บทที่ 86 บดขยี้ตระกูลจาง
เหล่าองครักษ์ได้ยินเช่นนั้นถึงยอมรามือ ครานั้น หลังจากที่เฉินเสวียนยอมจำนนต่อลู่อวี่ เมื่อกลับมาถึงตระกูลก็โยนให้ลู่เหว่ยจุน บิดาของเขาจัดการ ภายหลังยังลืมปรมาจารย์ค่ายกลกระบี่ผู้นี้ไปแล้วด้วยซ้ำ ทว่าองครักษ์ที่เก่งกาจของตระกูลเหล่านี้ต่างออกไป พวกเขาต่างก็รู้ว่าั้แ่ปรมาจารย์ค่ายกลกระบี่ผู้นี้เข้าร่วมกับตระกูลลู่ ก็ล้วนมีความสำคัญต่อตระกูลไม่น้อย เมื่อใดที่ได้เอ่ยปากพูด แน่นอนว่าย่อมมีความสำคัญอยู่แล้ว
เมื่อผู้เฒ่าของตระกูลจางจางเต๋อที่ลอบโจมตีเห็นว่าทำไม่สำเร็จ ก็ส่งเสียงฮึดฮัดไม่พอใจ เขาเปลี่ยนเคล็ดวิชากระบี่ในมือ ทำให้กระบี่บินสีเขียวเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหันอีกครั้ง เคล็ดวิชากระบี่ในมือนั้นแปลงร่างเป็กระบี่สีเขียวขนาดใหญ่ ที่มีพลังราวกับสามารถแยกูเาและท้องทะเลออกจากกันได้ทันที มันพร้อมเข้ามาโจมตีอีกครั้ง
“เข้ามา!” ลู่อวี่คลี่ยิ้มออกมา ผู้เฒ่าของตระกูลจางท่านนี้เพียงใช้ “เคล็ดวิชากระบี่ั์” ธรรมดาที่สุดเท่านั้น อาศัยเพียงพลังของพลังยุทธ์ที่ขั้นสูงกว่าเขาเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่า้าเอาชนะผู้อื่นด้วยพละกำลัง
เคล็ดวิชากระบี่ั์ไม่เพียงทรงพลังเท่านั้น แต่ยังง่ายต่อการทำความเข้าใจและควบคุมอีกด้วย ดังนั้นมันจึงเป็ที่แพร่หลายอย่างกว้างขวาง
ลู่อวี่กลับไม่ได้ฝืนต้าน กระบี่เปลวเพลิงสีแดงฉานหลบเลี่ยงราวกับปลาที่แหวกว่าย เพียงหลบเลี่ยงคมกระบี่ั์สีน้ำเขียวของอีกฝ่ายไปได้อย่างสบาย หักตัวหลบด้วยความยืดหยุ่นว่องไว พร้อมกับโต้กลับด้วยการโจมตีกระบี่ั์จากด้านข้าง แม้ว่ากระบี่เปลวเพลิงสีแดงฉานจะดูราวกับไม่มีพลังอะไรมากนัก ทว่าเมื่อมันเข้าโจมตีเพียงครั้งเดียว ก็ทำให้ลำแสงกระบี่สีเขียวกระเด็นออกไปอย่างง่ายดาย
นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมด หลังจากปะทะกับลำแสงกระบี่สีเขียวจนกระเด็นออกไปแล้ว ลำแสงกระบี่เปลวเพลิงสีแดงฉานก็หยุดชะงักลงชั่วคราว ไม่นานก็แยกออกจากหนึ่งเป็สอง จากสองเปลี่ยนเป็สี่ในทันที ทว่าลำแสงของกระบี่กลับไม่มีทีท่าอ่อนลง สองแสงในนั้น ไล่หลังกระชั้นชิดตามกระบี่ั์สีเขียวไปด้วย ต่อสู้และสกัดกั้นกัน สลับไปมาเกี่ยวพันกันอุตลุดอย่างไม่มีใครยอมใคร ส่วนอีกสองลำแสงกระบี่สีแดงฉานกลับบินพุ่งไปทางมุมที่ต่างกัน มันพุ่งพรวดเข้าหาผู้เฒ่าตระกูลจาง จางเต๋อ
