เมื่อพารายังมิอาจยกดาบเพื่อพิฆาต แต่ควรยกใจขึ้นไว้เพื่อพิชิต... การเผชิญหน้ามิอาจทำลายเพียงร่างแห่งผองชน แต่อาจล้มล้างทั้งแผ่นดินโดยมิต้องออกศึก
ด้วยเหตุใจเขลาเบาปัญญา ...ขาดหยั่งรู้ถึงอำนาจธรรมแห่งผู้มาเยือน
... ... ... ...
จารึกของอุษมาเทวี ...เดือนอัษฏมาส ฤดูวรรษา
ข้าขอจารึกถ้อยคำเหล่านี้ไว้ มิใช่เพื่อกล่าวโทษผู้ใด หากทว่าเพื่อให้ผู้ที่มาภายหลังเข้าใจว่า...
ก่อนพาราจักถูกบีบจำต้องเลือก ใจของหมู่ชนได้ถูกทดสอบแล้วไม่ว่า...ประการใด
ฝนตกต้องผืนดินมิขาดสายไปทั่วถิ่น
เสียงฝนกลบเสียงวิหค กลบสรรพสำเนียง
เยี่ยงฟ้าพึงประสงค์ให้พารารับฟัง...โดย
จำเพาะถึงเงาแฝงเร้นภายในแห่งตัวตน
ณ ท้องพระโรงแห่งพีชปุระ...
ยามเช้าในวันนั้นมิได้ส่งเสียงอึกทึก อื้ออึง
เสียงฆ้องยังลั่นไปตามทำนองของห้วงโมงยาม
ม่านโปร่งดิ้นทองผืนเดิมยังถูกแต่งห้อยร้อยไว้ ณ ตำแหน่งเดิม
แต่ทุกสิ่งถูก ชั่งตวง...น้ำหนักใหม่ โดยมิได้เอื้อนเอ่ยอันใดออกมา
ข้า...นั่งอยู่บนตั่งตามฐานาแห่งนามตามกำเนิด ‘อุษมาเทวี’ ...นัยยะว่า แสงอันอบอุ่น แห่ง าาเ้า ‘มหาศรีเทพสัจจา’ แล พระนาง ‘กุสุมาลาวัณย์’ อัครชายา
ในยามนั้นต่อหน้าเบื้องพระพักตร์...
ท่วงท่าของข้าหาใช่ผู้ปกครองเวียงพารา หากแต่ด้วยเพียงท่าทีของผู้สดับฟัง สายตาของข้าแลไปยังเหล่าขุนนางก้มหน้านิ่งประหนึ่งวิตกอยู่กลางความเงียบ มิอาจเอ่ยวาจาใดก่อเป็รอยด่างเปื้อนต่อชะตาเบื้องหน้า
ข้าชำเลืองเหลือบไปแลผู้บำเพ็ญพรต คงชั่งตวงถ้อยคำที่จักเลือกกล่าว แลมิอาจเลือกกล่าว ผู้ทรงศีลพินิจแผนภูมิพื้นที่ซึ่งถูกคลี่ออกกลางพื้นศิลา สายตาทอดลงเพื่อเทียบเส้นทางที่ยังไม่มีผู้ใดลากเพิ่ม
“เสียงเล่าอ้างจากทิศบูรพา” เสนาบดีผู้หนึ่งสำเนียงเอ่ยอย่างระวัง แม้ถ้อยคำแหบเบา แต่ผนังโดยรอบท้องพระโรงสะท้อนทุกวาจาที่แถลง
ข้ามิได้พยักหน้า เพียงวางมือบนตัก นิ่งพอให้ถ้อยคำของเขา...มิอาจสร้างให้ตระหนกหวั่นไหว
“เ้าทระนง…เพิ่งเสร็จศึก” อีกผู้หนึ่งกล่าวเสริม “กองทัพได้ดำเนินผ่านศรีเสมา...แล้ว แลจักพักทัพที่แห่งเรา...ณ พีชปุระ ก่อนข้ามภูรัตนา”
ไม่มีผู้ใดกล่าวว่า เหตุใด แล นั่นคือ...หนักหนา ท่วมท้นใจ...หาใดปาน
ข้าหันแลไปยังนักพรตผู้เฒ่า แล เอ่ยถามด้วยเสียงเรียบนิ่ง
“ท่านเห็นเป็เช่นไร”
นักพรตก้มศีรษะ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงที่ผ่านการชั่งตวงแล้ว ด้วยพินิจไตร่ตรอง นานพอสมควรแก่กาล จึงกล่าวตอบ
