บทที่ 74 กลยุทธ์เปิดเผยของเขาหนิงชุยเฟิง
สำนักและตระกูลใหญ่เ่าั้หยิ่งผยองกันไม่น้อย แม้ว่าทางเขาหนิงชุยเฟิงจะมีสถานะที่นับได้ว่าเหนือชั้น ทว่าเมื่อมาเยือน อย่างที่ทุกคนรู้กันว่าหากเป็ลูกศิษย์ธรรมดาที่ไม่แข็งแกร่งพอ ย่อมไม่สามารถเข้าพบผู้มีอำนาจที่แท้จริงได้ อย่างมากเพียงได้รับการปฏิบัติอย่างลวกๆ ยิ่งไปกว่านั้นเื่นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นเขาจึงต้องไปด้วยตัวเอง
ก่อนหน้านี้เสียเปรียบจากน้ำมือของนายน้อยแห่งตระกูลลู่มาหลายครั้งแล้ว หากครั้งนี้สามารถล้างแค้นโจมตีตระกูลลู่ให้ราบได้ มันย่อมทำให้เขารู้สึกสบายใจและปล่อยวางลงได้ บางทีการได้ตระหนักรู้อาจทำให้บรรลุถึงระดับคนปรุงโอสถขั้นห้าด้วย หากเป็เช่นนั้นแม้ว่าเขาไม่สามารถตั้งสำนักเองได้ แต่กลับกันเขาจะมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเทียนตูทันที นับว่าเป็ประโยชน์อย่างยิ่งต่อเขาหนิงชุยเฟิงและตัวเขาเอง
ในเวลาเพียงครึ่งเดือน ตระกูลลู่ก็ทำกำไรมหาศาลจากการขายหญ้าเช้าเย็น แม้ว่าของสิ่งนี้จะไม่ได้หายาก แต่ด้วยข้อจำกัดที่ว่าไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้และเป็หนึ่งในวัตถุดิบยาที่จำเป็สำหรับยาอายุวัฒนะหลายชนิดด้วย จึงทำให้ร้านค้าแต่ละแห่งของตระกูลลู่ขายดีไม่น้อย
แต่เมื่อมีข้อดีย่อมมีข้อเสียอยู่ ใน่เวลานี้ แม้ว่าตระกูลลู่จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อขายหญ้าเช้าเย็น แต่กลับไม่ได้ละความสนใจที่มีต่อเขาหนิงชุยเฟิงแม้แต่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่หญ้าเช้าเย็นเปิดตัวอย่างเต็มที่ การตอบโต้ใดๆ ของเขาหนิงชุยเฟิงก็ตกอยู่ในสายตาของเหล่าบรรดาผู้เฒ่าหลายคนของตระกูลลู่ กล่าวคือเดิมที ตระกูลลู่มีผู้เฒ่าสูงสุดคอยหนุนหลังอยู่ จึงไม่กังวลว่าจะมีเื่ใหญ่เกิดขึ้น แต่ผู้เฒ่าสูงสุดของตระกูลลู่กำลังแลกเปลี่ยนความรู้กับยอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้ามู่ซิงเหออยู่ จึงไม่จำเป็ต้องเดือดร้อนไปถึงผู้เฒ่าสูงสุดเกี่ยวกับเื่ค้าขายเหล่านี้ เพราะหากเื่จะถึงผู้เฒ่าสูงสุดของตระกูลลู่ได้นั้น ย่อมต้องเป็เื่ที่มีความเป็ความตายของตระกูลเข้ามาเกี่ยวข้อง
อีกอย่างการกระทำของเขาหนิงชุยเฟิงในครั้งนี้ก็ดำเนินการอย่างเปิดเผย นับว่าเป็แผนการเปิดเผยที่ไม่มีการปิดบังใดๆ ผู้คนต่างเห็นได้ชัดว่าทางเขาหนิงชุยเฟิงจับจุดอ่อนบางอย่างของตระกูลลู่ได้ และกำลังพยายามหาแนวร่วมจากทุกสารทิศ เพื่อบังคับให้ตระกูลลู่ยอมศิโรราบก้มหัวให้
