หลี่จิ่งหนานไม่พูดอะไร คว้าจอบไปทันที
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าเื่นี้ชักไม่ดีแล้ว! นี่มันไม่ปกติแน่ๆ! สั่งให้เขาไปทำงาน กลับไม่มีคำบ่นออกมาสักคำ ทั้งที่ปกติแล้วหลี่จิ่งหนานจะต้องพูดว่า “สตรีนางนี้ช่างน่ารำคาญเสียจริง เื่เล็กน้อยแค่นี้ก็ทำไม่ได้ ข้าก็เลยต้องช่วยเ้าอย่างเสียไม่ได้”
“มัวยืนเอ๋ออะไรอยู่?! เรียกให้เ้ามาเป็คุณชายหรือไร?!” หลี่จิ่งหนานหันไปะโใส่เสี่ยวโต้วจื่อ
เสี่ยวโต้วจื่อรีบคว้าจอบมา แล้วเข้าไปขุดดินอย่างกระตือรือร้น
หวาชิงเสวี่ยกำลังจะไปช่วยพวกเขา ฮวนเอ๋อร์ก็เข้ามาหานาง “คุณหนู ท่านแม่ทัพมาเ้าค่ะ”
เวลานี้เขาไม่ได้อยู่ที่หน่วยตรวจการหรือหน่วยลาดตระเวนหรืออย่างไร?
หวาชิงเสวี่ยตบฝุ่นดินออกจากตัวเบาๆ หมุนตัวเดินตรงไปข้างหน้าเพื่อไปหาฟู่ถิงเย่ นางอยากถือโอกาสนี้ถามเื่ของหลี่จิ่งหนานไปด้วยเลย
...
ฟู่ถิงเย่นั่งจิบชาอยู่ในห้องของนาง เขาสวมชุดขุนนาง เห็นได้ชัดว่าพอเลิกจากประชุมก็มาที่นี่ทันที
เขาเห็นหวาชิงเสวี่ยเข้ามา ก็ถามตรงๆ “ฮ่องเต้มาที่นี่ใช่หรือไม่?”
หวาชิงเสวี่ยถึงกับพูดไม่ออก นี่เขา...มาจับหลี่จิ่งหนานกลับไปเองเลยหรือนี่?
เพราะความลังเลเพียงเล็กน้อย หวาชิงเสวี่ยจึงตอบไม่ทัน ฟู่ถิงเย่ขมวดคิ้วเล็กน้อย บอกกับนางว่า “ฮ่องเต้ทรงทำตามพระทัยมากเกินไป เ้าอย่าปกป้องพระองค์ไปเสียหมด”
หวาชิงเสวี่ยได้ยินก็รู้สึกไม่ดีแล้ว “ท่านแม่ทัพ ท่านคงจะไม่ให้ฮ่องเต้เขียนจดหมายกล่าวโทษตัวเองจริงๆ ใช่หรือไม่? พระองค์แค่ล้อเล่นกับเหล่าขุนนางเท่านั้น ไม่จำเป็ต้องกระทำรุนแรงถึงเพียงนั้นกระมัง...”
“ท้องพระโรงที่ใช้ปรึกษาหารือเื่บ้านเมือง เป็ที่ล้อเล่นอย่างนั้นหรือ?” ฟู่ถิงเย่มีสีหน้าไม่พอใจ “สิ่งที่เขาทำเป็การดูิ่เหล่าขุนนางอย่างเปิดเผย!”
