น้ำเต้าเจ็ดสีปรากฏขึ้นกลางอากาศ พยายามทำลายกวานทองอินทนิล แต่ถูกผนึกโบราณสกัดไว้
หนิงเทียนเหวี่ยงแส้ออกไป ก่อนจะฟาดใส่กวานทองอินทนิล เืสีม่วงกลายเป็หมอกสีม่วง ที่มาพร้อมเสียงโหยหวนที่ดังก้องไม่รู้จบ
กวานทองอินทนิลพุ่งออกไปในแนวทแยง ก่อนจะกระแทกพื้นจนเกิดเสียงคมชัด
หนิงเทียนะโขึ้นและ้าที่จะไล่ล่า แต่หวังเยี่ยกลับลอบโจมตี
อสรพิษเพลิงสีแดงเลื้อยเข้ามาราวกับแม่น้ำที่ไหลผ่าน ปิดกั้นเส้นทางของหนิงเทียน
ร่างของหวังเยี่ยเปล่งประกาย ใบหน้าเ็าของเขาเต็มไปด้วยเจตนาฆ่า นิ้วมือขวาทั้งห้ากลายเป็ตะขอ พลังอันแหลมคมพุ่งผ่านอากาศแล้วคว้าเข้าที่หน้าผากของหนิงเทียน
หนิงเทียนหันกลับมามองอย่างเ็า กิ่งท้อโผล่ออกมานอกร่างกาย ใบท้อเปรียบเสมือนกระบี่บุปผา ฉีกห้วงอากาศ ทำให้เกิดเสียงคำรามอึกทึกบาดหู
กิ่งก้านลูกท้อที่เหยียดยาวมีพลังที่ไม่อาจจินตนาการได้ มันมีความสามารถกัดกร่อนเวลา ดูเหมือนช้า แต่ในความเป็จริงกลับรวดเร็ว ก่อนจะปะทะเข้ากับอุ้งมือขวาของหวังเยี่ย
เสียงดังสนั่นดังขึ้นพร้อมกับห้วงอากาศที่แตกสลาย
กิ่งท้อนั้นทำลายไม่ได้ ทำให้แขนของหวังเยี่ยหักทันที ก่อนที่มันจะเจาะทะลุหน้าอกของเขา
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นอย่างไม่คาดคิด ระดับพลังของหวังเยี่ยนั้นสูงกว่าชิวซานอวิ๋นมาก ไม่คิดเลยว่าเขาจะได้รับาเ็สาหัสจากสหายิญญาของหนิงเทียน ร่างของเขาลอยกลับหัวกลับหาง ก่อนจะกระแทกกำแพงอย่างแรง
หนิงเทียนกระชับแส้ยาวแล้วฟาดใส่กวานทองอินทนิล โดยตั้งใจจะทำลายชิวซานอวิ๋น
แต่กลับมีพลังในความมืดขัดขวางมันไว้ ซึ่งทำให้หนิงเทียนใมาก
พลังนั้นไม่ได้มาจากเยวี่ยซิงเหอหรือหยวนซิวคนอื่นๆ แต่มาจากเจดีย์แห่งนี้
กวานทองอินทนิลกลิ้งบนพื้น ยามนี้มันมีรอยแตกปรากฏขึ้นบนพื้นผิว และได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง แต่กลับลอยขึ้นไปในอากาศและกลับไปยังแท่นหินเคลื่อนย้ายมวลสารได้สำเร็จ
แส้เกล็ดมรกตัทมิฬของหนิงเทียนพุ่งเข้าหาแท่นหิน แต่ถูกม่านแสงสะท้อนกลับออกไป
ในเวลาเดียวกันต้นท้อเยาเยาก็กำลังไล่ล่าหวังเยี่ย กิ่งก้านที่แผ่ออกไปนั้นเหมือนหอกที่มีพลังที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้ การโจมตีครั้งหนึ่งทำให้ร่างกายของหวังเยี่ยฉีกขาด เขาคำรามและส่งเสียงร้องด้วยความเ็ปพร้อมกับแววตาหวาดกลัว