แต่นี่เป็เพียงการคาดเดาของลู่เหว่ยจุนและคนอื่นๆ แต่เขาหนิงชุยเฟิงจะทำอะไรนั้นมันย่อมอยู่นอกเหนือจากการควบคุมของพวกเขา ดังนั้นจึงทำได้เพียงส่งคนให้จับตาดูสถานการณ์และความเคลื่อนไหวของเขาหนิงชุยเฟิงกับอำนาจใหญ่แต่ละแห่งในเทียนตูว่าจะพัฒนาไปทางใดเท่านั้น เพราะเื่บางอย่างก็ต้องนิ่งไว้ ไม่นานมันก็ผ่านไปเอง ตราบใดที่ตัวเองมีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็แผนลอบกัดหรือเผชิญหน้ากันตรงๆ มันก็ไม่คุ้มค่าที่จะต้องมาพูดถึงเมื่ออยู่ตรงหน้าผู้มีอำนาจ
ในที่สุด ครึ่งเดือนต่อมาก็มีข่าวส่งตรงมาว่า เขาหนิงชุยเฟิง พร้อมด้วยตำหนักมหาเทพ ตระกูลเมิ่ง ตระกูลเจียงและวังเทพอัคคี ยกกำลังพลเดินทางมาที่เทียนอวิ๋น ด้วยความดุดัน
หลังจากที่ประมุขตระกูลลู่ ลู่เหว่ยจุนทราบข่าว ก็ต้องถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เมื่อรู้สึกโล่งกับสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจ ในที่สุดอะไรที่ควรมาย่อมต้องมา เพราะอย่างไรมันเป็สิ่งที่ต้องเผชิญหน้าไม่อาจหนีพ้นอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเรียกผู้เฒ่าและผู้พิทักษ์ทั้งหมดของตระกูลมารวมตัวกัน และรออยู่อย่างเงียบๆ
แต่ลู่อวี่ในฐานะนายน้อยของตระกูลลู่กลับไม่ได้มาด้วย เพราะเวลานี้เขากำลังมุ่งมั่นอยู่กับการฝึกฝน และหากไม่มีความจำเป็ ลู่เหว่ยจุนย่อมไม่ยอมให้เื่น่ารำคาญนั้นมารบกวนเขาได้
“คนที่มามีใครบ้าง?” ลู่เหว่ยจุนถามเข้าประเด็นหลักทันที เพียงรู้ว่าเป็ใคร ก็รู้แล้วว่าจะต้องรับมืออย่างไร
หากผู้ที่มาในครั้งนี้คือาาโอสถเสิ่นตานเจวี๋ย ตำหนักมหาเทพ และบุคคลที่มีอำนาจอื่นๆ นั่นก็หมายความว่าครั้งนี้ยากที่จะตกลงกันได้ด้วยดี เพราะอย่างไรเสียตระกูลลู่ก็เป็หนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่แห่งเทียนตู แน่นอนว่าต้องมีความเย่อหยิ่งในตัวเป็ทุนเดิม ไม่มีทางยอมรับสนธิสัญญาที่ถูกบังคับให้ขีดเขียนภายใต้หอกปลายกระบี่แน่นอน แต่หากคนที่มามีสถานะและพลังยุทธ์ต่ำกว่า สถานการณ์ของเื่นี้อาจกลับกันก็ได้
สำหรับทางเขาหนิงชุยเฟิงที่มายังตระกูลลู่ด้วยท่าทีดุดันราวกับจะเอาความ ลู่เหว่ยจุนก็พอจะเดาเหตุผลได้ ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง เขาจึงไม่ตื่นตระหนกนัก เพราะเคยถามคำถามนี้กับบุตรชายมาแล้ว อีกทั้งยังได้รับคำตอบที่น่าพอใจ ดังนั้นจึงรู้สึกไม่กลัวเพราะถือว่ามีคนหนุนหลัง
ลูกศิษย์ในตระกูลที่เข้ามารายงานเอ่ยขึ้น “เรียนท่านประมุข คนที่มาคือ หัวหน้าลูกศิษย์ของเขาหนิงชุยเฟิง เซินหยวนชิง ตำหนักมหาเทพ เหลียนซาน ผู้บังคับใช้กฎสองคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริต ยังมีผู้เฒ่าใหญ่ของตระกูลเมิ่ง เมิ่งเสินทง และผู้เฒ่าสี่ของตระกูลเจียง เจียงชิงหยวน อีกทั้งยังมีลูกศิษย์ที่าุโน้อยอีกหลายคนของตระกูลเมิ่ง และตระกูลเจียงที่มาพร้อมกัน!” เมื่อพูดมาถึงเื่นี้ ลูกศิษย์ในตระกูลผู้นี้ก็รีบหันสายตามองไปทางห้องโถงอย่างรวดเร็วจากนั้นก็พูดออกมาอีกว่า “เมิ่งเทียนอวิ๋นจากตระกูลเมิ่งก็รวมอยู่ในนั้นด้วย!”
