หลังจากหัวเราะเสร็จสิ้น นางคิดว่าสิ่งที่คนผู้นั้นชอบคงจะเป็รอยยิ้มเย็นราวกับดอกบัวแห่งสายน้ำ และคงเกลียดรูปลักษณ์ที่สดใสและโดดเด่นของนางมากที่สุด นางแค่ยิ้มให้เหยียนอี้เลี่ยมิใช่เพราะนางตื่นเต้นที่ได้เห็นบุรุษผู้นี้ปรากฏตัวในยามวิกฤต แต่ดีใจให้กับข่าวคราวและผลประโยชน์สำคัญที่กลับมายังเมืองหลวงพร้อมเหยียนอี้เลี่ย...
เต๋อเฟยได้รับความโปรดปราน หากนางทำร้ายเฉินเต๋อเทียนอย่างโจ่งแจ้ง เมื่อถึงเวลา ตัวนางเองสามารถล่าถอยได้อย่างสมบูรณ์ ทว่าตระกูลไป๋เล่า ทว่าตราบใดที่เหยียนอี้เลี่ยอยู่ที่นี่ นั่นย่อมหมายความว่าในอีกไม่กี่วัน ข่าวที่ตระกูลไป๋คือผู้มีบุญคุณช่วยชีวิตฮ่องเต้ก็คงจะแพร่สะพัดไปทั่วทุกตรอกซอกซอยแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นนางก็ไม่จำเป็ที่จะต้องพะว้าพะวัง แม้ว่าเต๋อเฟยจะได้รับความโปรดปรานอีกครั้งก็มิอาจทำอันใดกับคนที่ถือเป็ผู้มีพระคุณของฮ่องเต้ได้
ไป๋เซียงจู๋ที่เดิมมีความหวาดกลัวเล็กน้อยต่อเฉินเต๋อเทียนและคำนึงอย่างรอบคอบเกี่ยวกับความปลอดภัยของตระกูลไป๋ ยามนี้นางได้ละทิ้งความกลัวและความหวาดระแวงนี้ออกไป เหยียนอี้เลี่ยกลับมาถึงเมืองหลวงแล้ว แม้ว่าเขาจะไม่ได้เปิดเผยว่าท่านลุงและน้องชายเป็คนที่ช่วยเหลือชายแดน แต่เมื่อตระกูลไป๋ถูกตระกูลเฉินโจมตี เหยียนอี้เลี่ยย่อมหยุดพวกเขาอย่างแน่นอน
และเท่าที่นางรู้ เหยียนอี้เลี่ยผู้นี้เป็คนที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับธุระของคนอื่น ทว่ายามนี้เขากลับหยุดลง ดังนั้นนางก็สามารถสอนบทเรียนให้แก่เฉินเต๋อเทียนได้โดยไม่ต้องระมัดระวังใดๆ ช่างเป็เื่ที่วิเศษนัก
เมื่อคิดถึงเื่นี้ ไป๋เซียงจู๋ถอนสายตาออก ปกป้องตู้เจวียนที่อยู่ด้านหลัง ลูกตาดำในดวงตาฉายแววเ็า
“เช่นนั้นวันนี้ข้าจะทำให้เ้ารู้ว่าคนใดที่ควรแตะต้อง คนใดที่ไม่ควร!”
ไป๋เซียงจู๋หยักโค้งริมฝีปากจนเป็รอยยิ้ม แต่ใบหน้าที่งดงามของนางกลับเต็มไปด้วยความเกลียดชัง นางกำขวดกระเบื้องสีขาวในมือแน่น ในความเห็นของนาง มันไม่น่าเสียดายที่คนอย่างเฉินเต๋อเทียนจะตาย แต่ความตายกลับเป็เื่ที่ง่ายดายเกินไป นางจะให้เขาอยู่มิสู้ตาย
ทันใดนั้น ยามที่ไป๋เซียงจู๋กำลังจะเริ่มลงมือ ร่างสีดำพลันะโออกมา ก่อนจะเห็นเพียงก้าวเดินของเงาร่างสีดำนั้นที่ขยับไม่เป็แหล่งเป็แหล่ง เฉินเต๋อเทียนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามพร้อมกับข้ารับใช้มากมายที่อยู่ด้านข้างพากันล้มลงกับพื้นทันที พวกเขาคร่ำครวญด้วยเสียงต่ำ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาได้รับาเ็สาหัส
ไป๋เซียงจู๋หรี่สายตาลงเล็กน้อย เมื่อใดกันที่คนผู้นี้กลายเป็คนจมูกยื่นจมูกยาว
ชาติก่อน แม้ว่าเขาจะนับว่าตนเองเป็สมาชิกของตระกูลไป๋ แต่เขาก็ไม่เคยช่วยนางเช่นนี้เลยสักครั้ง ในแววตาของเขามีแต่ความรังเกียจและขยะแขยง
รอจนกระทั่งคนเ่าั้ล้มลงแล้ว เงาร่างสีดำถึงจะยืนนิ่ง มีเพียงคนเดียวที่อยู่ด้านข้างซึ่งมีอาการที่ดีกว่าผู้ใด เป็เฉินเต๋อเทียนที่ยังไม่ล้มลง เขากุมาแที่แขน ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่ยินยอมว่า “เ้าเป็ใคร กล้าแส่เข้ามายุ่งเื่ของข้า เ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือน้องชายแท้ๆ ของเต๋อเฟย สนมที่ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานมากที่สุด หากเ้าแน่จริงก็จงเอ่ยนามออกมา เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะนำกำลังคนไปโจมตีครอบครัวเ้าให้ราบ”
หลินเฟิงเหลือบมองไปที่เฉินเต๋อเทียนด้วยท่าทีเฉยเมย รังสีสังหารแผ่กำจาย เฉินเต๋อเทียนอดไม่ได้ที่จะถอยหลังไปสองก้าว
“เ้าจะโจมตีครอบครัวของผู้ใดให้ราบ” ทันใดนั้นเสียงที่เ็าก็ดังขึ้น
เฉินเต๋อเทียนเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะเห็นว่าเป็ชายหนุ่มที่แต่งกายด้วยชุดสีดำและมีบรรยากาศเ็า องค์ชายสามเหยียนอี้เลี่ย!