เยวี่ยซิงเหอ เจียงซั่งอี และคนอื่นๆ ต่างประหลาดใจ ทุกคนใกับความสามารถในการต่อสู้ของเยาเยา
หวังเยี่ยเกลียดแทบตาย แต่เขาก็รีบหนีกลับไปยังแท่นหินเคลื่อนย้ายมวลสาร ลักไก่ไม่สำเร็จยังเสียข้าวสารอีกกำมือ[1] สิ่งนี้ทำให้เขาเสียหน้าจนไม่มีหน้ามองผู้ใดแล้ว
“สมควรแล้ว”
เว่ยซูเสวี่ยเยาะเย้ย ก่อนที่หวังเยี่ยจะถูกแทงอีกครั้งอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งทำให้เขาแทบคลั่ง
หนิงเทียนไม่พอใจ เขาไม่สามารถฆ่าชิวซานอวิ๋นได้ ดังนั้นเขาจึงพูดไม่ออก
ใบหน้าของผู้ที่เฝ้าดูการต่อสู้แตกต่างกันไป และคนที่ใที่สุดคือหร่วนซิงหลินอย่างไม่ต้องสงสัย
ก่อนหน้านี้เขาคิดจะปล้นหนิงเทียนและขโมยกุญแจ
ตอนนี้ได้รู้แล้วว่าหนิงเทียนเป็จิ้งจอกใต้หนังแกะ[2]ที่เชี่ยวชาญในการหลอกลวง
กวานทองอินทนิลสั่นะเือยู่บนแท่นหินเคลื่อนย้าย หิมะสีม่วงปลิวว่อนและบิดเบี้ยว ก่อนจะเผยให้เห็นรูปร่างของมนุษย์ เป็เืเนื้อของชิวซานอวิ๋นที่กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
หลังจากเข้าถึงขอบเขตเปลี่ยนผ่าน ผู้บำเพ็ญสามารถเกิดใหม่ได้ด้วยเื มันไม่ง่ายเลยที่จะฆ่าพวกเขา
ใบหน้าของชิวซานอวิ๋นไร้เื สีหน้าของเขาน่าเกลียดอย่างยิ่ง
เมื่อสักครู่นี้ เขาบอกว่าหนิงเทียนจะถูกฆ่าในครั้งนี้ หาได้นึกไม่ว่าจะเป็อย่างที่หนิงเทียนกล่าวว่าเขาจะหลบหนีอย่างสิ้นหวังอีกครั้ง
ถ้าไม่ใช่เพราะชิวซานอวิ๋นถือกุญแจและได้รับการปกป้องจากเจดีย์ เมื่อครู่เขาคงตายด้วยน้ำมือของหนิงเทียนไปแล้ว
“สู้สามครั้งและหนีทั้งสามครั้ง ข้าควรเรียกเ้าว่าอะไรดี? หรือว่าหลังจากนี้เ้าจะเปลี่ยนชื่อเป็สุนัขชิวซานดีเล่า”
หนิงเทียนจ้องชิวซานอวิ๋นแล้วเยาะเย้ย
ชิวซานอวิ๋นโกรธมากจนตัวสั่น เขาพูดด้วยความโกรธ “หนิงเทียน เ้าเป็คนน่ารังเกียจ หากเ้ามีความกล้าก็จงสู้กับข้าอย่างตรงไปตรงมา อย่าเล่นกลสกปรกสิ”
หนิงเทียนพูดอย่างเหยียดหยาม “หรือต้องให้ข้ามัดมือและเท้าก่อนต่อสู้กับเ้าดีเล่า? เ้าคนเขลา เ้าเป็ยอดฝีมือขอบเขตเปลี่ยนผ่าน นี่ยังถือว่ามีความเที่ยงธรรมที่สว่างไสว[3]อีกหรือ เ้าไม่รู้สึกละอายใจเลยหรือไร?”