ทุกคนต่างตกอยู่ในอาการตะลึงเมื่อได้ยินชื่อนี้ แต่แล้วทุกคนก็นึกขึ้นมาได้ว่า อัจฉริยะเมิ่งเทียนอวิ๋นผู้นี้ไม่ใช่เพียงเดิมพันต่อสู้กับนายน้อยลู่อวี่เมื่อครั้งที่แล้ว แต่เกือบจะถูกนายน้อยตีจนพิการเอา คิดไม่ถึงว่าครั้งนี้จะติดตามมาด้วย อีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ไม่พูดก็รู้ หากไม่มาซ้ำเติม ก็คงมาหัวเราะเยาะกับความโชคร้ายของตระกูลลู่
ทุกคนในตระกูลลู่ก็เพียงมีความคิดนี้ผุดขึ้นมาในใจเท่านั้น แต่กลับไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจ เพราะต่อให้เขาหนิงชุยเฟิงจะหากี่กองกำลังที่มีอำนาจมาหนุนหลัง แล้วอย่างไรเล่า? เคล็ดวิชาลับในการเพาะปลูกหญ้าเช้าเย็นของตระกูลลู่มันไม่ใช่เคล็ดวิชาลับของเขาหนิงชุยเฟิงเสียหน่อย เื่นี้นายน้อยยืนยันไว้นานแล้ว
แน่นอนว่าทุกคนในนี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีผู้เป็กังวล เพราะอย่างไรเสียก็เป็การรวมตัวกันมาของหลายกองกำลังที่มีอำนาจ ตระกูลลู่เองก็ตกอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาล เพราะเื่นี้เกี่ยวโยงถึงผลประโยชน์ที่หากผ่านพ้นไปได้ ก็จะพบกับความรุ่งเรือง แต่หากไม่สามารถผ่านไปได้ ก็คงต้องเผชิญกับความตกต่ำของตระกูลเสียแล้ว จึงไม่มีเหตุผลใดให้ต้องมายอมกัน เช่นนั้นคนเหล่านี้จึงได้แต่กังวลอยู่ในใจก็เท่านั้น
นับั้แ่ที่ลู่อวี่เปลี่ยนแปลงตัวเองจากบุรุษเสเพลมาเป็คนปรุงโอสถขั้นห้า แม้แต่ระดับพลังยุทธ์ ยังบรรลุขั้นมาจนถึงขั้นฟันฝ่า บรรยากาศภายในตระกูลลู่นั้นก็ค่อยๆ กลายเป็หนึ่งเดียวกันมากขึ้น ไม่เพียงแต่ตำแหน่งของลู่เหว่ยจุนจะมั่นคงมากขึ้นเท่านั้น แต่ความสัมพันธ์ของทุกคนในตระกูลก็แน่นแฟ้นมากขึ้นเช่นกัน แม้แต่ตอนนี้ที่กำลังถูกเขาหนิงชุยเฟิงและกองกำลังอื่นกดดันอยู่ตระกูลลู่ก็ยิ่งรวมตัวกันแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นไปอีก นับว่าเป็ข้อดีที่คิดไม่ถึงมาก่อน
เซินหยวนชิงใจเต้นระรัว มันเป็เวลาหลายพันปีแล้วที่ในโลกบำเพ็ญเพียรแห่งเทียนตูจะมาซักไซ้เอาความด้วยท่าทางที่ดุดันกับหนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่อย่างที่ตนทำอยู่เช่นนี้ หากว่ากันตามตรงแล้ว เหมือนจะไม่เคยเกิดขึ้น เพราะทั้งเทียนตูนั้นตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของเจ็ดตระกูลใหญ่และสำนักใหญ่ทั้งสี่มาโดยตลอด แม้ว่าในความเป็จริงแล้วเ้าเหนือหัวที่แท้จริงของเทียนตู คือตำหนักมหาเทพ แต่ตำหนักมหาเทพแทบจะไม่เข้ามาแทรกแซงในเกมการเมืองระหว่างกองกำลังอำนาจต่างๆ ในเทียนตู อย่างมากที่สุดหากเห็นสถานการณ์ไม่สามารถควบคุมได้ มักจะมาไกล่เกลี่ยเพื่อสร้างสมดุล ลดแรงปะทะ และโดยส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในตำแหน่งที่เป็กลางและคอยจับตาดูเท่านั้น
