บทที่ 114 ดึงเอาส่วนที่ยอดเยี่ยมออกมา
เมื่อเด็กชายได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าก็ยิ่งขาวซีดไปใหญ่ ดวงตาเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา จนเกือบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้ว เห็นได้ชัดว่ามีความหวาดกลัวความตายและกังวลกับอีกหนึ่งตัวเลือกไม่น้อย
ลู่อวี่ถอนหายใจและพูดขึ้น “เ้าไม่ต้องกังวล แม้ว่าิญญาของเ้าจะถูกผนึกอยู่ในอาวุธวิเศษ แต่จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แม้ว่าข้าจะนำิญญาของเ้ามาต้มนานๆ นั้นมันก็เพียงเพิ่มข้อจำกัดบางอย่างเท่านั้น มันจะไม่เป็อันตรายอะไรต่อิญญาของเ้า และต่อให้เ้าจะเลือกร่างใหม่หรือเกิดใหม่ในอนาคต ก็จะไม่เสียเวลา!”
เด็กชายถามอย่างฟังหูไว้หูว่า “จริงๆ หรือ?”
“จริงสิ!” ลู่อวี่คิดว่าตัวเองเป็คนที่มีความเมตตา และเข้าใจคนอื่นไม่น้อย คนผู้หนึ่งที่คิดจะฆ่าตัวเขาเองทิ้ง แต่ตัวเองกลับพูดคุยกับเขาด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยเช่นนี้ได้ อีกทั้งยังปลอบใจเขาด้วยว่าตัวเองไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องดึงิญญาของเขามาช่วยปรุงโอสถ ก็ไม่รู้ว่าหากว่าผู้อื่นรู้เข้า จะมองเขาอย่างไร
ในที่สุด เด็กชายก็เอาชนะความกลัวตายไม่ได้ จึงเลือกเงื่อนไขที่สอง!
ลู่อวี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาตัดสินใจทำเช่นนี้ เพราะเห็นในค่าความสามารถปรุงโอสถของเด็กชายปรุงโอสถ ตระกูลลู่้ายาอายุวัฒนะปริมาณไม่น้อย แต่เพราะเขาต้องฝึกบำเพ็ญเพียรด้วย จึงไม่ค่อยมีเวลามาปรุงโอสถ แม้ว่าตระกูลลู่จะมีคนปรุงโอสถเพิ่มมาอีกหนึ่งคน แต่จากร้านค้าจำนวนมากที่เปิดอยู่ในเทียนตู ก็ทำให้ยาอายุวัฒนะมีอยู่จำกัด หากได้รับความช่วยเหลือจากเด็กปรุงโอสถ เขาก็สามารถหาเวลาว่างมาฝึกฝนได้มากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเด็กปรุงโอสถมาเป็อาวุธิญญาของเตาหลอมยาตัวเองแล้ว ตัวเองก็เหมือนจะมีเตาหลอมยาที่มีสติปัญญาและมีความสามารถเพิ่มมาอีกเตาหนึ่ง ทำให้การปรุงโอสถของตัวเองประหยัดแรงไปมากด้วย
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ลู่อวี่ก็หยิบเอาเตาปรุงโอสถของตัวเองออกมา นี่คือเตาปรุงโอสถที่ผู้เฒ่าสองมอบให้เขา มันเป็อาวุธวิเศษเพียงชิ้นเดียวที่เขาเป็เ้าของ ซึ่งมีนามว่า “เตาหลอมเทียนซิง” ประกอบด้วยรูปแบบวงแหวนเวทสามสิบหกรูปแบบที่สอดคล้องกับพลังของดวงดาว สามารถดึงพลังของดวงดาวและรวมไฟแท้ดวงดาวเพื่อช่วยในการปรุงยาอายุวัฒนะได้ ซึ่งมันวิเศษนัก
การดึงและหลอมิญญาง่ายมาก ในโลกบำเพ็ญเพียร ตราบใดที่เข้าสู่ประตูแห่งธรรม เหมือนว่านักพรตเกือบทุกคนก็สามารถทำได้ ไม่ได้เป็การทรมานอีกฝ่าย ดังนั้นขั้นตอนนี้จึงได้รับความร่วมมือจากเด็กชาย กระบวนการก็ผ่านไปอย่างราบรื่นไม่น้อย ใช้เวลาไปเพียงไม่ถึงสิบหายใจ เพื่อไม่ให้ทำร้ายิญญารวมทั้งข้อกำหนดที่ตั้งไว้ของเด็กชาย ถึงได้ใช้เวลาไปนานเท่านี้
แต่ในภายหลังต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการปรับแต่งให้เป็อาวุธวิเศษของตัวเอง เขาเป็ปรมาจารย์ปรุงโอสถ แต่ฝีมือยังแย่อยู่มากในด้านการหลอมอาวุธ หากไม่มีความร่วมมือจากเด็กชาย เขาคิดว่าคงเป็เื่ยากที่จะหลอมร่วมให้เข้ากับมันได้
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจทุกอย่าง ลู่อวี่ถึงได้รับเอาอาวุธวิเศษทั้งสองจากเด็กชาย อาวุธทั้งสองนี้ถึงแม้จะไม่มีพลังโจมตีอะไร แต่พวกมันก็เป็สิ่งที่เขา้ามากที่สุดในตอนนี้
ชูเตาหลอมยาที่เปล่งแสงสีแดงจางๆ ในมือขึ้น ลู่อวี่ก็ถามขึ้น “ข้ายังไม่รู้เลยว่าเ้าชื่ออะไร!”