ชิวซานอวิ๋นโกรธมาก เขาเหนือกว่าหนิงเทียนทั้งในด้านขอบเขตและสถานะ มันไม่ยุติธรรมเลยที่ทั้งสองคนจะต่อสู้กัน และตอนนี้เขาก็พ่ายแพ้โดยสิ้นเชิง และเขาอับอายเกินกว่าจะมองหน้าใครได้จริงๆ
“น่าอับอายจริงๆ”
เว่ยซูเสวี่ยพูดขึ้นอีกครั้ง นางรู้สึกว่าสายเืเงาอินทนิลของชิวซานอวิ๋นที่ไม่ได้พบเห็นมานานนับพันปีได้ตกไปอยู่ในมือของหนิงเทียนแล้ว และนับจากนี้ไปจะไม่มีการพลิกผันอีกต่อไป
ชิวซานอวิ๋นโกรธด้วยความอับอาย สีหน้าของเขาดุร้าย ก่อนที่เขาจะด่าทอด้วยความโกรธเคือง “หนิงเทียนเ้าแข็งแกร่งและโหดร้าย แต่เ้าไม่มีกุญแจ อย่างไรเ้าก็ต้องตายอยู่ที่นี่ กุญแจของที่แห่งนี้เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับโอกาส และไม่มีใครเอามันไปได้ ไม่ว่าเ้าจะแข็งแกร่งแค่ไหนเ้าก็ต้องตายที่นี่ นั่นไม่ใช่จุดจบที่น่าเศร้าหรือ?”
เจียงซั่งอี เยวี่ยซิงเหอ อู่ชิวหง และหลงจิ้งกั๋วลอบมีความสุข หากพวกเขาสามารถขังหนิงเทียนไว้ในโลกนี้ได้จริงๆ มันก็คงไม่ต่างจากการฆ่าเขา
เว่ยซูเสวี่ยขมวดคิ้ว และมองหนิงเทียนด้วยแววตาสงสัย
“กุญแจ? หน้าตาเป็อย่างไร? ใช่สิ่งนี้หรือไม่?”
หนิงเทียนหยิบแผ่นป้ายออกมา เมฆเพลิงแดงฉานพร่างพราวและปล่อยคลื่นพลังแปลกๆ ออกมา และทันใดนั้นเขาก็ปรากฏตัวบนแท่นหินเคลื่อนย้ายตรงกลาง
หร่วนซิงหลินทั้งโกรธและกังวลเมื่อเห็นเช่นนี้ ให้ตายเถอะ หนิงเทียนหลอกเขาจริงๆ ด้วย
ชิวซานอวิ๋น หวังเยี่ย และคนอื่นๆ ต่างตกตะลึง หนิงเทียนไปเอากุญแจมาได้อย่างไร อีกทั้งมันยังเป็กุญแจกลาง?
เว่ยซูเสวี่ยยิ้ม นางเป็คนเดียวที่รู้ว่าหนิงเทียนปีนขึ้นไปถึงชั้นเก้าของเจดีย์
เยวี่ยซิงเหอ หลงจิ้งกั๋ว เจียงซั่งอี และอู่ชิวหงมีสีหน้ามืดมน พวกเขาต่างอิจฉาริษยา ไม่มีใครคาดคิดว่าหนิงเทียนจะปีนขึ้นไปบนยอดเจดีย์และรับกุญแจมาได้
ชิวซานอวิ๋นกัดฟันด้วยความโกรธ ทันทีที่เขาหัวเราะเยาะหนิงเทียนที่ไม่มีกุญแจ อีกฝ่ายก็หยิบกุญแจออกมาตบหน้าโดยที่เขายังไม่ทันตั้งตัว
“ปรากฏว่านี่คือกุญแจ ขออภัยพี่ชายท่านนั้นด้วย ก่อนหน้านี้ข้าหยิบมันมาจาก้าสุดของบันได คาดไม่ถึงเลยว่ามันจะเป็กุญแจ ข้าคิดว่ามันเป็เพียงสัญลักษณ์ผู้นำบางอย่างเท่านั้น”
หนิงเทียนแสดงสีหน้าน่ารังเกียจ ซึ่งเกือบจะทำให้หร่วนซิงหลินโกรธแทบตาย
“ไร้สาระ”
เยวี่ยซิงเหอลอบบ่น เด็กคนนี้กำลังพูดเท็จอย่างไร้ยางอาย เขาคิดว่าคนอื่นโง่หรือ?
