วันที่ 20 ฮวาเจาออกเดินทางโดยสะพายกระเป๋าเป้สะพายหลังที่เธอเย็บเอง
“ลูกต้องระวังตัวให้ดีนะ ระหว่างทางถ้าเจอคนไม่ดีจะทำยังไง?” ฮวาเฉียงเริ่มกังวล “...อย่าไปมีเื่กับใคร”
เขากังวลว่าฮวาเจาของเขาจะสวยเกินไปจนถูกรังแก และก็กังวลว่าฮวาเจาของเขาจะไปรังแกคนอื่นเข้า
เมื่อลงมือแล้วก็ถึงขั้นกระดูกหัก ที่นั่นไม่ใช่บ้าน ที่ไม่มีญาติพี่น้องคอยช่วยเหลือ แล้วใครจะคอยดูแลเธอได้?
“หรือจะให้หวังเิหาคนไปส่งลูกดีไหม?” ฮวาเฉียงมองใบหน้าที่สวยขึ้นเรื่อย ๆ ของหลานสาวด้วยความเป็ห่วง
เขาเริ่มรู้สึกว่าเมื่อก่อนยังดีกว่า ถ้าเป็เมื่อก่อนตอนที่ยังไม่เปลี่ยนรูปร่าง เขาสบายใจกว่านี้เยอะ!
คนไม่ดี? หลานสาวของเขาดูไม่เหมือนคนดีอยู่แล้ว...
คนไม่ดีเห็นเข้าก็คงจะกลัว...
แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว ดูน่าล่อลวงเกินไป
ฮวาเจาซ่อนความลับของตัวเองเอาไว้ ทำให้ฮวาเฉียงไม่รู้เื่อะไรเลย ่นี้เขามัวแต่มองหน้าฮวาเจาแล้วถอนหายใจด้วยความเป็ห่วง
“ไม่ต้องห่วงค่ะคุณปู่ รถไฟวิ่งตรงถึงเมืองหลวงเลย ปลอดภัยมาก หนูจะระวังตัว ไม่คุยกับคนแปลกหน้าแน่นอนค่ะ! จะไม่ถูกหลอกง่าย ๆ หรอกค่ะ” ฮวาเจากล่าว
“ก็ได้ แต่ลูกต้องฉลาดหน่อยนะ อย่าไปเชื่อใครง่าย ๆ! ใครให้ของก็อย่ากิน! ใครให้ดูลูกก็อย่าไปดู...” ฮวาเฉียงกำชับตลอดทาง จนส่งฮวาเจาขึ้นรถไฟ
ฮวาเจาขึ้นรถไฟแล้วก็ใส่หน้ากากอนามัยที่ซื้อมาจากโรงพยาบาลทันที
เธอต้องไปที่เมืองหลวงก่อน แล้วค่อยต่อรถไฟจากเมืองหลวงไปที่ถังซาน
สรุปแล้วต้องนั่งรถไฟทั้งวันทั้งคืน ถ้าต้องเผชิญหน้ากันทั้งวันทั้งคืน ต่อให้เธอจะพยายามซ่อนตัวเอง ก็คงถูกคนข้าง ๆ สังเกตเห็นอยู่ดี
่นี้คนที่ออกเดินทางส่วนใหญ่ก็เป็เื่งาน ผู้ชายเป็ส่วนใหญ่ เธอไม่อยากให้ใครสนใจ ไม่อยากให้มีเื่วุ่นวาย
ยิ่งใกล้วันนั้น จิตใจของเธอก็ยิ่งไม่สงบ เธอรู้สึกว่าอารมณ์ของตัวเอง่สองวันนี้ไม่ปกติ ใครมายั่วโมโหก็อาจจะถูกเธอต่อยจนกระดูกหักได้
เธอไม่กลัวเสียเงินค่าปรับ แต่กลัวว่าจะถูกทำให้เสียเวลา