“แยกลำแสงกระบี่ เด็กผู้นี้เก่งกาจนัก!” ไม่เพียงแต่จางเต๋อที่โจมตีลู่อวี่ แม้แต่จางชิ่งผู้เฒ่าตระกูลจางอีกท่านก็ตกตะลึง แม้ว่ากระบี่บินจะเป็อาวุธวิเศษ เป็อาวุธโจมตีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในหมู่นักพรต แต่การที่จะเรียกได้ว่าสามารถใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและเชี่ยวชาญนั้น ถือเป็คนละเื่กัน การแยกลำแสงกระบี่ไม่ได้เป็เพียงเื่ของความเชี่ยวชาญเท่านั้น มันต้องอาศัยทั้งความเข้าใจและความสามารถอย่างยิ่ง
อีกทั้งยังไม่เกี่ยวข้องกับพลังยุทธ์มากด้วย มีหลายคนที่ถึงแม้จะมีพลังยุทธ์ขั้นตงซวน แต่ก็ไม่สามารถเชี่ยวชาญเคล็ดวิชาลับในการแยกลำแสงกระบี่ได้ด้วยซ้ำ ประมุขของตระกูลจางก็เป็หนึ่งในนั้น เขาฝึกฝนจนถึงขั้นกำเนิดเทพเ้าแล้ว จนจิติญญายกระดับสูงขึ้น และมีความสามารถเข้าใจวิถีอันยิ่งใหญ่ของ์และโลกมากพอ ถึงจะเข้าใจเคล็ดวิชากระบี่อันลึกลับนี้ได้อย่างง่ายดาย
“เด็กหนุ่มผู้นี้เชี่ยวชาญเคล็ดวิชาการใช้กระบี่ที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ั้แ่อายุยังน้อยๆ เป็ศัตรูตัวฉกาจของตระกูลจางเราจริงๆ หรือว่าลู่หยวนจือจะเชิญคนเหล่านี้จากตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋นมาช่วย? แต่ตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋นจะสนใจตระกูลสาขาเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ไม่ติดต่อหากันนานแล้วได้อย่างไร?” จางชิ่งที่ลอบสังเกตการณ์อยู่ด้านข้าง ก็เต็มไปด้วยความสงสัยและความไม่เข้าใจ
แต่ไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไร ลำแสงกระบี่ทั้งสองที่ลู่อวี่แยกออกจากกันได้โจมตีเข้ามาเสียแล้ว แม้ว่าพลังยุทธ์ของจางเต๋อจะมีอยู่อย่างเพียงพอ แต่ด้วยพลังยุทธ์และพร์กับความเข้าใจในตอนนี้ของเขา สามารถควบคุมกระบี่บินได้เล่มหนึ่งก็ไม่เลวแล้ว แต่หากคิดจะรับมือกับลำแสงกระบี่ ที่แยกตัวออกอีกสองแสง ก็ดูเหมือนจะมีอุปสรรคไม่น้อย
เป็ปกติอยู่แล้ว ที่จางชิ่งไม่อาจทนมองจางเต๋อถูกคนของตระกูลลู่สังหารตายต่อหน้าต่อตา ในตระกูลจางของตัวเอง ดังนั้นจึงสะบัดแขนเสื้อและเดินตรงออกไปโดยไม่ลังเลใจทันที เขาส่งพลังที่มองไม่เห็นออกไปเพื่อพยายามสกัดกั้นกระบี่บินของลู่อวี่ไว้ หากไม่ใช่เพราะเขาเองก็ไม่สามารถแยกแยะได้ว่า รูปร่างของกระบี่ใดคือกระบี่เล่มที่แท้จริงของลู่อวี่ หลังจากลำแสงกระบี่ถูกแบ่งออกมาแล้ว เขาเองก็อยากแย่งชิงกระบี่บินเล่มนั้นของลู่อวี่มาไว้เช่นเดียวกัน หากไม่มีกระบี่บิน ดูสิว่า เด็กหนุ่มผู้นี้จะหยิ่งผยองอย่างไร
