“ข้าเห็นเ้ามีความสุข ข้ายินดีด้วย” กล่าวจบเสวี่ยนหนิงจึงหันหลังกลับด้วยกิริยาอ่อนโยน
“จะไปไหน?”
“พระชายาเสวี่ยนหนิงไม่จำเป็ต้องรายงาน ให้ชายารองซูเม่ยทราบนะเพคะ” ไป๋เจินเอ่ยขึ้น ก่อนจะถูกชายารองซูเม่ยฟาดเข้าที่ใบหน้าอย่างแรง ทำให้เสวี่ยหนิงรีบเข้าไปประคองสาวใช้ด้วยความเป็ห่วง พลันหันกลับไปยังชายารองด้วยความไม่พอใจ
“เหตุใดต้องทำร้ายคนของข้า เ้าไม่พอใจ ก็พูดจากันดี ๆ ได้มิใช่รึ?”
“หึ! พูดจาดีงั้นรึ ?ท่านจำไม่ได้เหรอ ว่าก่อนหน้า ท่านทำอะไรกับข้าและคนของข้าไว้บ้าง กับแค่ตบสั่งสอนสาวใช้ ท่านเองก็ทำมาตลอด เกิดอยากเป็คนดีมีเมตตาขึ้นมาั้แ่เมื่อใด?” เสวี่ยนหนิงชะงักนิ่ง นางไม่รู้ว่าก่อนหน้าพี่สาวเคยทำสิ่งใดไว้ จึงไม่ต่อความ แล้วค่อย ๆ ประคองร่างของไป๋เจินไว้ข้างกาย
“แต่ตอนนี้เ้าทำร้ายคนของข้าอย่างไร้เหตุผล” เสวี่ยนหนิงตำหนิอย่างไม่พอใจ ก่อนชายารองซูเม่ยจะเดินไปลากตัวสาวใช้ของนางออกมา พลันเอ่ยขึ้น
“เพ่ยเหลียน เ้าจำได้หรือไม่ว่าพระชายาเสวี่ยนหนิงเคยทำอะไรเ้าบ้าง” สาวใช้ตัวสั่นระริก พลันทิ้งตัวลงนั่งแล้วตอบกลับ
“พระชายาเสวี่ยนหนิง เคยตบหน้าหม่อมฉัน กระชากหัวหม่อมฉัน แล้วก็ผลักหม่อมฉันตกน้ำ” ยังไม่ทันที่เพ่ยเหลียนกล่าวจบ ชายารองซูเม่ยก็หันกลับมายิ้ม แล้วพูดกับเสวี่ยนหนิงด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
“พระชายายังกล้าพูดอีกหรือไม่ ว่าให้พูดจากันดี ๆ ท่านแอบทำร้ายคนของข้า เพราะไม่พอใจที่ข้าพยายามเปิดโปงว่าแท้จริงแล้ว ท่านไม่ได้ไร้เดียงสา เหมือนที่แสดงต่อหน้าทุกคน เสวี่ยหนิงนะเสวี่ยนหนิง...” ชายารองซูเม่ยส่ายหน้าช้า ๆ แล้วเลื่อนมองสภาพร่างกายอันอ่อนแอของอีกฝ่ายก่อนจะยิ้มมุมปาก
“ข้าอยากรู้นัก ว่าวันนี้ท่านยังจะสวมหน้ากากเป็คนดีอยู่อีกหรือไม่?” ว่าแล้วชายารองซูเม่ย ก็เอื้อมมาดึงป้ายประจำตัวขององค์ชายสวี่เหวินจากมือของเสวี่ยนหนิง โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว
“บังอาจเกินไปแล้ว” ไป๋เจินกล่าวขึ้นด้วยความโกรธ ก่อนจะปรี่เข้าไปแย่งกลับ ทว่าถูกชายารองซู่เม่ยข่มขู่
“เ้าเป็แค่บ่าวรับใช้ หากแตะต้องตัวข้าแม้แต่ปลายเล็บ โทษของเ้า ใครก็ช่วยไม่ได้ทั้งนั้น!”