แต่ครั้งนี้แม้ว่าจะไม่มีการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจที่แท้จริงของตำหนักมหาเทพ แต่การที่ส่งผู้บังคับใช้กฎมาสองคน มันก็แสดงให้เห็นว่าหลักๆ แล้วตำหนักมหาเทพอยู่ข้างเขาหนิงชุยเฟิง หากพูดถึงความแข็งแกร่งของตำหนักมหาเทพ แม้ว่าตระกูลลู่จะเป็หนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ แต่ก็ไม่สามารถต้านทานได้ ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ยังมีกองกำลังของอำนาจอื่นๆ อีกหลายกลุ่มเข้ามาช่วยเหลืออีกด้วย
เมื่อนึกถึงครั้งสุดท้ายที่เซินหยวนชิงถูกทำให้อับอายต่อหน้าสาธารณชนจากนายน้อยตระกูลลู่ ในเมืองเทียนตูเซียน เขาก็มีความโกรธแค้นปะทุขึ้นมาในใจเสมอมา หากเป็ไปได้ เขาอยากจะใช้โอกาสนี้สังหารลู่อวี่เสีย เพื่อบรรเทาความโกรธแค้นในใจ
“นั่นใคร เหตุใดถึงได้กล้าบุกรุกเข้ามาในตระกูลลู่แห่งเทียนอวิ๋น?” นอกแนวค่ายกลกระบี่ป้องกันูเาเทียนฉยงของตระกูลลู่ ผู้ที่มาด้วยท่าทางดุดันสิบกว่าคนถูกองครักษ์ขวางหน้าไว้และะโถาม
แม้ว่าเซินหยวนชิง อยากจะบุกทะลวงเข้าไปในตระกูลลู่และแสดงอำนาจบาตรใหญ่ของตัวเองและพรรคพวก แต่ค่ายกลกระบี่ปกป้องูเาของตระกูลลู่นั้นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะสามารถทำลายลงได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนที่พวกเขาจะมาก็ได้รู้มาก่อนว่า ผู้เฒ่าสูงสุดของตระกูลลู่และปรมาจารย์ขั้นเกิดเทพเ้าอีกท่านหนึ่งก็อยู่ที่นี่ด้วย
นี่ยังไม่นับจอมเทพไท่เสวียน ผู้มีพลังยุทธ์สูงส่งในขั้นเกิดเทพเ้าที่อยู่ข้างกายนายน้อยตระกูลลู่ผู้นั้น หากคิดจะต่อสู้จนมองหน้ากันไม่ติด ฝ่ายที่จะเสียเปรียบก็มีแต่เขาหนิงชุยเฟิง ยิ่งไปกว่านั้นเื่ราวในครั้งนี้ ตัวเขาเองคิดว่าเขาหนิงชุยเฟิงมีเหตุผล หากเกิดดันทุรังบุกเข้าไป ก็จะกลับกลายเป็ว่าเปิดเผยจุดอ่อนให้อีกฝ่ายได้รู้ เช่นนั้นเมื่อองครักษ์เอ่ยถาม จึงต้องระงับโทสะและพูดด้วยน้ำเสียงเ็าตอบไปว่า “ตำหนักมหาเทพ ตระกูลเมิ่ง วังเทพอัคคีและเขาหนิงชุยเฟิง มีธุระ้าเข้าพบประมุขตระกูลลู่ เ้ารีบไปรายงานให้เขาทราบเสีย!”