แต่เขายังคงประมาทเคล็ดวิชาแยกลำแสงกระบี่ของลู่อวี่มากเกินไป ครั้งก่อนตอนที่ลู่อวี่เข้าสู่่ต้นของขั้นฟันฝ่า หลังจากแยกลำแสงกระบี่ออกได้สองแสง ก็สามารถทำให้อัจฉริยะของตระกูลเมิ่งที่มีอาวุธวิเศษอันทรงพลัง และระดับพลังยุทธ์เหนือชั้นกว่าเกือบถูกสังหารทิ้งไปแล้ว เวลานี้ มีเพียงผู้เฒ่าคนหนึ่งของตระกูลเล็กๆ แม้ว่าจะมีพลังยุทธ์สูงกว่าสักหน่อย แต่จะมาเป็คู่ปรับของลู่อวี่ได้อย่างไร
ลำแสงกระบี่นั้นรวดเร็วราวกับสายฟ้า เพียงไม่กี่พริบตามันก็อยู่ห่างจากจางเต๋อไปเพียงสามจั้ง ในขณะที่ลู่อวี่จะใช้ลำแสงกระบี่เพื่อสอนบทเรียนหนึ่งที่ยากจะลืมเลือนให้กับตระกูลจาง กลับรู้สึกว่าลำแสงกระบี่ชะงักงัน ราวกับติดอยู่ในหล่ม จู่ๆ ก็รู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น จึงขยับเปลี่ยนท่าดรรชนีควบคุมเคล็ดวิชากระบี่ในมืออย่างไม่คิดอะไรมากทันที จากนั้นลำแสงกระบี่ทั้งสองก็เชื่อมประสานกันกลายเป็วงกลมสีแดงเข้ม ฝ่าทะลุผ่านสิ่งกีดขวางได้อย่างง่ายดายในระหว่างที่หมุนตัวอย่างรวดเร็ว มันพุ่งไปทางจางเต๋อด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น
จางเต๋อััได้ถึงอันตรายที่กำลังใกล้เข้ามา เมื่อลำแสงกระบี่นั้นเข้ามาใกล้ตัว เรียกได้ว่าลำแสงกระบี่รวดเร็วนัก รวมถึงกระบี่บินของเขาที่อยู่ไกลออกไปก็ถูกลู่อวี่สกัดกั้นไว้อย่างแ่า หากไม่ใช่เพราะลำแสงกระบี่ทั้งสองจู่ๆ ก็หยุดนิ่ง เพื่อเปิดโอกาสให้เขาเล็กน้อย ตอนนี้หากไม่ตายก็คงได้รับาเ็สาหัสแล้ว
เมื่อความตายเข้ามาประชิดตัว จางเต๋อมีหรือจะกล้าชะล่าใจ ดวงตาของเขาเบิกกว้าง ไม่มีกะจิตกะใจแม้แต่จะมาสนใจกระบี่ที่บินอยู่ไกลๆ เพียงเลือกที่จะหลบ และทำได้เพียงเพิ่มการป้องกันตัวหลายชั้นให้ตัวเองเท่านั้น
หลังจากที่จางชิ่งเริ่มปล่อยพลังโจมตี ก็พบว่าเขาไม่สามารถหยุดยั้งลำแสงกระบี่ทั้งสองนั้นได้ สร้างความใให้เขาไม่น้อย แต่จะร้องขอความช่วยเหลือในเวลานี้มันก็สายเกินไปเสียแล้ว เขาจึงไม่กล้าออมมือให้อีก ไม่นานก็ยกมือขึ้นเพื่อปล่อยลำแสงสีทองสองแสงให้พุ่งพรวดไปทางลู่อวี่ พร้อมทั้งะโอย่างบ้าคลั่งออกมาในเวลาเดียวกันด้วยว่า “เ้าเด็กหนุ่มผู้โเี้ ไม่คิดเลยว่าจะกล้ามาก่อเหตุรุนแรงในตระกูลจางของเรา ข้าปล่อยเ้าไว้ไม่ได้เสียแล้ว!”