เมื่อมีหน้ากากอนามัยก็ดีขึ้นมาก เวลาทานข้าวก็ต้องถอดหน้ากากออก ทำให้คนตรงข้ามมองมาบ่อย ๆ
ยังเข้ามาคุยกับเธอ ถามนั่นถามนี่ ถามว่าทำไมผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ถึงเดินทางคนเดียว
ฮวาเจาแกล้งเป็คนหูหนวก...อีกฝ่ายส่ายหน้าด้วยความเสียดายแล้วก็หุบปากไป
วันที่ 21 เธอเดินทางถึงที่หมายอย่างราบรื่น
เมื่อยืนอยู่ในสถานีรถไฟ ฮวาเจามองไปรอบ ๆ ผู้คนที่เดินไปมา
ว่ากันว่าที่นี่ก็เป็พื้นที่ประสบภัยพิบัติอย่างหนักเหมือนกัน ก่อนเกิดเหตุวินาทีที่หลายคนได้ยินเสียงบนท้องฟ้าผิดปกติ เหมือนฝนกำลังจะตก คนที่อยู่ในจัตุรัสก็วิ่งเข้าไปในตึก แต่ตึกกลับถล่ม คนที่ออกไปได้จึงมีไม่กี่คน
ที่นี่...แก้ไขได้ง่าย ก่อนวันนั้นสักสองวัน เธอจะทำลายรางรถไฟของสถานีรถไฟ พวกเขาก็จะต้องหยุดเดินรถ คนที่มาที่นี่ก็จะน้อยลง
เมื่อออกจากสถานีรถไฟ ฮวาเจาตรงไปยังชนบทนอกเมือง
ั้แ่วันนั้นเป็ต้นมา ในชนบทก็เริ่มเกิดเื่แปลก ๆ
ดินถล่ม
ถล่มทุกวัน ทุกเนิน
ตอนเช้าหมู่บ้านนี้ถล่ม ยังไม่ทันที่หมู่บ้านอื่นจะไปดูความสนุก ่บ่ายหมู่บ้านตัวเองก็ถล่มตาม
โชคดีที่เกิดขึ้นตอนกลางวัน ตอนที่ไม่มีคนอยู่บ้าน จึงไม่มีผู้าเ็ล้มตาย แค่บ้านเรือนพังไปเท่านั้น
ทุกคนได้แต่ถอนหายใจแล้วไปสร้างเพิงพักชั่วคราวบนที่ราบในหมู่บ้าน โชคดีที่เป็ฤดูร้อนจึงไม่หนาวเย็นอะไร
สามวัน ฮวาเจาขี่จักรยานมือสองที่ซื้อมา ไปรอบ ๆ หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ ๆ อย่างรีบร้อน
ทั้งเมืองตกตะลึง
ดินและน้ำของพวกเขาไหลไปถึงขนาดนี้แล้วเหรอ? ไม่มีหมู่บ้านไหนรอดพ้นเลยสักหมู่บ้านเดียว!
จะแก้ไขปัญหาที่อยู่ของผู้ประสบภัยจำนวนมากได้อย่างไร?
จะรายงานเื่นี้ให้ข้างบนทราบได้อย่างไร?
ยังไม่ทันที่ผู้นำจะปวดหัว เื่ที่น่าปวดหัวยิ่งกว่าก็เกิดขึ้นแล้ว
ในเมืองก็ไม่ได้สงบสุขเหมือนกัน ถนนเกิดการยุบตัว ส่งผลกระทบต่อตึกแถวริมถนน ทำให้ชาวบ้านต้องอพยพไป
ยังไม่ทันที่เื่นี้จะจบ ถนนอีกแห่งก็ยุบตัวลงอีก
ติดต่อกันไปเรื่อย ๆ ...
