลเสิ่น เสิ่นจี้จือน่าจะมีอีกครึ่งหนึ่งอยู่ที่ตัว ศิษย์พี่หญิงรู้จักเขาหรือไม่เ้าคะ?"
ศิษย์สตรีผู้นั้นอึ้งไป ใบหน้าพลันปรากฏแววประหลาดใจ "ศิษย์พี่เสิ่นรึ?"
นามของเสิ่นจี้จือนั้น ทั่วทั้งสำนักอวี้ชิงมิมีผู้ใดมิรู้จัก เหล่าศิษย์ที่คอยวัดรากปราณอยู่ตรงนั้นล้วนหูตาว่องไว
เมื่อได้ยินวาจาของเจี่ยนฮวน ต่างก็มองหน้ากันแล้วหันไปมองยังทิศทางเดียวกันทั้งหมด
เจี่ยนฮวนมองตามสายตาเ่าั้ไป เห็นท่ามกลางแถวที่ยาวที่สุดและเต็มไปด้วยแม่นางน้อย มีเงาร่างหนึ่งค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
ใต้เงาไม้อันเขียวชอุ่ม แสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านช่องว่างใบไม้ตกลงบนร่างของเด็กหนุ่มผู้นั้น เขาสวมชุดศิษย์สีขาวของสำนักอวี้ชิง รวบผมด้วยปิ่นไม้เรียบง่าย
ทว่าด้วยรูปโฉมที่งดงามราวกับสลักเสลา กลับส่งให้เขาดูสง่างามดุจหยกประดับไพร แม้แต่ปิ่นไม้ธรรมดาก็ยังดูสูงค่ายิ่งนัก
ใบหน้าของเด็กหนุ่มขาวซีดดูไม่แข็งแรงนัก ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนลุ่มลึกดูคล้ายอำพัน เขามองมายังเจี่ยนฮวนด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก
"ข้าคือเสิ่นจี้จือ"