“ก็แค่ส่องกระจกบิดเบี้ยวเท่านั้นไม่ใช่หรือ? นับว่าเป็การดูิ่ได้ด้วยหรือ?” หวาชิงเสวี่ยมองฟู่ถิงเย่ด้วยความงุนงง รู้สึกว่ามันเกินไป
หากเป็ในยุคปัจจุบัน ห้างสรรพสินค้าและสวนสนุกรวมถึงพื้นที่สาธารณะหลายแห่ง มักจะตั้งกระจกบิดเบี้ยวไว้ให้ผู้คนได้สนุกสนาน แต่แน่นอนว่าถ้าเป็สถานที่อย่างห้องประชุมระดับประเทศ ก็คงจะไม่มี แต่ปัญหาคือ...หากประธานาธิบดีจงใจตั้งกระจกบิดเบี้ยวขึ้นมา ใครจะกล้าว่าอะไร? ทุกคนก็น่าจะมองว่าเป็เื่ตลก ต่อให้ในใจมีความไม่พอใจก็คงไม่ทำอะไร
ฟู่ถิงเย่ไม่อยากเห็นนางตามใจหลี่จิ่งหนานโดยไร้ขอบเขต จึงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ขุนนางาุโในท้องพระโรงมีไม่น้อยที่เป็คนอายุหกสิบเจ็ดสิบปี พอเห็นรูปร่างหน้าตาประหลาดในกระจก ก็ใแทบจะเป็ลมล้มพับ ฝ่าากลับไม่สำนึก มิหนำซ้ำยังหัวเราะเสียงดังเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายใ! ฝ่าาเอาแต่ซุกซนเช่นนี้ หากไม่สอนสั่งให้ทันท่วงที พอเติบใหญ่ก็จะยิ่งเหลวไหลเข้าไปใหญ่! เ้าเป็สตรีใจอ่อนเช่นนี้ ไม่ช้าก็เร็วต้องกลายเป็การทำร้ายเขาอย่างแน่นอน!”
“...เป็สตรีใจอ่อนหรือ?” หวาชิงเสวี่ยถึงกับอ้าปากค้างกับคำพูดของฟู่ถิงเย่ แล้วสีหน้าของนางก็เ็าลง และเริ่มโกรธขึ้นมาด้วย
หวาชิงเสวี่ยพูดว่า “ฝ่าาคงไม่ได้ทำเช่นนั้นโดยไม่มีเหตุผลแน่ ต้องเป็เพราะยามปกติพวกขุนนางเอาแต่สั่งสอนพระองค์ เอาแต่พูดจาสวยหรูโดยใช้หลักการอันสูงส่งมาทำให้ฝ่าาจนมุม หรือว่าไม่ใช่? ในฐานะที่เป็ขุนนาง ไม่ช่วยแบ่งเบาราชกิจของฝ่าา วันๆ เอาแต่โต้เถียงเพื่อความสะใจ นี่เรียกว่ามีความสามารถตรงไหน?”
ฟู่ถิงเย่รู้สึกปวดหัว “จะเรียกว่าโต้เถียงเพื่อความสะใจได้อย่างไร? การรับฟังคำแนะนำจากทุกฝ่าย หรือการควบคุมตนเองอย่างเคร่งครัด ถึงจะขัดเกลาให้ตนเองปกครองบ้านเมืองได้!”
“ฝ่าาไม่ใช่คนที่แยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ได้ ถ้าเป็การให้คำแนะนำที่เป็ประโยชน์ต่อบ้านเมืองและประชาชน พระองค์ก็จะไม่ปฏิเสธ! แต่ถ้าเป็แค่การอ้างว่าให้คำแนะนำ แต่จริงๆ แล้วเป็การแสดงอำนาจต่อหน้าฝ่าา ก็อย่าทำเลยจะดีกว่า!”
ฟู่ถิงเย่เย้ยหยัน “ในสายตาของเ้า พระองค์ทรงดีไปหมด แต่เ้ารู้หรือไม่พระองค์อยู่ในวังทรงเป็อย่างไร? ชอบทุบตีและดุด่าผู้คนในวัง โหดร้ายไร้มนุษยธรรม! ข้าได้ยินมาว่า ครั้งก่อนแค่เพราะคนในวังทำสิ่งของบางอย่างแตก สุดท้ายก็ถูกทุบตีจนตาย”
สีหน้าของหวาชิงเสวี่ยซีดลงเล็กน้อย นางกัดริมฝีปากแล้วตอบว่า “เื่นี้พระองค์สำนึกผิดแล้ว พระองค์ทรงรับปากกับข้าแล้วว่าจะไม่ลงโทษคนในวังโดยไม่ยั้งคิดอีก แล้วที่นิสัยของพระองค์เป็เช่นนี้ พวกท่านก็มีส่วนผิด การปฏิบัติต่อลูกของตนเองก็ยังต้องมีทั้งพระเดชและพระคุณ เหตุใดกับฝ่าาถึงได้มีแต่การตำหนิติเตียนและปฏิเสธเพียงอย่างเดียวเล่าเ้าคะ?”