หยิบมันมาได้จาก้าสุดของบันได ทั้งยังเป็สัญลักษณ์ผู้นำ เ้าไม่ได้แค่พยายามทำตัวน่ารังเกียจใส่ผู้อื่นหรือ?
อู่ชิวหงเปิดใช้งานกุญแจแล้วเลือกที่จะจากไป ไม่มีเื่จำเป็สำหรับเขาที่จะอยู่ที่นี่ต่ออีก
โดยมีหลงจิ้งกั๋วตามหลังไปอย่างใกล้ชิด เนื่องจากทนไม่ได้กับท่าทางภาคภูมิใจของหนิงเทียน
การจากไปของคนทั้งสองส่งผลกระทบต่อคนอื่นๆ ตอนนี้หนิงเทียนมีกุญแจแล้ว ไม่มีใครสามารถหยุดเขาไม่ให้ออกไปได้อีก ทุกคนอยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์แล้ว
จากนั้นเจียงซั่งอี เยวี่ยซิงเหอ และหวังเยี่ยต่างก็จากไป และยังมีเว่ยซูเสวี่ยที่จากโลกนี้ไปหลังจากเห็นว่าหนิงเทียนปลอดภัยดี
บนแท่นหินเหลือเพียงหนิงเทียนและชิวซานอวิ๋น เช่นเดียวกับหร่วนซิ่งหลินที่หดหู่อยู่ด้านนอกแท่นหิน
“อย่าเพิ่งท้อ ยังมีโอกาสที่จะออกไปจากแผ่นศิลาทางทิศบูรพา หากได้พบกับศิษย์พี่หยางและศิษย์พี่อูของข้า ช่วยบอกพวกเขาให้ข้าด้วยว่าข้าหวังว่าเราจะได้พบกันอีกในอนาคต”
หร่วนซิ่งหลินยิ้มอย่างขมขื่น แม้จะโกรธหนิงเทียนอยู่บ้าง แต่เมื่อลองคิดดูให้ดี หากตนอยากจะปล้นเขาจริงๆ คาดว่าตอนนี้ตนคงตายไปแล้ว
ชิวซานอวิ๋นจ้องหนิงเทียนแล้วพูดอย่างเกลียดชัง “ข้าจะฆ่าเ้าให้ได้ในสักวันหนึ่ง”
“เ้าคิดว่าเ้ายังมีโอกาสอยู่หรือ? เ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้เ้ามีชีวิตอยู่หลังจากที่เ้าจากโลกนี้ไปแล้วเช่นนั้นหรือ?”
เดิมทีหนิงเทียนและชิวซานอวิ๋นไม่เกี่ยวข้องกัน แต่เป็เพราะซูอวิ๋น และเพราะชิวซานอวิ๋นใช้ฐานะหยวนซิวดูถูกจื๋อซิว ดังนั้นเขาจึง้าฆ่าหนิงเทียน
ทว่าหลังจากการเผชิญหน้ากันสามครั้ง และต้องพบกับความอับอายทั้งสามครั้ง ชิวซานอวิ๋นก็เสียหน้าไปจนหมด และถือว่าหนิงเทียนเป็ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา
“ข้าเป็ศิษย์ของนักบุญชุดม่วง เ้าจะทำอะไรข้าได้?”
ชิวซานอวิ๋นเยาะเย้ย น้ำเสียงของเขาเต็มไปการยั่วยุ
“แม้เ้าจะเป็าา์ หากข้า้าฆ่าเ้า เ้าก็ต้องตาย!”
หนิงเทียนตอบโต้อย่างทรงพลัง โดยคิดว่าข้าไม่สนใจว่าเ้าเป็ศิษย์นักบุญคนไหน ข้าแค่อยากจะฆ่าเ้า!