น้ำเสียงที่ชัดเจนและอ่อนแรงของเด็กชายดังขึ้นในหัวของลู่อวี่ “ชิงเฟิง!”
“ชิงเฟิง!” ลู่อวี่อุทานด้วยความประหลาดใจ ไม่นานเขาก็ยิ้มและกล่าวขึ้นว่า “เป็ชื่อที่ทรงพลังจริงๆ!” ชื่อนี้ในโลกบำเพ็ญเพียร หรือในโลกของการเล่นแร่แปรธาตุ ชื่อนี้ไม่มีเป็แสนก็แปดพันชื่อได้หรืออาจจะมากกว่านั้น!
ช่างเถิด จะชื่ออะไรมันก็เพียงชื่อเท่านั้น ลู่อวี่ส่ายหัวและเริ่มกวาดเอาสมบัติต่างๆ ในห้องโถงด้านหลัง ในเวลานี้เมื่อมีคำแนะนำของเด็กปรุงโอสถ ตอนที่เขากวาดเอาสมบัติก็เลยเป็ไปอย่างราบรื่น กวาดเอาเสียจนหมดเกลี้ยง รับรองว่าคนที่มาทีหลังนอกจากจะได้กินขี้เถ้าแล้วก็จะไม่ได้อะไรกันเลย
ในขณะที่พูดคุยกับเด็กชาย ก็รู้แล้วว่าสถานที่ตรงนี้คือห้องโถงด้านหลังจริงๆ และเป็สถานที่ที่เ้าของถ้ำเดิมเคยฝึกฝนบำเพ็ญเพียรมาก่อน แต่ภายหลังเพราะ้าหลอมเอาอาวุธวิเศษที่ทรงพลังชิ้นหนึ่ง ถึงได้เปลี่ยนสถานที่ตรงนี้เป็เรือนหลอมอาวุธ
เวลานี้ หลังจากผ่านกระบวนการที่ซับซ้อนมาแล้ว เมิ่งเสวียนโตวและเมิ่งเทียนอวิ๋น ก็เดินทางมาถึงห้องโถงด้านหลังก่อนใคร แต่เมื่อสังเกตเห็นแสงวิเศษปรากฏไปทั่วประตูและผนังทั้งหมดของห้องโถงด้านหลัง สีหน้าของทั้งสองก็เริ่มบูดบึ้ง
เมิ่งเทียนอวิ๋นยกมือขึ้นอย่างค้างใจและปล่อย “ฝ่ามือปีศาจชิงหยาง” และตามมาด้วยเสียงดัง “บูม!” เกิดแสงแวบวาบไปที่ประตู แรงสะท้อนกลับมหาศาลถึงกับทำให้เมิ่งเทียนอวิ๋นถอยหลังไปเจ็ดแปดก้าวทันที แม้แต่สีหน้าก็ซีดขาวขึ้นมาเล็กน้อยด้วย
เมิ่งเสวียนโตว พูดอย่างใจเย็น “คงพังไม่ได้ในเวลาอันสั้นนี้! ไม่ต้องเสียแรงเปล่าแล้ว!”
เมิ่งเทียนอวิ๋นพูดด้วยความไม่เต็มใจ “ลุงผู้เฒ่า เหตุใดถึงไม่เห็นคนของตระกูลลู่ หรือว่าพวกเขาเข้าไปแล้ว?”