ในเวลาเดียวกัน จู่ๆ ก็เกิดเสียงกรีดร้องอย่างเ็ปมาจากอีกทางหนึ่ง ผู้อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็เห็นเป็ตาเดียวกันว่า จางเต๋อเอามือข้างหนึ่งกุมไหล่ซ้ายไว้ แล้วล้มลงไปกองอยู่บนพื้นด้วยใบหน้าซีดเซียว และจ้องมองไปที่ลู่อวี่ด้วยแววตาขุ่นเคือง ทว่ากลับแฝงไปด้วยความหวาดกลัว เขาเพียงกัดฟันและไม่พูดอะไรออกมาอีก แต่ตอนนี้ ลำแสงกระบี่เปลวเพลิงสีแดงเข้มสองแสงเมื่อครู่นี้ของลู่อวี่ กำลังเชื่อมต่อกันจากหัวและท้ายเป็วงแหวนตัดแขนซ้ายของผู้เฒ่าตระกูลจาง ที่ไม่อาจหลบเลี่ยง และป้องกันตัวเองได้ทันเข้าอย่างจัง
ทุกคนในตระกูลจางส่งเสียงอุทานออกมาด้วยความใ และเกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับวิ่งกรูกันเข้าไปช่วยเหลือ
แสงสีทองสองแสงที่จางชิงปล่อยออกมานั้นรวดเร็วไม่น้อย ลู่อวี่ไม่กล้าประมาทแม้แต่นิดเดียว หลังจากที่จางเต๋อล้มลงบนพื้น ลำแสงกระบี่สีเขียวก็สูญเสียการควบคุมจากเ้าของ มันก็ถูกลู่อวี่โจมตีทันที ในเวลานี้เมื่อหันหน้ามาเผชิญกับแสงสีทองสองแสงที่บินพรวดเข้ามา ก็สั่งการให้ลำแสงกระบี่อีกสองแสงเข้ามารับหน้าทันที
หลังจากได้ยินเพียงเสียง “ติ๊ง ติ๊ง” สองครั้ง แสงสีทองทั้งสองนั้นก็ถูกโจมตีจนร่วงลงสู่พื้น ไม่นานห็ปรากฏรูปร่างออกมาให้เห็นว่า มันเป็เพียงตะปูแหลมสีทองสองอันเท่านั้น
แม้ว่าลู่อวี่จะไม่ค่อยมีประสบการณ์ในการต่อสู้มากนักเมื่อชาติก่อนหน้านี้ แต่ก็มีความรู้ความสามารถไม่ด้อยไปกว่าผู้ใด เดิมทีคิดว่าสิ่งที่ทำให้ตัวเองล้มได้ง่ายๆ คงไม่ใช่ของดีอะไร แต่เมื่อสายตาเหลือบมองตะปูยาวสีทองทั้งสอง ก็อดอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจไม่ได้ และเมื่อสะบัดมือขึ้น ตะปูสีทองทั้งสองดอกนั้นก็เข้ามาอยู่ในมือ
ตะปูคู่นี้มีความยาวเพียงครึ่งหนึ่งของฝ่ามือผู้ใหญ่ และมีความหนาเท่าตะเกียบเท่านั้น มันถูกปกคลุมไปด้วยอักขระเวทต้องห้ามที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง ดูงดงามและลึกลับไม่น้อย ลู่อวี่เงยหน้าขึ้นมองจางชิ่งที่โกรธเดือดดาล เพราะอาวุธวิเศษของตัวเองถูกยึดไปแล้ว จากนั้นก็กล่าวขึ้น “เ้าได้ของชิ้นนี้มาจากที่ใด?”
