บทที่ 5
พี่ชายคนโตเปรียบดังบิดา
เสียงคำรามด้วยความโกรธาประดุจสายฟ้าฟาด ทำเอาเหล่านกหนูในป่าตื่นตระหนกพากันวิ่งหนีตายจลาจล
ชาวบ้านในหมู่บ้านต่างรู้ซึ้งกันดีว่า ซ่งต้าซู่คือไอ้คนพาลสันดานหยาบ เวลาชกต่อยนั้นทั้งดุร้ายและอำมหิต คนส่วนใหญ่จึงไม่กล้าตอแยกับเขา
ก็เหมือนกับคนในยุคปัจจุบันที่หวาดกลัวคนหัวโล้นสักลายเต็มแขนนั่นแหละ เห็นเดินมาบนถนนก็ต้องรีบหลบไปให้ไกล
มีเพียงแม่ของต้าซานที่ไม่กลัวเขา เพราะบ้านนางกับหัวหน้าหมู่บ้านนั้นเป็ญาติร่วมตระกูลที่สืบสายเืมาจดกัน
นางยืนเท้าสะเอว พ่นน้ำลายกระเด็นกระดอน “ถุย! ไอ้คนถ่อย เป็เพราะนังเด็กเดรัจฉานบ้านแกมันกัดข้าก่อน ข้าถึงได้ตบสั่งสอนไปฉาดหนึ่งยังไงเล่า”
แม่ต้าซานพูดพลางถลกแขนเสื้อขึ้น โชว์ข้อมือที่มีเืโชก “ดูสิ มันกัดมือข้าจนเป็สภาพไหนแล้ว”
“ข้าจะบอกให้นะ นังเด็กสารเลวใจคอโเี้แบบนี้ เลี้ยงไว้ก็มีแต่จะเป็ตัวซวย สู้ขายทิ้งเอาเงินไม่กี่ตำลึงมาใช้ยังดีเสียกว่า”
ซ่งหยวนขบกรามแน่น คนในยุคนี้ให้ความสำคัญกับชื่อเสียงมาก โดยเฉพาะเด็กสาวที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นอย่างเอ้อหยา หากถูกตราหน้าว่าใจคอโเี้และชื่อเสียนี้แพร่ออกไป ต่อไปอย่าว่าแต่จะหาบ้านสามีเลย แม้แต่จะเดินไปไหนมาไหนก็คงมีแต่คนนินทา
อายุตั้งขนาดนี้แล้ว กลับมารังแกเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ช่างไร้ยางอายสิ้นดี
ซ่งหยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ท่านป้า นิสัยของเอ้อหยาบ้านข้า ข้ารู้ดี นางขี้ขลาดหวาดกลัวเื่ราวมาแต่ไหนแต่ไร จะจู่ๆ พุ่งไปกัดคนได้อย่างไร”
เมื่อถูกตั้งข้อสงสัย สิ่งสำคัญคืออย่าติดกับดักการพิสูจน์ตัวเอง แต่ให้หาช่องโหว่ในคำพูดของอีกฝ่าย แล้วตั้งข้อสงสัยกลับไป เพื่อให้อีกฝ่ายเป็คนพิสูจน์ตัวเองแทน
เขาเอ่ยอย่างฉะฉาน “อีกอย่าง ริมลำธารมีท่านป้าอยู่ตั้งหลายคน นางกลับไม่กัดใครเลย แต่เจาะจงจ้องจะกัดท่านคนเดียว”
ซ่งหยวนแค่นหัวเราะ “ข้าล่ะสงสัยจริงๆ ว่าท่านป้าไปทำเื่ะเืฟ้าดินอะไรมา ถึงทำให้เอ้อหยาที่แสนขี้ขลาดโกรธจัดจนทนไม่ไหวต้องกัดท่านเข้าให้”
เป็ไปตามคาด แม่ของต้าซานเริ่มใจฝ่อ น้ำเสียงอ่อนลงทันที “เ้า... เ้าอย่ามาพูดจาเลอะเทอะนะ!”