วันนี้ผู้นำถึงกับสติแตก
ภัยพิบัติยังไม่จบ เกิดหลุมยุบขึ้นมาอีกที่ คุกคามชีวิตของผู้คน
คนแล้วคนเล่าถูกขนส่งออกไปนอกเมือง ที่พักในเมืองก็มีจำกัด แค่หาที่พักให้คนในตึกหนึ่งตึกก็ยังพอ แต่ตอนนี้มีคนในตึกกี่ตึกที่ไม่มีที่อยู่?
นับไม่ถ้วน!
ทำได้แค่พาพวกเขาออกไปนอกเมือง ให้ไปกางเต็นท์กันเองก่อน
ทุกคนก็ให้ความร่วมมือดี ยินดีที่จะออกจากเมือง แม้แต่คนที่บ้านไม่เป็อะไร ก็ยังอาสาที่จะออกไป
ไม่อยากจะอยู่แล้ว เผื่อว่าบ้านตัวเองจะเป็ที่ต่อไป!
และก็เป็เื่แปลกที่ตึกที่อยู่ใกล้กับหลุมยุบ ตอนแรกก็มีคนที่ไม่เชื่อ ยังไม่อยากไป แต่พอถูกเรียกตัวออกมาได้ไม่กี่นาที ตึกก็ถล่มลงมา
เป็แบบนี้ทุกครั้ง
ตึก 10 หลังที่อยู่ข้างหลุมยุบ ถล่มไป 9 หลัง ไม่มีใครกล้าแข็งข้ออีกแล้ว พวกเขาอาจจะปากแข็งได้ แต่ชีวิตไม่แข็งตาม ก็รีบหนีไปดีกว่า
มีคนจำนวนไม่น้อยที่ออกเดินทางจากที่นี่ไปเลย
มันน่ากลัวเกินไป ที่นี่อยู่ไม่ได้แล้ว!
ในท้องฟ้ามีแมลงปอ ค้างคาว ผีเสื้อ นก จำนวนมากจนบังท้องฟ้า มด หนู บนพื้นดินก็เยอะแยะไปหมด สุนัขที่เลี้ยงไว้ 10 ตัว ก็คลั่งไป 9 ตัว ร้องโหยหวนอย่างน่าขนลุก
เห็นแบบนี้ก็ไม่ใช่ลางดี รีบหนีไปดีกว่า
่กลางวันของวันที่ 27 ฮวาเจากำลังนั่งอยู่บนซากปรักหักพังที่ถูกทิ้งร้าง เอนหลังกับกำแพงที่หักโค่น
เธอรู้สึกเหนื่อยล้า
หลุมยุบพวกนี้ เธอเป็คนสร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น
เมล็ดหญ้านับไม่ถ้วนที่อยู่ในพื้นที่ใต้ดิน ด้วยการสนับสนุนจากพลังงาน ทำให้มันเติบโตอย่างบ้าคลั่ง กินพื้นที่ขนาดใหญ่ จากนั้นเธอก็ดูดซับพลังงานของพวกมัน ทำให้พวกมันหายไป หลุมยุบจึงเกิดขึ้น
ในระหว่างนั้น เธอจะสูญเสียพลังงานที่ถูกพืชใช้ไปไปบ้าง และในเมืองก็ไม่มีพลังงานธรรมชาติเพียงพอให้เธอชดเชยได้ เมื่อทำหลุมยุบมากเกินไป เธอก็จะทนไม่ไหว
แต่ก็ยังหยุดไม่ได้
ยังมีคนอีกมากที่ยังอยู่ที่เดิม ไม่ยอมไปไหน
พวกเขาไม่มีที่ไป พวกเขาไม่ได้อยู่ในตึกสูง และก็ไม่มีหลุมยุบอยู่ข้าง ๆ
เพราะหลุมยุบจะเกิดขึ้นข้างตึกสูง พวกเขาจึงรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัย ก็เลยไม่อยากไปไหน
ที่สำคัญคือ ฮวาเจารู้สึกว่าตัวเองยังมีแรงเหลือ
เธอโปรยเมล็ดโสมลงไปรอบ ๆ แล้วเร่งการเติบโต แลกเปลี่ยนและดูดซับพลังงาน