“ผู้ถืออำนาจ ย่อมไม่เดินทางมา...โดยไร้เหตุ ดั่งนั้นไซร้ เราจำต้องถาม มิใช่ว่าเขาจักทำสิ่งใด แต่คือเขายัง ขาด สิ่งใด”
ถ้อยคำประหนึ่งเห็นพ้องในท้องพระโรง ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ ไร้ซึ่งเสียงทัดทาน แต่ทุกคนเริ่ม เทียบทาน
เทียบกำลังทัพ กับกำลังศรัทธาของหมู่ชน
เทียบศัสตรา กับพิธี
เทียบกฎ กับหัวใจแห่งพารา
ข้าหลับตาลงชั่วครู่ แล รู้ดีว่า พีชปุระ... พาราแห่งนี้ยืนอยู่ได้ด้วยเหตุใด
มิใช่ด้วยกำแพงหนาดั่งปราการวิเศษ
แต่ด้วยเหตุ...แห่งความเชื่อ แล ศรัทธา ว่า
แผ่นดินนี้...ฟังเสียงหมู่ชน
ยามบ่าย เสียงเล่าอ้าง... เริ่มหนาขึ้น มิใช่ด้วยสรรพสำเนียงลือลั่นสนั่นดัง แต่ด้วย...มิอาจมีผู้ใดทัดทาน ฤา เห็นต่างแห่งเหตุ
เล่าลือกัน ด้วยอ้าง...ว่า เ้าทระนงมิพึงกล่าววาจาให้มากความ พร่ำเพรื่อ เกินนัยยะ แต่ทุกถ้อยวลี อาจทำให้ผู้ฟังจำต้องย้อนพินิจต่อถ้อยคำของตนเองอีกคราว
แล ยังว่ากันว่า... พระองค์มิได้ยกดาบขึ้นพร่ำเพรื่อ แต่เมื่อยกคราใด ย่อมยกเพื่อให้คนนั้นมิกล้ายกได้อีก... ความนัยนี้มิจำต้องกล่าวย้ำ พึงแลเห็นแล้วว่า...บุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งไพศาลีผู้นี้ จริตคงโเี้สักเพียงใด
ข้าฟังแล้วเทียบกับสิ่งที่เห็นในเวียงแห่งตน พาราที่ผู้คนกล้าถาม กล้าเห็นแย้ง แลเชื่อว่าผู้ปกครองต้องให้ถ้อยแถลงจนหมู่ชนได้แจ้งใจ
“หากพระองค์มาเพียงพักทัพ” ข้าเอ่ยขึ้นกลางที่ประชุม “เราจักต้อนรับตามพิธี แต่หากมาเพื่อวัดใจแห่งหมู่เรา เราจักต้องนิ่ง”
ความนิ่งนั้น มิใช่การก้าวเพื่อถอย แต่คือการก้าวตั้งหลักเพื่อพินิจ แลเผชิญหน้าด้วยขุมแห่งปัญญา
เลือกหนทาง...มิอาจเผยตัวตน
ข้าเลือกด้วยใจมั่นแล้ว...จักมิอาจออกไปเผชิญซึ่งหน้าได้
“ข้ามิอาจพึงใจรับขวัญพระองค์...” ข้ากล่าวจงใจหลบเลี่ยง มิอาจอยู่ในพิธีรับรองประโลมขวัญ “แต่คราแรก ข้าขอเพียงอยู่ในวงนางรำ... น้อมถวายสู่ขวัญ”
เสนาบดีผู้หนึ่งชะงัก ทักท้วงข้าลั่นกลางท้องพระโรง “พระธิดา...”
“หากเขามาเพียงเพื่ออำนาจ” ข้าเอ่ยด้วยจิตตั้งมั่น
“เขาจักมองหาผู้มีตำแหน่ง หากเขามาเพื่อเหตุอื่น เขาจักมองหาผู้มีใจ”
การเลือกซ่อนตน มิใช่การถอย หากเพียงเฝ้าดูว่า เขาจักก้าวเข้าหาพาราแห่งนี้...ด้วยเหตุใด
วันต้อนรับทัพ...