ซ่งหยวนเบิกตากว้างทำหน้าซื่อตาใส “ข้าพูดเลอะเทอะตรงไหน ท่านดูสิท่านป้าคนอื่นๆ ไม่มีใครช่วยท่านพูดเลยสักคน แสดงว่าท่านป้าต้องทำอะไรไม่ถูกไม่ควรแน่ๆ”
แม่ของต้าซานมองไปที่จางชุ่ยฮวาและคนอื่นๆ โดยสัญชาตญาณ แต่กลับเห็นพวกนางต่างพากันเบือนหน้าหนี ทำเป็มองไม่เห็น
แม่ต้าซานโกรธจนหน้าแดงก่ำ ชี้หน้าจางชุ่ยฮวาอย่างเหลืออด “พวกเ้า... ดี! พวกเ้ามันดีจริงๆ!”
พวกหญิงสาวคนอื่นๆ ยิ่งไม่กล้าส่งเสียง พวกนางไม่มีความกล้าพอจะไปหาเื่เ้าอันธพาลน้อยตระกูลซ่ง แต่ก็ไม่อยากล่วงเกินแม่ต้าซาน จึงได้แต่ยืนทำตัวลีบเป็นกกระทาอยู่ข้างๆ
จางชุ่ยฮวาจำต้องก้าวออกมาช่วยไกล่เกลี่ย “แม่ต้าซาน เื่นี้เดิมทีเ้าก็ทำไม่ถูก เอ้อหยานางก็แค่โกรธจนทนไม่ไหวถึงได้กัดเ้าไปคำหนึ่ง แผลก็ไม่ได้สาหัสอะไร ตามความเห็นข้าก็ช่างมันเถอะ อย่าไปถือสาหาความกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ เลย”
แม่ต้าซานไม่รับความหวังดี “อย่ามาทำเป็คนดีเสแสร้งไปหน่อยเลย เมื่อครู่ไม่ใช่เ้าหรอกรึที่เป็คนเริ่ม ข้าก็ไม่ได้พูดอะไรผิด ก็แค่เตือนนางไปไม่กี่คำ...”
ทว่าในตอนนั้นเอง ซ่งเอ้อหยาก็ะโขึ้นเสียงดัง “ไม่จริง! นางอยากจะรับพี่รองของข้าไปเลี้ยงต่างหาก!”
พอได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของซ่งหยวนก็เคร่งขรึมลงทันที เขาเอ่ยอย่างขึงขัง “ท่านพ่อท่านแม่ของข้าไม่อยู่แล้วก็จริง แต่ยังมีข้าที่เป็พี่ใหญ่คนนี้อยู่ พี่ชายคนโตเปรียบดังบิดา คิดจะรับเอ้อหลินไปเลี้ยง ก็ควรมาถามความเห็นจากข้าที่เป็พี่ใหญ่ ไม่ใช่มาหาเื่เอ้อหยาที่เป็เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ แบบนี้!”