ชิวซานอวิ๋นเต็มไปด้วยความเกลียดชังและพูดด้วยความโกรธ “ข้ามีลักษณะของจักรพรรดิ และถูกกำหนดมาให้ปราบปรามทั้งสี่ดินแดนแปดทิศ ใครจะสามารถฆ่าข้าได้”
“คนขี้ขลาดที่พ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเช่นเ้ากลับกลายเป็ดังคนหน้าโง่ช่างเพ้อฝัน ข้าอายแทนเ้าจริงๆ”
ชิวซานอวิ๋นคำรามด้วยความโกรธ ใจอยากจะพุ่งเข้าไปสังหารหนิงเทียน แต่เขารู้ว่านั่นเป็สิ่งที่ไม่อาจทำได้จริง
“พูดมากไปก็ไม่มีประโยชน์ กลับไปสู่โลกแห่งความเป็จริง แล้วรอดูว่าข้าจะสังหารเ้าอย่างไร”
เมื่อเปิดใช้งานกุญแจ ชิวซานอวิ๋นก็พร้อมที่จะจากไป
หนิงเทียนสอดแผ่นป้ายเข้าไปในหลุมอย่างรวดเร็ว และทันใดนั้นแสงสว่างทั้งแท่นหินก็มากัน ประตูมิติเปิดขึ้นทันทีโดยที่เขาไม่จำเป็ต้องขยับเลย
ชิวซานอวิ๋นและหนิงเทียนถูกเคลื่อนย้ายออกไปเกือบจะพร้อมๆ กัน ขณะที่หร่วนซิ่งหลินเห็นทุกอย่างต่อหน้าต่อตา
แท่นหินทั้งหมดพังทลายลง โอกาสในเจดีย์หมดลงแล้ว
นอกหุบเขาลับในูเาไป๋หลิงมียอดฝีมือจากหลายฝ่ายกระจัดกระจายอยู่ทั่ว
บางคนได้บางอย่างในวัง บางคนมาช้าและพลาดโอกาส ขณะที่บางคนมีหน้าที่ในการสอบถามข้อมูล
ซูอวิ๋นสวมผ้าคลุมหน้าและยืนอย่างเย่อหยิ่งกลางอากาศ นางเฝ้าและรออยู่ใกล้พระราชวังอย่างเงียบๆ
เมื่อนางล้มเหลวในการฆ่าหนิงเทียนที่ปราสาท ซูอวิ๋นก็ทำสิ่งที่ตรงกันข้าม นางมุ่งหน้าไปยังแผ่นศิลาทางทิศบูรพา แต่ไม่พบอะไรเลย
หลังจากนั้นซูอวิ๋นก็เดินทางไปทิศทักษิณ และหยุดที่แผ่นศิลาทางทิศทักษิณ ในที่สุดนางตระหนักถึงความลึกลับของแผ่นศิลา และได้รับโอกาสในการออกมาได้สำเร็จ
ตอนนี้ซูอวิ๋นรอมาสามวันแล้ว นางกำลังรอข่าวของหนิงเทียน และรอคอยการสิ้นสุดของโอกาสในพระราชวัง
ใน่สามวันที่ผ่านมา ซูอวิ๋นได้พบกับคนรู้จักบางคนเช่นอวี้ชุนเสวี่ยจากหมู่บ้านผาหิมะหยก ตู๋กูหู่จากสำนักร้อยอสูร และเฮ่ออีเซียนจากสำนักวิหคเหิน พวกเขาทั้งหมดถูกลิขิตให้หลบหนีจากโลกแห่งความมืดได้อย่างราบรื่น
มีอีกสองสามคนที่ถูกกำหนดให้ออกมาต่อหน้าซูอวิ๋น แต่นางไม่รู้ว่าพวกเขาเป็ใคร
วันนี้มีสิ่งแปลกๆ เกิดขึ้นในพระราชวังขนาดใหญ่ ห้องโถงกลางทางทิศประจิมเต็มไปด้วยแสงเรืองรองและยอดฝีมือก็เหาะออกไปเป็ครั้งคราว
ก่อนหน้านี้ห้องโถงกลางนี้สามารถเข้าได้แต่ออกไม่ได้ ยอดฝีมือหลายคนจากกลุ่มต่างๆ ถูกสังหารหรือได้รับาเ็ภายในนั้น