องครักษ์ผู้นั้นก็เป็สมาชิกผู้หนึ่งของตระกูลลู่ แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อสังเกตจากท่าทางของผู้ที่มาก็รู้ได้ทันทีว่า เขามีเจตนาที่ไม่ดีแน่ ดังนั้นจึงจ้องมองทุกคนอย่างเ็าและสั่งให้องครักษ์คนหนึ่งไปรายงาน แต่ตัวเองกลับเฝ้าอยู่ตรงทางเข้าออกของูเาอย่างไม่เกรงกลัว
หลังจากนั้นไม่นาน ก็สังเกตเห็นเมฆและหมอกกลุ่มใหญ่ลอยพรั่งพรูโผล่ออกมา จากนั้นร่างของผู้เฒ่าใหญ่ลู่หงเซิ่ง ที่ค่อยๆ เลือนราง ก็แจ่มชัดขึ้น เขาปรากฏตัวต่อหน้ากลุ่มคนของเขาหนิงชุยเฟิงและพรรคพวก เมื่อเห็นคนทั้งสองที่ยืนเคียงข้างเซินหยวนชิง องครักษ์ผู้นั้นก็ขมวดคิ้วด้วยความฉงน แต่ก็ยังคงยิ้มจางๆ พร้อมทั้งประสานมือโค้งคำนับแล้วพูดขึ้น “ยินดีต้อนรับสหายทุกท่าน เชิญเข้าไปคุยด้านในกันก่อน!”
เมื่อทุกคนเห็นว่าลู่หงเซิ่งไม่ถามแม้แต่จุดประสงค์การมาของพวกเขา อีกทั้งยังมีท่าทีที่เ็า ทันใดนั้นทุกคนต่างก็รู้เลยว่าตระกูลลู่น่าจะเตรียมความพร้อมไว้แล้ว เซินหยวนชิงที่มีแผนการอยู่ในใจ จึงส่งยิ้มจางๆ พยักหน้าให้อย่างไม่ถือสา และไม่พูดอะไรเช่นกัน ก่อนจะนำทุกคนเข้าไปในค่ายกลกระบี่ป้องกันูเาของตระกูลลู่
ในโถงประชุมใหญ่ หลังจากที่แขกและเ้าภาพนั่งแล้ว เซินหยวนชิงก็เข้าประเด็นอย่างไม่รีรอทันที
ครั้งนี้มีกองกำลังอำนาจใหญ่จากหลายแห่งหนุนหลังตัวเองอยู่ หากไม่สามารถกระชากเนื้อติดมันจากตระกูลลู่มาได้สักชิ้น คงต้องโทษตัวเองแล้วจริงๆ ไม่เพียงกระชากออกมาแรงๆ เท่านั้น ครั้งนี้เขาจะต้องกระชากเนื้อหนังของคนตระกูลลู่ออกมาอย่างรุนแรง เพราะยิ่งกระชากจนตระกูลลู่เ็ปมากเท่าไรเขาก็จะยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น
“คิดว่าประมุขตระกูลลู่คงจะรู้เจตนาที่พวกข้ามากันอยู่แล้ว แต่ข้าก็ยังอยากจะพูด เพราะเื่นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง และส่งผลกระทบรุนแรงไม่น้อย ดังนั้นจึงได้เชิญผู้บังคับใช้กฎสองท่านจากตำหนักมหาเทพ ผู้เฒ่าสวี่ สวี่จิ้ง และผู้เฒ่าหวัง หวังจือเหอมาด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้เฒ่าใหญ่เมิ่งของตระกูลเมิ่ง และผู้เฒ่าใหญ่ของวังเทพอัคคีจงไท่เหยียน ผู้เฒ่าจงผู้มีน้ำใจและมีความจริงใจมาด้วย หลังจากได้ยินเื่นี้ ผู้เฒ่าทั้งสองก็ตอบรับคำเชิญและมาเป็พยานให้กับข้า เพื่อไม่ให้ใครมาว่าเขาหนิงชุยเฟิงของเราได้ว่าอาศัยอำนาจและอิทธิพลข่มเหงรังแกผู้อื่น!”