จางชิ่งมีหรือจะตอบ เพียงแต่ว่า ชายหนุ่มที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมาผู้นี้ ไม่ใช่คนที่จะผูกมิตรด้วยได้ง่ายๆ ดังนั้นถึงได้อดทนไม่พุ่งเข้าไปหา ไม่เช่นนั้นก็จะไม่ได้รับการตอบสนองใดกลับมา
ลู่อวี่เองก็ไม่มีเวลามาเจาะลึกเื่นี้ จึงได้แต่เก็บสองสิ่งนี้ไว้ สำหรับกระบี่บินเล่มนั้นที่ผู้เฒ่าของตระกูลจาง จางเต๋อทำตกไว้ เขาเองก็ไม่ได้สนใจมันแม้แต่น้อย ไม่ใช่ว่าไม่อยากได้ แต่ตะปูสองดอกที่อยู่ในมือนั้น แม้ว่าจะถูกจางชิ่งได้ไป แต่เพราะไม่เข้าใจวิธีการดูดซับหลอมรวม ดังนั้นจึงถูกเขาดูดซับไปได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากกระบี่บินเล่มนั้นถูกดูดซับไปแล้ว เ้าของเดิมก็ตายไปแล้วเช่นเดียวกัน แม้ว่าจะได้มันไปไว้ในมือ ก็ยังต้องใช้เวลาและใช้พลังไม่น้อย เพื่อกำจัดกลิ่นอายที่ติดแน่นอยู่ในนั้น อีกอย่างเขาก็ไม่เชื่อว่า ตระกูลเล็กๆ อย่างตระกูลจางนี้ จะมีกระบี่บินที่ดีที่สุดอะไร ที่จะถูกตาต้องใจเขาได้ ดังนั้นจึงไม่ได้ขัดขวางที่จางเต๋อเก็บกระบี่บินนั้นกลับไป
เวลานี้เอง ถึงมีคนจากตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนตามหลังมา เพราะเมื่อครู่นี้หัวหน้าตระกูลเพิ่งส่งข่าวไปบอกว่า คนตระกูลจางเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันไว้แล้ว ถึงได้รีบพากันมาที่นี่ แต่ก็ไม่ได้เสียเวลามากนัก
แต่เมื่อมาถึงที่นี่ก็เห็นสถานการณ์ที่น่าเวทนาของตระกูลจาง ต่างก็พากันใไม่น้อย
ลู่หยวนจือกลัวว่าพวกเขาจะทำตัวเสียมารยาท จึงรีบเข้าไปหยุดพวกเขาไว้ จากนั้นก็อธิบายด้วยเสียงแ่เบา พร้อมทั้งกำชับด้วยน้ำเสียงเข้มงวดอีกหลายคำ ถึงปล่อยเข้ามา เมื่อคนเ่าั้ได้ฟังที่หัวหน้าตระกูลอธิบายให้ฟัง ถึงรู้ว่าผู้ที่ลงมือ คือนายน้อยลู่อวี่จากตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋น สีหน้าจากเดิมที่ฉายแววใอยู่ ก็แปรเปลี่ยนเป็เห็นด้วยทันที
ตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋น เป็ตระกูลใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันปี ทั้งยังดำรงอยู่ในอันดับต้นๆ ในเทียนตู นายน้อยที่ได้รับการฝึกฝนมาจากตระกูลเช่นนี้ หากจะจัดการกับผู้เฒ่าตระกูลจางผู้หนึ่งที่มีพลังยุทธ์สูงกว่าเล็กน้อย คงไม่นับเป็อะไรได้
เวลานี้เอง ไม่เพียงแต่มียอดฝีมือของตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวนมาถึง ประมุขของตระกูลจาง จางอวิ๋นก็ได้รับแจ้งข่าวและออกมาเช่นกัน