“ไป๋เจิน กลับมา” เสียงของเสวี่ยนหนิงเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางราบเรียบ ทอดสายตาไปยังป้ายประจำตัวขององค์ชายสวี่เหวิน พลันแบมือ แล้วเอ่ยกับชายารองซูเม่ยด้วยถ้อยคำสุภาพ
“นั่นเป็ป้ายประจำตัวขององค์ชายสวี่เหวิน มอบคืนมาให้ข้า” ซูเม่ยมองป้ายนั้นแล้วเอียงศีรษะเล็กน้อย กิริยาและคำพูดแตกต่างจากเสวี่ยนหนิงคนเดิม ที่เคยปะทะด้วยในครั้งก่อนอย่างสิ้นเชิง
“หึ!เหตุใดจึงทำได้เพียงแค่แบมือขอของสำคัญกลับคืน ปกติความอดทนของท่านมีไม่เกิน่สามอึดใจ ก็ต้องพุ่งตัวเข้ามาหาข้าแล้วมิใช่รึ?เหตุใดวันนี้จึงอดทนได้มากนัก ไม่ใช่เพราะว่ากำลังแสร้งเป็คนดี เพราะมีองค์ชายสวี่เหวินอยู่แถวนี้หรอกนะ” นางกล่าวพร้อมหันมองไปรอบ ๆ
“ไม่มีใครทั้งนั้น ข้ามากับไป๋เจินเพียงลำพัง และ้าป้ายประจำตัวขององค์ชายสวี่เหวินกลับคืน ไม่เช่นนั้นข้าจะกลับไปรายงานว่าเ้าเป็คนขโมยไป”
“คิดว่าข้ากลัวงั้นเหรอ อยากได้ ก็คุกเข่าขอร้องข้าสิ”
“เกินไปแล้ว อย่าไปยอมนะเพคะ” ไป๋เจินหันมาเอ่ยห้ามเสวี่ยนหนิง
“เช่นนั้นหากข้าล่วงเกิน ก็อย่ามาโทษกัน” ว่าแล้วเสวี่ยนหนิงก็เดินเข้าไป แล้วใช้มือข้างขวาที่ถนัด จับแขนชายารองซูเม่ยขึ้นมา ในขณะที่อีกฝ่ายใเบิกตากว้าง ไม่คิดว่าแรงของเสวี่ยนหนิงจะมีมากมายเช่นนี้ ก่อนที่มืออีกข้างของเสวี่ยนหนิงจะเอื้อมมาหยิบป้ายประจำตัวองค์ชายสวี่เหวิน ซูเม่ยจึงรีบปล่อยป้ายลงพื้น ทุกสายตาจับจ้องไปยังป้ายสำคัญนั้นด้วยความตกตะลึง ก่อนจะร่วงกระทบพื้นจนแตกออกเป็สองชิ้นในเสี้ยวพริบตา
“แย่แล้ว!” ไป๋เจินเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งมาหาผู้เป็นาย ก่อนพระชายาเสวี่ยหนิงจะค่อย ๆ ปล่อยมือจากซูเม่ย แล้วย่อตัวลงเก็บเศษป้ายประจำตัวองค์ชายสวี่เหวินขึ้นมาด้วยสายตาสั่นไหว
“ข้าไม่ได้ทำ!เป็เพราะท่านนั่นแหละทำร้ายข้า อยู่ ๆ ก็ปรี่เข้ามากระชากมือข้า ทำให้ป้ายหลุดมือ” ซูเม่ยยกมือปิดปากพลางแสร้งแก้ตัว
“จะหลุดมือได้อย่างไรเพคะ ก็เห็นอยู่ว่าท่านตั้งใจปล่อยให้ป้ายตกลงมา” ไป๋เจินทวงความเป็ธรรม ก่อนซูเม่ยจะยิ้มมุมปาก พลันหันไปยังสาวใช้ของตน
“เพ่ยเหลียน เมื่อครู่เ้าเห็นอย่างไร ข้าตั้งใจปล่อยให้ป้ายประจำกายองค์ชายสวี่เหวินตกลงมา หรือเป็เพราะพระชายาเสวี่ยนหนิงทำมันตก” สาวใช้อึกอักพร้อมเม็ดเหงื่อผุดขึ้นราวกับอยู่ในกองเพลิง
“หม่อมฉันเห็นว่า...พระชายาเสวี่ยนหนิงทำมันตกเพคะ”
“โกหก!” ไป๋เจินตวาดอีกฝ่ายเสียงดัง จนเพ่ยเหลียนหดตัวลง ก่อนพระชายาเสวี่ยนหนิงจะกำป้ายประจำตัวองค์ชายสวี่เหวิน แล้วลุกขึ้นยืนพลางเอ่ยขึ้น
“เราไปกันเถอะ”
“แต่ว่า...” ไป๋เจินทำท่าจะเอาเื่