ในที่สุดผู้โชคดีก็หนีไปได้ จนได้รับความสนใจจากทุกฝ่าย
“ดูนั่น ผู้โชคดีเ่าั้ที่เลือกร่อน ดูเหมือนว่าขอบเขตของพวกเขาจะสูงกว่าก่อนหน้านี้มาก”
“พวกเขาต้องได้รับโอกาสแน่ ความแข็งแกร่งจึงเพิ่มขึ้นมากเช่นนี้”
“ข้าจำยอดฝีมือหยวนซิวคนนั้นได้ เขาคือผู้โชคดีที่ไม่ถอย และคงได้รับโชคลาภจากภายในวังมาเป็แน่”
ในเวลาเพียงครึ่งชั่วยาม ยอดฝีมือเกือบร้อยคนก็เหาะออกมา ซึ่งรวมถึงพวกซิ่งอวี่เจวียน ตี๋เยี่ยนจวิน และหลี่ตู๋อี
บรรดายอดฝีมือจากทุกฝ่ายต่างส่งเสียงโห่ร้อง พวกเขาทั้งหมดก้าวไปข้างหน้าเพื่อถามเกี่ยวกับสถานการณ์ของสมาชิกสำนักคนอื่นๆ
“คนอื่นๆ ตายหมดแล้ว”
ยอดฝีมือของหยวนซิวคร่ำครวญ นอกจากผู้โชคดีที่ออกมา ในบรรดายอดฝีมือหลายพันคนที่หลั่งไหลเข้าไปในห้องโถงกลางด้านทิศประจิมนั้นมีเพียงไม่สองสามโหลเท่านั้นที่รอดชีวิตออกมาได้
เสิ่นซินจู๋จากสำนักร้อยบุปผาเลือกที่จะออกมาในตอนแรกและนางยังคงรออยู่ใกล้ๆ คอยสวดภาวนาให้หนิงเทียนและซิ่งอวี่เจวียนอย่างเงียบๆ
ตอนนี้เมื่อเห็นซิ่งอวี่เจวียนปรากฏตัว เสิ่นซินจู๋ก็ดีใจมากและรีบรุดไปข้างหน้าทันที
“ไปกันเถอะ”
ซิ่งอวี่เจวียนดึงเสิ่นซินจู๋จากไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้เสิ่นซินจู๋หันกลับไปโดยไม่รู้ตัว
“มีใครกำลังตามล่าท่านอยู่หรือ?”
“การสร้างโอกาสที่นี่กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว และจะต้องแจ้งให้ยอดฝีมือจื๋อซิวทราบทันที”
ซิ่งอวี่เจวียนดูเหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง นางดึงเสิ่นซินจู๋ออกจากพื้นที่หลักของูเาไป่หลิงทันที
หลังจากนั้นเมื่อทั้งสองได้พบเยี่ยหลิงหลาน ซิ่งอวี่เจวียนก็เล่าถึงสิ่งที่นางเห็นยามออกจากห้องโถงกลางในทันที
---------------------------------------
[1] ลักไก่ไม่สำเร็จยังเสียข้าวสารอีกกำมือ (偷鸡不成蚀把米) แปลว่าฉวยโอกาสไม่สำเร็จยังขาดทุนอีกต่างหาก หรือนอกจากจะไม่ได้ผลประโยชน์ที่้าแล้ว ยังต้องสูญเสียอย่างอื่นไปอีก
[2] จิ้งจอกใต้หนังแกะ (狼披羊皮) แปลว่าคนที่สร้างภาพหรือแกล้งทำเป็คนดี
[3] ความเที่ยงธรรมที่สว่างไสว (光明正大) แปลว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตด้วยวาจาและการกระทำ ความเป็กลาง และความไม่เห็นแก่ตัว