ป้าหนิวที่อยู่ข้างๆ กลัวว่าเขาจะยอมยกเอ้อหลินให้คนอื่นไปจริงๆ จึงหวังดีเตือนเขาว่า “เ้าอย่าคิดว่านางมีน้ำใจจะเลี้ยงดูเอ้อหลินบ้านเ้าล่ะ ลองคิดดูสิ เอ้อหลินโตขนาดนี้แล้ว อีกสองปีก็เป็แรงงานชั้นดี รับกลับบ้านไปก็คงไม่พ้นต้องไปทำงานหนักเยี่ยงวัวเยี่ยงควายหรอก”
แม่ของต้าซานถูกเปิดโปงแผนการในใจ ใบหน้าแก่ชราของนางจึงดูไม่ได้ทันที “ข้าไม่คุยกับพวกเ้าแล้ว หวังดีแท้ๆ กลับเห็นเป็ตับปอดลาไปเสียได้”
พูดจบก็นางก็คว้ากะละมังไม้ แล้วเดินหนีไปอย่างรวดเร็วราวกับมีสัตว์ป่าไล่กวดอยู่ข้างหลัง
เมื่อเห็นแม่ต้าซานไปแล้ว ป้าคนอื่นๆ ก็ซักผ้าต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ซ่งหยวนจึงหันมามองเอ้อหยา ตอนนี้ฟ้ามืดสนิทแล้ว มองไม่ชัดว่าใบหน้าของนางาเ็เพียงใด เขาเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “เจ็บหน้าไหม ต้องไปหาหมอหน่อยไหม”
เมื่อได้รับความห่วงใยอย่างกะทันหันจากซ่งหยวน เอ้อหยาก็กุมแก้มที่ร้อนผ่าว พลางเอ่ยอย่างขัดเขินเล็กน้อย “ไม่เป็ไร ไม่เจ็บเ้าค่ะ”
พอพูดจบ นางก็ไม่มองหน้าเขาอีก แต่นั่งลงซักผ้าต่อ
ซ่งหยวนเห็นท่าทางแสนงอนของนางอยู่รางๆ ในใจทั้งสงสารและขำ ช่างเป็เด็กผู้หญิงที่ปากไม่ตรงกับใจเสียจริง
“เ้าต้าซู่เอ๊ย” ป้าหนิวจู่ๆ ก็เอ่ยเรียกขึ้นมา
ซ่งหยวนยังไม่ทันตั้งตัวว่านางเรียกเขา เขายังคงมัวแต่นั่งนึกว่าจะซักผ้าพวกนี้อย่างไรดี เฮ้อ ตอนนั้นทำไมไม่ติดเครื่องซักผ้าไว้ในครัวด้วยนะ
“ต้าซู่!” ป้าหนิวะโเสียงหลง
ซ่งหยวนใจนทำผ้าหลุดมือ เกือบจะถูกน้ำพัดไป ดีที่เขาคว้ากลับมาได้ทัน ซ่งหยวนถูผ้าไปพลางบ่นไป “ท่านป้าหนิว ะโเสียงดังทำไมกันขอรับ ข้าไม่ใช่คนหูหนวกนะ”
เ้าเด็กนี่มันน่าโมโหจริงๆ ป้าหนิวข่มอารมณ์อยากจะถีบเขาตกน้ำไว้ แล้วเอ่ยอย่างจริงจังว่า “เอ้อหลินเป็เด็กฉลาด เอ้อหยาก็ขยันขันแข็ง”
ไม่รอให้ป้าหนิวพูดจบ ซ่งหยวนก็ตบหน้าอกรับประกัน “ท่านป้าสบายใจได้ ตราบใดที่มีข้าอยู่ ข้าจะไม่ให้พวกเขามีข้าวกินขาดปากแน่นอนขอรับ”
ป้าหนิวเผยสีหน้ากังวล “เ้าคิดได้แบบนี้ก็ดีแล้ว”
พอซักผ้าเสร็จ ฟ้าก็มืดสนิทพอดี ทุกคนอาศัยแสงจันทร์รำไรแยกย้ายกันกลับบ้าน
ยังไม่ทันจะเข้าประตูบ้าน ก็ได้ยินเสียงดังขลุกขลักๆ ซ่งหยวนนึกว่าขโมยเข้าบ้านเสียอีก พอหันไปมองที่หัวมุมกำแพง เห็นเงาร่างเล็กๆ ยืนอยู่ เขาจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “เอ้อหลิน เ้ามายืนพึมพำอะไรอยู่ตรงนี้”
ซ่งเอ้อหลินปิดตำรา พลางเอ่ยอย่างเคอะเขิน “พี่ใหญ่ ข้ากำลังท่องหนังสือขอรับ”
“ดึกดื่นป่านนี้แล้ว ยังจะท่องหนังสืออะไรอีก” ซ่งหยวนเอาผ้าที่ซักเสร็จแล้วตากบนราวไม้ไผ่ “แล้วหยาหยาล่ะ”