“ไม่มีประโยชน์ที่จะต่อความกับคนเช่นนี้ เรากลับตำหนักตงเป่ย เพื่อเอาป้ายนี้ไปคืนให้องค์ชายสวี่เหวินจะดีกว่า” ไป๋เจินมีท่าทีอ่อนลง แล้วก้าวเท้าเดินตามหลังพระชายาเสวี่ยหนิง ทิ้งให้ชายารองซูเม่ยขมวดคิ้วแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนจะหันกลับมาสาวใช้ของตน
“จำไว้ให้ดี ว่าป้ายประจำตัวขององค์ชายสวี่เหวินตกไม่ใช่เพราะฝีมือข้า แต่เป็ฝีมือของพระชายาเสวี่ยนหนิง” เพ่ยเหลียนน้อมกายลงพร้อมใบหน้าเขียวช้ำ เนื้อตัวของนางมีแต่ร่องรอยการถูกทำร้าย
“เพคะ” นางตอบรับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
เมื่อเดินออกมาได้ระยะหนึ่ง ไป๋เจินจะเอ่ยขึ้นพร้อมมองมือของพระชายาเสวี่ยนหนิงที่กำป้ายประจำตัวองค์ชายสวี่เหวินไว้แแ่
“ป้ายแตกเช่นนี้ จะตอบกับองค์ชายสวี่เหวินอย่างไรเพคะ” สองเท้าของหญิงสาวยังคงก้าวต่อด้วยความมุ่งมั่น
“ตอบไปตามความจริง” น้ำเสียงและกิริยายังคงราบเรียบดังเดิมไม่เปลี่ยนแปลง สร้างความแปลกใจให้กับไป๋เจินมากขึ้น ทว่าด้วยความรักที่มีต่อผู้เป็นายทำให้นางละทิ้งความคิด แล้วเดินตามต่ออย่างเงียบ ๆ
ภายใต้แสงตะเกียงสว่างรำไร องค์ชายสวี่เหวินนั่งอ่านตำราอย่างเงียบ ๆ ตามลำพัง ร่างสูงในชุดสีขาวสะอาดพร้อมดวงตาคมเข้ม เลื่อนมองไปยังตัวหนังสือ พร้อมเสียงฝีเท้าของใครบางคนเดินมาหยุดอยู่ด้านหลัง ทำให้เขารู้สึกตัวจึงละสายตาจากตำรา แล้ววางลงช้า ๆ ก่อนพระชายาเสวี่ยนหนิงจะน้อมกายเคารพอีกฝ่ายช้า ๆ ทั้งกิริยาและสายตาของนางแตกต่างจากเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด
“ใครอนุญาตให้เ้ามาพบข้า?” สุรเสียงราบเรียบเอ่ยขึ้นพร้อมสายตาว่างเปล่า ไม่หลงเหลือความพิศวาสในตัวนาง หญิงสาวไม่ตอบ เพียงแค่ยื่นป้ายประจำตัวคืนให้เขาแล้วเอ่ยขึ้น
“หม่อมฉันทำตามรับสั่งของพระองค์ นำป้ายประจำตัวจากฮองเฮามาคืนเพคะ” ชายหนุ่มเลื่อนสายตามองป้ายประจำตัวของตน แล้วค่อย ๆ หยิบป้ายที่แตกหักแบ่งเป็สองซีกขึ้นมอง
“แตกหัก?” เสวี่ยนหนิงเก็บความหวาดหวั่นไว้ในส่วนลึก แล้วอธิบายช้า ๆ
“ระหว่างทาง พบกับชายารองซูเม่ย นางแย่งป้ายไปเพื่อกลั่นแกล้งหม่อมฉัน ระหว่างการแย่งกลับ ป้ายจึงหล่นลงมาเพคะ”
“ป้ายประจำตัวข้า มีค่าและมีความหมาย นอกจากเ้าเป็คนขโมยไปให้ฮองเฮาแล้ว เ้ายังทำมันแตกงั้นเหรอ?” เขาตวัดสายตาน่ากลัวมายังหญิงสาวด้วยความโกรธเกลียด
“เป็การกลั่นแกล้งของชายารองซูเม่ย หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจให้ป้ายแตก” เขาหมุนดูป้ายในมือไปมาช้า ๆ แล้วค่อย ๆ วางลง
“ข้าให้เวลาเ้าสามวัน ประกอบให้เหมือนเดิม หากเ้าทำไม่ได้” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วยิ้มมุมปาก
“ข้าจะให้เ้ากินพิษอีกครั้ง!” น้ำเสียงเย็นเยียบเอ่ยขึ้น ทำให้หญิงสาวขนลุกวาบ แท้จริงแล้วองค์ชายสวี่เหวินไม่เคยล้มเลิกเอาชีวิตนาง น้ำตาของหญิงสาวเอ่อขึ้น ก่อนนางจะกลั้นไว้ไม่ให้ไหลต่อหน้าเขา