เซินหยวนชิงพูดจาฉะฉานมีหลักมีฐาน ราวกับว่าเขาทำเช่นนี้เพื่อเห็นแก่ตระกูลลู่ จนทำให้ผู้เฒ่าสามสี่คนของตระกูลลู่รู้สึกโมโหขึ้นมา แต่ก็รู้ว่าะโด่าออกไปย่อมไม่ได้ผลใด ตรงกันข้ามมันจะดูเหมือนว่าพวกเขาจิตใจคับแคบ ดังนั้นจึงได้แต่ปรายตามองเซินหยวนชิงแสดงละครอยู่ตรงนั้นด้วยสายตาที่เ็า ในขณะที่ในใจก็ครุ่นคิดว่าจะโจมตีเขาหนิงชุยเฟิง หลังจากเหตุการณ์นี้อย่างไร
“อ้อ? ดูจากท่าทางที่เข้ามากันอย่างดุดันของทุกท่าน ข้านึกว่ามีเื่อะไรทำให้ทุกตระกูลขุ่นเคืองใจเสียอีก คาดไม่ถึงว่ามันจะเป็เพียงเื่ของเขาหนิงชุยเฟิงของเ้าผู้เดียวเท่านั้น คิดว่าหากไม่มีตระกูลอื่นๆ มาเป็สหาย อย่าว่าแต่สหายเซินจะได้มานั่งอยู่ที่ตรงนี้ คงไม่กล้ามาด้วยซ้ำใช่หรือไม่!”
แต่ในเมื่อคนเหล่านี้บุกเข้ามาในตระกูลลู่กันแล้ว ลู่เหว่ยจุนก็ไม่คิดจะไว้หน้าพวกเขาเหล่านี้เช่นกัน ความหมายโดยนัยก็คือ เขาหนิงชุยเฟิงของเ้าอย่าเอาแต่พูดดีเข้าตัว หากไม่มีตระกูลเหล่านี้มากับเ้า เ้ากล้ามาเยือนตระกูลลู่ก็นับว่าแปลกไม่น้อย!
แต่สิ่งที่ทำให้ลู่เหว่ยจุนกังวลเป็พิเศษ คือผู้าุโสองท่านที่มาจากตำหนักมหาเทพ แม้ว่าสองผู้เฒ่าจะมีพลังยุทธ์ที่ไม่โดดเด่นมากนัก แต่อย่างน้อยพวกเขาก็มาเป็ตัวแทนของตำหนักมหาเทพ อาศัยเพียงความแข็งแกร่งของตระกูลลู่ตอนนี้ ต่อให้ร่วมมือกับอีกหลายตระกูล ก็ยังไม่นับว่าเป็คู่ปรับของตำหนักมหาเทพได้
ใบหน้าของเซินหยวนชิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่เขาก็เรียกสติกลับมาได้ และพูดโต้กลับด้วยน้ำเสียงที่เ็าและแข็งกร้าวขึ้นมาทันที
“ไม่ว่าประมุขตระกูลลู่ จะคิดเห็นอย่างไร เื่นี้ย่อมต้องได้รับการแก้ไขอยู่แล้ว ไม่ทราบว่านายน้อยตระกูลลู่อยู่ที่ใดกันเล่า? เพราะนายน้อยของพวกเ้าขโมยเคล็ดวิชาลับในการเพาะเลี้ยงหญ้าเช้าเย็นของเขาหนิงชุยเฟิงไป หากเพียงเอามาใช้เองก็จะไม่ว่า แต่กลับนำมาเพาะเลี้ยงออกมาในปริมาณไม่น้อย อีกทั้งยังนำมาวางจำหน่ายด้วย มันสร้างความเสียหายอย่างมากต่อเขาหนิงชุยเฟิงจนไม่อาจแก้ไขได้ หากตระกูลลู่ไม่สามารถให้คำอธิบายที่น่าพอใจกับเขาหนิงชุยเฟิงได้ เื่นี้คงไม่อาจปล่อยกันไปง่ายๆ !”