ซ่งเอ้อหลินชี้เข้าไปในห้อง “ข้างในขอรับ หลับไปแล้ว”
ซ่งเอ้อหยาตากผ้าเสร็จกำลังจะกลับเข้าห้อง ซ่งหยวนก็เรียกนางไว้ “เอ้อหยา เ้าอย่าเพิ่งไป เอ้อหลินเ้าก็มานี่ด้วย ข้ามีเื่จะคุยกับพวกเ้า”
หลังจากเหตุการณ์ริมลำธาร ซ่งหยวนตัดสินใจว่าคืนนี้เขาต้องคุยกับฝาแฝดให้รู้เื่
หลังจากนี้ พวกเขาต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันไปอีกนาน ซ่งหยวนไม่อยากให้ฝาแฝดต้องอยู่อย่างหวาดผวาทุกวี่ทุกวัน
เอ้อหยานึกว่าเขาจะมาคิดบัญชีย้อนหลัง จึงหลบอยู่หลังเอ้อหลิน มือดึงเสื้อเขาไว้แน่น
ซ่งหยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เมื่อก่อนข้าอาจจะเคยทำตัวเลวระยำ แต่ตอนนี้ข้าคิดได้แล้ว พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว ก็เหลือแค่พวกเราไม่กี่คนที่ต้องพึ่งพากัน ต่อไปข้าจะรับหน้าที่พี่ใหญ่ เลี้ยงดูพวกเ้าให้เติบใหญ่แทนท่านพ่อท่านแม่เอง”
ได้ยินคำพูดของเขา เอ้อหยายังคงไม่เชื่อ นางเอ่ยถามเสียงแ่ “พี่ใหญ่ ท่านจะไม่ขายเอ้อหยาใช่ไหมเ้าคะ”
“ไม่ขาย” ซ่งหยวนเอ่ยอย่างจริงจัง “ไม่ว่าจะเป็เ้า หรือหยาหยา ข้าก็จะไม่ขายพวกเ้าเด็ดขาด”
เขาหันไปบอกเอ้อหลิน “เ้าเองก็เหมือนกัน พี่คนนี้เลี้ยงพวกเ้าไหว จะไม่ยกพวกเ้าให้ใครทั้งนั้น”
เอ้อหลินไม่รู้ว่าคืนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่เมื่อได้ยินคำสัญญาของซ่งหยวน เขาก็อดไม่ได้ที่จะขอบตาร้อนผ่าว
เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่น “ขอรับ”
ส่วนเอ้อหยานั้น นางก้มหน้าลงเล็กน้อย ดวงตากลมโตกลอกไปมา ไม่มีใครรู้ว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
ซ่งหยวนไม่ได้หวังว่าจะได้รับความเชื่อใจจากฝาแฝดในทันที เขาเพียงแค่อยากให้พวกเขารู้ว่า เขาไม่ใช่ซ่งต้าซู่คนเดิมอีกต่อไป ต่อไปจะมีเพียงเขา... ซ่งหยวนเท่านั้น
พูดธุระเสร็จแล้ว เขาก็โบกมือ “เอาละ ดึกมากแล้ว กลับไปพักผ่อนเถอะ”
ซ่งหยวนเตรียมจะไปปิดประตูรั้ว แต่พอจะปิดกลับพบว่าไม้สลักกลอนหายไป เขาจึงะโถาม “เอ้อหยา กลอนประตูหายไปไหนแล้ว”
เอ้อหยาโผล่หัวออกมา มือทั้งสองเกาะขอบประตู เอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นๆ “เอาไปทำฟืนเผาไฟแล้วเ้าค่ะ”
อยู่ดีๆ ทำไมเอาสลักประตูไปเผาไฟเสียล่ะ ซ่งหยวนงงเป็ไก่ตาแตก แต่ก็ช่วยไม่ได้ เขาทำได้เพียงไปที่ห้องครัว คลำหาฟืนไฟในความมืดจนเจอไม้ฟืนท่อนหนึ่ง เอามาขัดประตูแทนกลอนไปก่อน
เมื่อลงกลอนเสร็จ เขาก็บิดี้เีหนึ่งที ผ่านไปหนึ่งวันนี่มันช่างเหนื่อยล้าเสียจริง