เมิ่งเสวียนโตวไม่ได้พูดอะไร จริงๆ แล้วเขาเองก็เดาไม่ออกเหมือนกัน แต่หากดูกับดักบนประตู เขาก็ยากที่จะเชื่อว่าคนของตระกูลลู่เข้าไปกันแล้ว แต่ตลอดทางที่เขาและเมิ่งเทียนอวิ๋นเดินผ่านมา ก็ไม่พบร่องรอยคนของตระกูลลู่ใดเลย แม้แต่นักพรตสันโดษที่พวกเขาจับได้ระหว่างทาง ก็ยังไม่เคยพบเห็นคนของตระกูลลู่เลย ซึ่งสิ่งนี้มันทำให้พวกเขาสับสนอย่างมาก
ทว่า พวกเขามาที่นี่เพียงเพื่อตามล่าหาสมบัติด้วยความบริสุทธิ์ใจเท่านั้น สำหรับเื่ที่จะเอาคืนตระกูลลู่มันก็เป็เพียงเพียงเหตุบังเอิญเท่านั้น หากมีโอกาสคงได้ลงมือจัดการ เขาเองก็ไม่ถือสาหากจะต้องสร้างศัตรูตัวฉกาจให้กับตระกูลเมิ่ง แต่หากไม่มีโอกาส เขาก็ไม่มีทางไปไม่บังคับมัน
ทันใดนั้น เขาััได้ถึงรัศมีอันทรงพลังสองอย่างเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว เมื่อหันกลับไปดู ก็เห็นร่างของเหวินจงหยวนและปรมาจารย์ค่ายกลกระบี่จ้าวเข้ามากันอย่างรวดเร็ว เขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย จากนั้นคิ้วก็คลายออกในทันที มีสองคนนี้อยู่ที่นี่ด้วย หากพังกับดักบนประตูนี้น่าจะเร็วขึ้นไม่น้อย แม้ว่าข้าวของที่ต้องแบ่งกันได้น้อยลง แต่มันก็ยังดีกว่าการไม่ได้อะไรเลย
เมิ่งเทียนอวิ๋นก็คิดเช่นเดียวกัน ดังนั้นทันทีที่เห็นเหวินจงหยวนและชายชราแซ่จ้าว กลับดีใจและเอ่ยปากทักทายก่อน “ทั้งสองท่าน พวกท่านมาดูสิ หากพวกเราร่วมมือกัน ต้องใช้เวลานานเท่าใดในการทำลายกับดักที่ประตูนี้”
เหวินจงหยวนและชายชราแซ่จ้าวเพียงหันมาสบตากัน จากนั้นชายชราแซ่จ้าวไม่ได้พูดอะไร แต่เดินเข้าไปตรวจสอบทันที
หลังจากนั้นไม่นาน ชายชราแซ่จ้าว ก็พูดออกมาด้วยความประหลาดใจว่า “แม้ว่ากับดักนี้จะพัฒนามาจากค่ายกลกระบี่อิสระอีกแขนงหนึ่ง พัฒนามาจากค่ายกลกระบี่ แต่กับดักที่ประตูนี้ ข้ากลับดูไม่ออก สามารถััได้ว่ามันทรงพลังมาก ต่อให้พวกเราสี่คนจะร่วมกันโจมตี ก็คงไม่มีวิธีทำอะไรได้ใน่ระยะเวลาสั้นๆ นี้!”
“เหตุใดถึงเป็เช่นนี้? หรือว่าจะมีสมบัติล้ำค่าซ่อนอยู่ในนั้น?” จู่ๆ เมิ่งเทียนอวิ๋นก็รู้สึกใจเต้นตึกตักด้วยความตื่นเต้น
กำลังคิดจะปรึกษากับคนสองสามคนถึงวิธีพังกับดักของค่ายกลกระบี่ที่ประตูนี้อยู่ แต่ทันใดนั้นกลับได้ยินเสียงดังมาจากทางด้านซ้าย!
“บูม!” จากนั้นก็สังเกตเห็นเงาของร่างร่างหนึ่งบินออกมาจากในนั้น
“เ้า?” รอจนกระทั่งเห็นบุคคลนั้นอย่างชัดเจน ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็ประหลาดใจ เมื่อพบว่าบุคคลนั้นคือจอมเทพไท่เสวียนตู้เสวียนเฉิงที่ตามติดอยู่ข้างกายลู่อวี่เสมอ แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของลู่อวี่ เมื่อบวกกับสีหน้าเคร่งขรึม และแววตาที่เป็กังวลของตู้เสวียนเฉิง ทุกคนก็อดคาดเดากันขึ้นมาไม่ได้
แม้ว่าเหวินจงหยวนจะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์อะไรกับตระกูลลู่ แต่ก็ไม่มีแค้นอะไรกัน ดังนั้นจึงเป็คนแรกที่เอ่ยปากถาม “สหายตู้ นายน้อยลู่หายไปไหนเล่า?”