อะ... องค์ชายสาม...
เฉินเต๋อเทียนเกือบทรุดตัวลงกับพื้น ทำไมเขาถึงโชคร้ายนักที่พบกับนายท่านผู้นี้ ชายหนุ่มผู้ไม่เคยแยแสสิ่งใดในยามปกติ ทว่าใบหน้าที่เ็าเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าเขาโกรธเข้าแล้วจริงๆ และ... เขาก็เคยได้ยินเกี่ยวกับวิธีการที่พระองค์ลงมือ
เกรงว่าในราชวงศ์ นอกเหนือจากองค์รัชทายาทเฟิ่งเจาเกอ นายท่านผู้นี้คงเป็บุคคลที่สองที่โเี้และยากที่จะรับมือ
ขณะที่เขายังใอยู่ ร่างในชุดสีแดงก็ะโข้ามฝูงชนไปที่ด้านข้างของไป๋เซียงจู๋ “น้องหญิง ใครกล้ารังแกเ้า?"
ดวงตาของเฉินเต๋อเทียนเบิกกว้าง คนคนนี้มิใช่จวินมู่ซี คู่ปรับตลอดกาลของเขาในเมืองหลวง อีกทั้งยังเป็คนที่เขามิอาจทำอันใดได้หรือ? นี่มันเื่อันใดกัน!
เฉินเต๋อเทียนรู้สึกหดหู่ใจเป็อย่างยิ่ง เหตุใดถึงได้พบแต่บุคคลชั้นยอด อีกทั้งยังเป็คนที่เขาไม่สามารถทำให้ขุ่นเคืองได้ทั้งสิ้นด้วย
“กล้าทำอะไรน้องสาวของข้า ไม่อยากได้แขนแล้วใช่หรือไม่”
ทันทีที่ร่างสีน้ำเงินบินผ่านไป ก่อนที่เฉินเต๋อเทียนจะมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้ชัดเจน มือของเขาถูกใครบางคนจากด้านหลังจับไว้แน่น และเขาก็ไม่สามารถหลุดพ้นได้
“เ้า... เ้าเป็ใคร กล้าลงมือกับข้า?” เฉินเต๋อเทียนกลัวเหยียนอี้เลี่ยกับจวินมู่ซี ทว่าคนที่เรียกตัวเองว่าพี่ใหญ่ของไป๋เซียงจู๋ ย่อมต้องเป็สมาชิกของตระกูลไป๋ ดังนั้นเขาจึงไม่เกรงกลัว
เมื่อไป๋เซียงจู๋เห็นพี่ชาย นางก็ยิ้มทันที ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะ "ท่านพี่ ท่านกลับมาแล้ว!"
“คุณชายใหญ่!” ตู้เจวียนเองก็มีความสุขมากเช่นกัน เมื่อเห็นว่าชายในชุดสีน้ำเงินคือคุณชายใหญ่ นางก็ยิ้มทันที
คุณชายใหญ่กลับมาแล้ว อีกทั้งนายท่านในอนาคตก็อยู่ตรงนั้นด้วย ดังนั้นแล้วคุณหนูของนางย่อมไม่เสียเปรียบแน่นอน
“จู๋เอ๋อร์ ข้ากลับมาแล้ว” ไป๋จื่อจินเอื้อมมือไปแตะผมของไป๋เซียงจู๋ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความถนอมรัก
เมื่อมองไปที่ไป๋เซียงจู๋ที่เพิกเฉยต่อตนเองอย่างสมบูรณ์ จวินมู่ซีลูบจมูก ถุยๆ ในสายตาของภรรยาตัวน้อย เขาไม่สำคัญเท่ากับพี่ชายของนาง
เหยียนอี้เลี่ยมองดูทั้งสามคนด้วยความสงสัย ไป๋จื่อจินเขารู้จัก แต่จวินมู่ซี? เมื่อครู่เขาเรียกขานไป๋เซียงจู๋? ว่ากระไรนะ? ภรรยา?!