หลังจากตระกูลจางได้เกี่ยวดองกับตระกูลเจียง ซึ่งเป็หนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่แห่งเทียนตู ก็ได้รับความช่วยเหลือมากมาย ไม่เพียงแต่ได้รับยาอายุวัฒนะ หรือยาวิเศษหลายชนิดเท่านั้น แต่ยังมีอาวุธวิเศษอีกด้วย แน่นอนว่าที่สำคัญมากไปกว่านั้น พวกเขายังได้รับตำราล้ำค่าในการฝึกฝนสูงมากจำนวนหลายเล่ม ดังนั้นประมุขตระกูลจาง จางอวิ๋น ่นี้หลังจากวางแผนพัฒนาตระกูลแล้ว ก็อยู่ในสถานะกึ่งบำเพ็ญเพียรภาวนามาโดยตลอด ยกเว้นแต่มีเื่ที่สำคัญมาก เื่อื่นก็มอบหมายให้คนอื่นๆ ในตระกูลจัดการให้
เื่ราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ เห็นได้ชัดว่า อยู่ในขั้นคุกคามถึงรากฐานของตระกูลจางอย่างชัดเจน ดังนั้นเขาถึงได้รีบเร่งออกจากการบำเพ็ญเพียรภาวนา และรีบมาที่นี่ทันที
เดิมทีจางอวิ๋นยังรู้สึกประหลาดใจ เพราะไม่ว่าเื่อะไรก็ต้องให้เขามาจัดการ คิดไม่ถึงเลยว่า ทันทีที่ออกมาจะได้เห็นหนึ่งในสองผู้เฒ่าของตระกูลแขนขาดไปข้างหนึ่ง อีกทั้งยังมีสมาชิกาุโรุ่นเยาว์ของตระกูลผู้หนึ่ง ที่เขาค่อนข้างจะให้ความสำคัญในตระกูล ถูกทุบตีจนาเ็สาหัส
ประมุขตระกูลจางพลันโกรธขึ้ง เมื่อมีคนเข้ามารายงานให้ทราบถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ดังนั้นจึงรู้ด้วยว่า ผู้ที่ทำร้ายผู้เฒ่า และลูกศิษย์ของเขาาเ็สาหัสจริงๆ แล้วคือชายหนุ่มที่ดูอายุไม่ถึงยี่สิบปี สิ่งนี้มันทำให้เขาใไม่น้อย
เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่า มีคนอยู่ฝั่งตรงข้ามมากกว่าสิบ ยี่สิบคน ซึ่งส่วนใหญ่ในนั้นเขาก็รู้จักทั้งหมด แต่มีเพียงเจ็ดแปดคนที่ไม่รู้จัก โดยเฉพาะในหมู่คนเหล่านี้ มีเด็กผู้หญิงสิบกว่าปีอยู่สองคน สิ่งนี้ยิ่งทำให้เขารู้สึกแปลกใจยิ่งขึ้นไปอีก
แต่เมื่อเด็กหนุ่มที่ดูเหมือนเป็ผู้นำเห็นเขาออกมา เขากลับยังคงแสดงสีหน้าท่าทีดูสงบ และไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย ดูก็รู้ว่ามีภูมิหลังอยู่บ้าง เมื่อเอาเื่ที่ลู่หยวนจือ หัวหน้าตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวน ออกเดินทางไปขอความช่วยเหลือเมื่อไม่นานมานี้ มาปะติดปะต่อกัน จึงคาดเดาไปเองว่า คนเหล่านี้น่าจะเป็ผู้ช่วยที่ลู่หยวนจือหามา อาจเป็ยอดฝีมือที่ใช้เงินจำนวนไม่น้อย เพื่อเชิญมาจากตระกูลอื่นที่อยู่ภายใต้ตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋น
เมื่อทุกคนในตระกูลจางเห็นประมุขของตัวเองออกมา ก็รู้สึกว่ามีคนหนุนหลังเป็แกนสำคัญขึ้นมาทันที ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ประมุขที่มีพลังยุทธ์ใน่ต้นขั้นตงซวนก็อยู่ที่นี่ ดังนั้น ลูกศิษย์แต่ละคนของตระกูลจางที่รู้สึกหดหู่ใจ เนื่องจากผู้เฒ่าทั้งสองที่พ่ายแพ้ไปเมื่อครู่ จู่ๆ ก็กลับมามีกำลังใจฮึกเหิมอีกครั้ง แต่ละคนจ้องเขม็งมองอีกฝ่ายที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาดุร้าย รอเพียงท่านประมุขออกคำสั่ง พวกเขาก็จะลงมือสังหารคนตระกูลลู่แห่งเป่ยหยวน และคนอื่นให้สิ้นซากทันที