เมล็ดพันธุ์าาโสมชุดนี้ แต่ละต้นสามารถเติบโตได้มากกว่าพันปี พลังงานจำนวนมหาศาลไหลเข้าไปในร่างกายของฮวาเจา ความเข้มข้นสูงจนเหมือนมีแสงเรืองรองออกมาจากตัวเธอ
อีกมือหนึ่งของเธอวางอยู่บนฝาท่อระบายน้ำ
แสงสีเขียวอ่อน ๆ ทะลุฝาท่อลงไปข้างล่าง แล้วไปรวมกับสีเขียวที่กว้างใหญ่ข้างล่าง กลายเป็ผืนเดียวกัน
เธอไปทั่วทั้งเมืองแล้ว โรยเมล็ดพันธุ์ลงในท่อระบายน้ำของทั้งเมือง ตอนนี้เมล็ดพันธุ์ทั้งหมดถูกเร่งให้เติบโตอย่างบ้าคลั่ง เชื่อมต่อกันเป็ผืน แล้วก็เชื่อมต่อกับท่อระบายน้ำตามบ้าน
มือข้างหนึ่งของฮวาเจาดูดพลังงานอย่างบ้าคลั่ง มืออีกข้างปล่อยพลังงานออกไปอย่างบ้าคลั่ง ทำให้เครือข่ายสีเขียวใหญ่ขึ้นและแข็งแกร่งขึ้น
เมล็ดพันธุ์โสมถูกเปลี่ยนไปหลายชุด
ตอนนี้าาโสมมีอายุเกิน 5,000 ปีแล้ว
เมื่อเที่ยงคืนมาถึง เมื่อรุ่งสางมาถึง เมื่อตีสามมาถึง...
ฮวาเจามองนาฬิกาที่ข้อมือ เมื่อเข็มสั้นกับเข็มยาวมากัน เมื่ออีก 20 กว่านาที มหันตภัยกำลังจะมาถึง เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเขย่าสีเขียวที่อยู่ใต้ฝ่ามือ
ทั้งเมืองสั่นะเืในทันที!
เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นจากใต้ดิน ปลุกทุกคนให้ตื่น
ยังไม่ทันที่คนที่ตื่นแล้วจะหาที่มาของเสียง ก็ััได้ถึงแรงสั่นะเืของบ้าน แล้วก็รีบวิ่งออกจากบ้าน
ฮวาเจาอ่อนแรงทรุดตัวลงกับพื้น เธอทำได้แค่นี้
ตอนนี้เธอไม่มีแรงเหลืออยู่เลย ไม่มีพลังงานให้ดูดซับอีกแล้ว
โสมชุดสุดท้ายกลายเป็ผุยผงไปแล้ว สีเขียวทั้งหมดใต้ดินกลายเป็ความว่างเปล่า หายไป การกระทำเมื่อครู่ใช้พลังงานจำนวนมหาศาล พวกมันหมดพลังไปแล้ว ไม่ทันที่เธอจะดูดกลับมา
......
เมื่อผู้คนทั้งเมืองที่ตื่นตระหนกหาที่โล่งกว้างได้แล้ว ภัยพิบัติที่แท้จริงก็มาถึง
ท้องฟ้าปรากฏแสงสีขาวประหลาด ส่องสว่างความมืด ยังไม่ทันที่พวกเขาจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เสียงดังสนั่นก็กระทบแก้วหูของทุกคน
ในพริบตา ท้องฟ้าก็ถล่ม แผ่นดินก็ทลาย
23 วินาทีต่อมา ทุกสิ่งทุกอย่างก็หยุดลง บริเวณรอบ ๆ กลายเป็ซากปรักหักพัง
ฮวาเจาถูกห่อหุ้มด้วยพืชที่อ่อนนุ่ม ป้องกันความเสียหายจากการสั่นะเื
การพักผ่อน 20 กว่านาที ก็เพียงพอให้เธอปลูกโสมต้นหนึ่ง ดูดซับพลังงานเล็กน้อย เพื่อปกป้องเธอและลูกในท้อง...