“ช่างคึกคักเสียจริง ที่แท้แล้วก็เป็พี่หญิงเซียงจู๋นี่เอง”
มู่จื่อรั่วกำลังรอให้ไป๋เซียงจู๋ถูกเฉินเต๋อเทียนลากไป เมื่อถึงตอนนั้นนางจะต้องถูกทำลายจนย่อยยับโดยสมบูรณ์แน่ ทว่าหลังจากรอแล้วรอเล่า มันกลับกลายเป็ฉากในปัจจุบัน โดยเฉพาะตอนที่เหยียนอี้เลี่ยปรากฏตัว นางก็มิอาจนั่งอยู่เฉยๆ ได้แล้ว
เพราะเหตุใดกัน เพราะเหตุใดองค์ชายสามจึงลงมือ
หากเป็องค์รัชทายาทเฟิ่งเจาเกอก็ช่างเถิด แต่นี่เป็องค์ชายสาม
เขาลืมครั้งเก่าที่เคยส่งฉินให้ตนแล้วหรือ เหตุใดถึงได้ลงมือเล่า
สายตาของเหยียนอี้เลี่ยกวาดมองไปยังมู่จื่อรั่วที่ลงจากรถ และละสายตาที่สำรวจไป๋เซียงจู๋ออกไปทันที อีกทั้งสายตายังทอประกายโชติ่อย่างตั้งใจเสมือนมิได้ตั้งใจอีกด้วย
ความรู้สึกของเหยียนอี้เลี่ยที่จ้องมองมาพาให้ความโกรธของมู่จื่อรั่วดับลงทันที ดูสิ นางบอกแล้วว่านางเป็คนที่ดึงดูดความสนใจมากที่สุด ไป๋เซียงจู๋คือผู้ใด ตระกูลไป๋จะเหนือกว่าจวนเหิงชินอ๋องได้อย่างไร
บางทีการที่เขาลงมือช่วยเหลือไป๋เซียงจู๋อาจเป็เพราะเห็นแก่ชื่อเสียงของเขาเอง ต้องเป็อย่างนั้นแน่
“คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ดูละครจนพอใจแล้วหรือ” ไป๋เซียงจู๋มองมู่จื่อรั่ว นางะโออกมาตอนนี้ หากตนเองไม่พูดใส่สักสองสามประโยค คงจะเป็การดูถูกการวางแผนอย่างรอบคอบของนาง
ใบหน้าของมู่จื่อรั่วซีดเผือด นางยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน "พี่หญิงเซียงจู๋ช่างรู้วิธีการพูดให้ตลกจริงๆ รั่วเอ๋อร์บังเอิญเดินผ่านมาและเห็นผู้คนมากมายมารวมตัวกันที่นี่ ข้าจึงเดินมาดู พี่เซียงจู๋ ท่านไม่เป็อันใดกระมัง”
เมื่อมองไปที่ดวงตาที่สดใสของนาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนางเห็นเหยียนอี้เลี่ยและจวินมู่ซี ดวงตาของนางเปล่งประกายอย่างอธิบายไม่ได้
หัวใจของนางเต็มไปด้วยความฟุ้งเฟ้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อหน้าบุรุษที่หล่อเหลาและยอดเยี่ยมเช่นนี้ นางต้องทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาภาพลักษณ์ที่สวยงามของตน
ไป๋เซียงจู๋หยักโค้งริมฝีปากเป็รอยยิ้ม นางมองดูรอยยิ้มจอมปลอมของมู่จื่อรั่ว “แน่นอน ข้าย่อมต้องมีชีวิตได้ดีกว่าคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่”
“ภรรยา ล้วนไม่มีใครกล้าแตะต้องเ้า” จวินมู่ซี้าจับมือของไป๋เซียงจู๋ ทว่ากลับถูกนางหลีกเลี่ยง
ชั่วขณะนั้นเขาไม่สามารถกลั้นใบหน้าของเขาได้ มุมปากของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ เขามองไปที่ไป๋เซียงจู๋ ดวงตาหงส์กะพริบปริบ "ภรรยายังเขินอายอยู่อีกหรือ อย่างไรเสียไม่ช้าก็เร็วก็ต้องเข้าพิธีแต่งงาน”
“ยามนี้ยังไม่ผ่านพิธี อย่าเพิ่งพูดจาไร้สาระ!” ไป๋เซียงจู๋ปวดหัว จวินมู่ซีผู้นี้ยังเป็เด็กเหมือนเดิม ดูสถานการณ์ไม่ออกเอาเสียเลย ทำตามใจตนโดยสิ้นเชิง