ครั้นตะวันบ่ายคล้อยเข้าสู่ยามสนธยา คราจวนพลบค่ำ...ประตูเวียงจึ่งได้ฤกษ์เบิกพิธีแห่แหนต้อนรับครบจบทุกท่วงวาระ อันอาจกล่าวได้ว่า...สมพระเกียรติยศสูงสุด เสียงประโคมมโหรีดังสนั่นก้องทั่วทั้งเวียงพารา
แต่ในบัดนั้น ทุกจังหวะงดงามแห่แหนประหนึ่งเทพอำนวย ...กลับกลายเป็ห้วงอึดอัดขัดข้อง แล เขม็งเกลียว ด้วยการปล่อยเชลยศึก...ให้เป็ที่โจษขาน นำขึ้นประจาน ให้ทั้งเวียงพาราเข้าใจ...ความนัยแห่งไพศาลี
ตัวตนที่ผู้ถืออำนาจ แสดงให้ประจักษ์ ให้ผู้คนทั้งพาราได้จดจำ เหตุแห่งขัดขืนย่อมส่งผลแห่งปลายทาง ประหนึ่งให้ผู้คนได้ตื่นตระหนก แล หวาดหวั่นครั่นคร้ามแห่งอำนาจนั้น
จากหลังม่านบนตำหนัก...ข้ารั้งชายผ้าม่านขึ้น สายตาไล่แล...เรื่อยลงไปจนถึงลานหน้าประตูพารา หลังม่านนี้ คือตัวตนด้วยฐานาแท้จริงของข้า...
แล้วสายตาข้า...จึ่งมาสะดุดลงที่...บุรุษผู้หนึ่ง ร่างกายกำยำสูงสง่า น้ำเสียงดังสนั่นต่อหน้ากองทหารนับร้อยที่เรียงรายอยู่นอกประตูเวียง
เ้าทระนงแห่งไพศาลี... บุรุษผู้ทรงพละ ท่วงท่าแห่งจังหวะการยืน การก้าวเดิน การหยุด ทุกท่วงท่าคือการประกาศนัยยะ ชัดถ้อยชัดความแห่งการแถลงไข แล ข้าได้ เทียบ การประกาศนั้นแล้ว...อำนาจได้ก่อตัวแทรกซึมท่ามกลางความเงียบ...
สั่นะเื !!! ลงกลางใจของผู้คนในพีชปุระ
ยามราตรีแห่งการผูกสัมพันธ์เพื่อไมตรีระหว่างสองพารา...
ข้าจึ่งจำแลงแปลงเป็เพียงนางรำ เพียงรับใช้ ด้วยหมายแฝงเร้นฟังทุกถ้อยวลี เฝ้ามองด้วยปัญญา มากกว่าขยับเพื่อเผยตัวตน
่จังหวะใกล้ระฆังลั่น ต้นแห่งยามสอง...
เ้าทระนงหัวร่อ เสียงดังสะท้าน แต่แววตานั้นเล่า กลับเขม็งเล็งไปทั่ว มิได้พึงสำราญตามท่วงท่ากิริยา แต่กลับสอดส่ายชำเลืองมายังข้าอยู่หลายครา
“เวียงแห่งนี้สงบดี” เขาเอ่ยกับทหารอารักขาเฝ้าอยู่ไม่ห่าง ผู้นี้คงมิใช่ทหารสามัญทั่วไป คงเป็ผู้มีบทบาทใหญ่หลวงต่อการนำทัพคราวนี้
ข้าจดจำทุกนัยยะใต้ถ้อยคำเ่าั้ เพื่อเทียบในภายหลัง...ว่าเขาหมายถึงอันใด
สงบด้วยพึงยินยอม ฤา สงบด้วยแผ่นดินยังทรง...แลดำรงไว้
ปลายแห่งจารึก...จากดวงจิตข้า
ข้าบันทึกตามแต่ที่ได้เห็น...แลได้ฟัง มิใช่เพื่อกล่าวโทษต่อผู้ใด แต่เพื่อสำเหนียกต่อใจข้าเอง... ว่าในการเผชิญหน้ากับอำนาจ ข้อสำคัญมิใช่เพียงรู้ว่า... เขาแข็งแกร่งเพียงใด แต่คือได้เรียนรู้ว่า เรามีส่วนแข็งแกร่ง ฤาไม่...ปานใด
...ผู้ที่รู้เขา แต่มิเคยเทียบรู้เรา ย่อมแพ้พ่ายนับแต่ครายังมิได้เริ่มศึก ดั่งนั้นแล