และเธอก็ค้นพบความแตกต่าง พลังงานที่เคยไร้รูปร่างไร้สี ตอนนี้กลายเป็สีทอง เธอสามารถััได้ถึงเส้นทางการไหลของพลังงานในร่างกาย ััได้ถึงการเติบโตและขยายตัวของพวกมัน
ถึงแม้จะไม่มีพลังงานอื่นเข้ามา พลังงานในร่างกายก็ยังคงหมุนเวียนและขยายตัวขึ้นอย่างช้า ๆ ไม่มีวันสิ้นสุด
เธอนอนอยู่บนพื้นไม่ได้ขยับ ตอนนี้พลังงานยังไม่เพียงพอให้เธอเคลื่อนไหวได้ อีกอย่าง 7 วันนี้ เธอแทบไม่ได้นอนเลย ตอนนี้เื่ทุกอย่างจบลงแล้ว ความกังวลใจของเธอก็หมดไปแล้ว
ฮวาเจามองท้องฟ้าที่สลัว แล้วก็หลับไป
......
เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติเช่นนี้ ทหารที่ประจำการอยู่รอบ ๆ ก็ต้องเข้ามาช่วยเหลือ หลังจากนั้นไม่กี่สิบนาที กลุ่มผู้ช่วยเหลือชุดแรกก็เดินทางเข้าเมือง
สิ่งแรกที่พวกเขาต้องทำคือการสำรวจทั่วเมือง ตรวจสอบผู้าเ็ล้มตาย และจัดการให้ประชาชนอพยพ
ทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ร้องไห้แล้วก็หัวเราะ สภาพที่เห็นคือทุกสิ่งทุกอย่างราบเป็หน้ากลอง
ถ้าไม่มีแผ่นดินไหวเล็ก ๆ เตือนพวกเขาก่อนหน้านี้ พวกเขาคงอยู่ใต้ซากปรักหักพังไปแล้ว
......
การอพยพดำเนินไปอย่างมีระเบียบ ่เที่ยง กองกำลังก็ทำการสำรวจทั่วเมืองเร็วกว่าที่คาดไว้
กองกำลังสี่ทิศมารวมตัวกันที่ใจกลางเมือง
“พี่ใหญ่ ทางนั้นสถานการณ์เป็ยังไงบ้าง? ทางนี้ของผมดีมากเลยครับ! ถึงจะมีคนหายไปกับได้รับาเ็บ้าง แต่ก็น้อยกว่าที่คาดไว้เยอะมาก!” จ้าวหยงกล่าว
“ทางนี้ของฉันก็ดีกว่าที่คาดไว้” จวงหยวนอู่กล่าว
เฉินเฟิงพยักหน้า “เหมือนกัน”
สีหน้าเคร่งขรึมของเย่เซินผ่อนคลายลงเล็กน้อย
พวกเขาเคยเจอแรงสั่นะเืเมื่อกี้ รู้ดีว่ามันน่ากลัวแค่ไหน เหมือนวันโลกาวินาศ แต่ตอนนี้กลับมีผู้าเ็ล้มตายไม่มากนัก นับว่าเป็เื่โชคดี
“พักผ่อนตรงนี้ ทานข้าว แล้วทานข้าวเสร็จก็กู้ภัยต่อ” เย่เซินกล่าว
คนที่อยู่ข้างหลังก็แยกย้ายกันไป คนที่ดูแลด้านเสบียงก็รีบหาที่ทำครัว
“รายงานท่านผู้บัญชาการ ที่นี่มีคน!”
เย่เซินหันไปมอง ก็เห็นร่างที่เปื้อนฝุ่นนอนอยู่บนพื้นท่ามกลางซากปรักหักพัง ไม่ขยับเขยื้อน