ตู้เสวียนเฉิงที่ค่อนข้างที่จะรู้สึกกังวล เมื่อเห็นแสงของกับดักกะพริบที่ประตูห้องโถงด้านหลัง ใบหน้าก็ตึงเครียดขึ้นมาทันที เขาจินตนาการไม่ออกเลยจริงๆ ว่า หากลู่อวี่เกิดเป็อะไรขึ้นมาในนั้น เขาควรจะไปอธิบายกับตระกูลลู่อย่างไร
“ผู้าุโตู้ สรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เ้าพูดออกมาเถิด เช่นนี้ทุกคนอาจหาทางออกให้ได้!” เมิ่งเทียนอวิ๋น ไม่รีบร้อนที่จะทำลายค่ายกลกระบี่แล้วตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าที่ตู้เสวียนเฉิงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่ ลู่อวี่ต้องตกอยู่ในอันตรายอะไรแน่ หากสามารถแยกผู้คุ้มกันที่แข็งแกร่งที่สุดข้างกายลู่อวี่ออกมาอยู่ที่นี่ได้ ถือว่าเป็ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเขา
ตู้เสวียนเฉิงไหนเลยจะมีเวลามาเล่ารายละเอียดความเป็มาให้คนที่มีใจคิดร้ายพวกนี้ฟัง แต่เพราะยังมีความหวังอยู่ จึงเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นให้ฟังคร่าวๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาถูกเคลื่อนย้ายออกไปอย่างกะทันหัน อันที่จริง เกิดอะไรขึ้นกับลู่อวี่ตอนนี้เขาเองก็ไม่รู้เลย เป็เพราะความไม่รู้นี้เองถึงทำให้เขากังวลมากขึ้นไปอีก!
แต่ไม่ว่ามันจะง่ายเพียงไหน เวลานี้ ชายสองคนของตระกูลเมิ่ง และนักพรตสันโดษสองคนต่างก็รู้แล้วว่าตอนนี้นายน้อยของตระกูลลู่ติดอยู่ในห้องโถงนี้
ตู้เสวียนเฉิงไม่ได้คาดหวังว่าคนเหล่านี้จะใช้แรงทั้งหมดมาช่วยเขา โดยเฉพาะคนทั้งสองจากตระกูลเมิ่งแล้วยิ่งหวังไม่ได้เลย ดังนั้นจึงสัญญากับเหวินจงหยวนและอาจารย์ค่ายกลกระบี่ว่า “พวกเ้าทั้งสอง หากสามารถช่วยนายน้อยลู่ออกมาได้ ตระกูลลู่ต้องขอบคุณพวกเ้าเป็อย่างงามแน่!”
เหวินจงหยวนและชายชราแซ่จ้าวพยักหน้าตอบรับ พวกเขาไม่สงสัยความน่าเชื่อถือของตู้เสวียนเฉิงแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นจึงรีบพยักหน้าตอบรับทันที
เมิ่งเสวียนโตวและ เมิ่งเทียนอวิ๋นอีกด้านหนึ่งเห็นเช่นนี้ก็เพียงหัวเราะเยาะเย้ย เมิ่งเทียนอวิ๋นหันไปชำเลืองมองเมิ่งเสวียนโตว เพราะเขารู้ดีว่าลุงผู้เฒ่าผู้นี้จะไม่ใช่วิธีสกปรกแน่นอน แต่เมิ่งเทียนอวิ๋นไม่ต้องมาพะวงกับเื่พวกนี้ ั์ตาแพรวพราว และริมฝีปากขยับเล็กน้อย ก่อนหันไปพูดกับชายชราแซ่จ้าวว่า “ผู้เฒ่าจ้าว ท่านคิดว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อช่วยนายน้อยตระกูลลู่ออกมา กับผลประโยชน์ที่จะได้รับหากนายน้อยตระกูลลู่เสียชีวิตอยู่ข้างใน หากเราแบ่งปันผลกำไรกัน อันไหนจะได้เยอะกว่ากัน?”
ชายชราแซ่จ้าวที่เริ่มวางแผนการแล้วว่าจะทำลายค่ายกลกระบี่อย่างไรก็ในิ่งอึ้งไป คิ้วก็อดไม่ได้ที่จะขมวดเข้าหากัน แม้ว่าเขาจะรู้สึกที่ดีกับนายน้อยตระกูลลู่ก็ตาม แต่เขาในฐานะนักพรตสันโดษก็ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ตรงหน้ามากกว่า!
“ข้าว่าผู้เฒ่าจ้าวชะลอความเร็วในการทำลายค่ายกลกระบี่ลงหน่อยจะดีกว่า ถึงเวลาหากทำลายค่ายกลกระบี่แล้ว ลู่อวี่ยังไม่ตายก็ถือว่าเขามีบุญมาก ในขณะเดียวกันก็จะขอบคุณท่านด้วย แต่หากตายไปแล้ว ก็ยิ่งไม่เกี่ยวข้องอะไรกับท่านเลย ท่านคิดเห็นว่าประการใด?”
แม้ว่าผู้เฒ่าจ้าวจะไม่ได้ตอบตกลงว่าอะไร แต่เมิ่งเทียนอวิ๋นก็เชื่อว่า อย่างไรเสียคำพูดของเขาก็มีประโยชน์อยู่บ้าง
อันที่จริงชายชราแซ่จ้าวก็คิดเหมือนกับเมิ่งเทียนอวิ๋น กำลังชะลอความเร็วในการทำลายค่ายกลกระบี่ลงมากอยู่แล้ว
แต่เวลานี้ ลู่อวี่ที่ยังอยู่ในห้องโถงกำลังใช้เตายาที่ได้มาใหม่ยืมเตาไฟดินมาปรับแต่ง “หม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียว” อยู่นั้น
ลู่อวี่ไม่เชี่ยวชาญในการหลอมอาวุธ แม้ว่าจะสนใจวิชาหลอมอาวุธอยู่บ้าง แต่ก็เพียงสนใจบ้างเท่านั้น เขาไม่ได้คิดที่จะศึกษาลงรายละเอียดลึก ดังนั้นในการปรับแต่งหม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียวครั้งนี้ จึงมีแผนอื่นอยู่แล้ว
“เ้าพูดจริงใช่หรือไม่? หม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียวนี้ทำจาก ‘ทองคำเทียนเฉิน’ เป็วัสดุหลัก? ข้าจำได้ว่าทองคำเทียนเฉินเป็สีขาวเงิน แล้วมันจะเป็สีเขียวทองได้อย่างไรหากกลั่นและหลอมมันออกมาแล้ว?” ลู่อวี่พูดกับเด็กชาย “ชิงเฟิง” ที่มารับหน้าที่เป็อาวุธวิเศษใหม่ที่อยู่ในเตาหลอมยา
เด็กชายชิงเฟิงคือเด็กปรุงโอสถของเ้าของถ้ำคนเดิม ดังนั้นจึงปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะคำรับประกันที่ลู่อวี่มอบให้เขา มันก็เลยทำให้เขาสงบลง เพราะจากการกระทำทั้งหมดของเขาแล้ว ได้รับการดูแลอย่างในตอนนี้ สำหรับเขาแล้ว ลู่อวี่ถือว่ามีเมตตามากแล้ว
“ท่านปู่ที่เป็เ้าของถ้ำคนเดิม หลอมหม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียวนี้ ก็เพราะว่า ‘ทองคำเทียนเฉิน’ มีมูลค่ามาก จึงไม่กล้าที่จะเปิดเผยง่ายๆ ดังนั้น หลังจากที่หม้อต้มทองสัมฤทธิ์หลอมเสร็จแล้ว จึงได้ปรับแต่งชั้นนอกของ ‘หม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียว’ ด้วย ‘ทองคำเทียนเฉิน’ ในปริมาณน้อย ทำให้ดูไม่ค่อยสะดุดตา เพราะสหายของท่านปู่หลายคนไม่ใช่คนดี ดังนั้นวิธีนี้จึงเป็ทางเลือกสุดท้าย!”
“ที่แท้เป็เช่นนี้นี่เอง! เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน หากข้าสามารถสกัดทองคำเทียนเฉินจากหม้อต้มทองสัมฤทธิ์คางคกเขียวออกมาได้ แล้วนำมาใช้กับเตาหลอมยาที่เ้าอาศัยอยู่ อนาคตก็จะสามารถปรับปรุงคุณภาพให้สูงขึ้นได้ไม่น้อย แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีประโยชน์ แต่อนาคตก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์” ลู่อวี่ยิ้มและพูดไปด้วย