ฟู่ถิงเย่รู้ซึ้งถึงความหมายของคำว่า ‘สตรีและคนชั้นต่ำนั้นเลี้ยงยาก [1] ’ เขาจึงตอบกลับอย่างหงุดหงิดว่า “ก็เพราะพระองค์ทรงเป็ฮ่องเต้อย่างไรเล่า!”
ฉะนั้นคำพูดและการกระทำของเขาจึงไม่อาจเกิดความผิดพลาดแม้แต่น้อย!
“ไม่มีใครที่เกิดมาแล้วจะรู้ว่าต้องทำตัวเป็ฮ่องเต้ที่ดีอย่างไร” หวาชิงเสวี่ยโต้แย้ง “การปฏิเสธและกดดันตลอดเวลา จะช่วยบ่มเพาะให้เกิดกษัตริย์ผู้ทรงปรีชาสามารถได้หรือ? มีแต่จะทำให้พระองค์ขาดความมั่นใจ สับสน และไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร นอกจากลงโทษขันทีและคนในวังเพื่อแสดงพระราชอำนาจของตนเองแล้ว พระองค์ก็จะไม่เหลืออะไรเลย! นี่หรือคือฮ่องเต้ที่พวกท่าน้า?!”
“เ้าอย่ามาพูดยอกย้อน!” ฟู่ถิงเย่ถูกสตรีด่าทอแบบนี้เป็ครั้งแรก เขาก็เริ่มโกรธขึ้นมาบ้าง “เื่ในท้องพระโรง สตรีอย่างเ้าจะไปรู้อะไร?”
“ข้าไม่รู้จริงๆ ข้ารู้เพียงว่าหนิงอ๋องคิดจะก่อฏ แต่ตอนนี้ก็ยังอยู่สบายดี แต่ฝ่าาแค่ตั้งกระจกบิดเบี้ยวไม่กี่บาน กลับถูกรุมโจมตี ขอให้เขียนจดหมายสำนึกผิด!” ยิ่งคิด หวาชิงเสวี่ยก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด “พูดไปพูดมา ก็ไม่พ้นเป็พวกรังแกคนที่อ่อนแอหวาดกลัวคนที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้น! ผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งรังแกเด็กคนเดียว พวกท่านไม่รู้สึกอับอายบ้างหรืออย่างไร!”
คำพูดประโยคสุดท้ายนั้น ได้รวมฟู่ถิงเย่เข้าไปด้วย
ฟู่ถิงเย่โกรธจนหน้าดำหน้าแดง เขากัดฟันพูดว่า “ข้าไม่อยากทะเลาะกับเ้า เรียกฝ่าาออกมา ข้าจะส่งพระองค์เสด็จกลับวัง!”
หวาชิงเสวี่ยเบือนหน้าหนี “พระองค์ไม่ได้อยู่ที่นี่”
ฟู่ถิงเย่โกรธจัด!
ท่าทีของนางก็คือ้าปกป้องหลี่จิ่งหนานอย่างชัดเจน!
ฟู่ถิงเย่คิดจะสั่งองครักษ์ให้ไปค้นหาคน! แต่พอคิดดูแล้ว ถ้าหากทำแบบนั้นคงจะต้องแตกหักกับหวาชิงเสวี่ยจริงๆ และต่อให้หาตัวหลี่จิ่งหนานเจอ การบังคับให้กลับไปก็อาจจะถูกคนตำหนิได้
ล่วงเกินภรรยา ล่วงเกินฮ่องเต้ เขาจะทำแบบนั้นให้ได้อะไรขึ้นมา?!
แต่ท่าทีของหวาชิงเสวี่ยทำให้เขาโกรธมากจริงๆ! นางทำท่าทางราวกับไม่เห็นอำนาจของสามีอยู่ในสายตาเลย!
สตรีนางนี้ชักจะกำเริบเกินไปแล้ว?!
ขณะที่ทั้งสองกำลังตึงเครียดกันอยู่นั้น หลี่จิ่งหนานก็เดินเข้ามาจากด้านนอก เขาเห็นฟู่ถิงเย่ก็พูดด้วยท่าทีสงบนิ่งว่า “ท่านแม่ทัพฟู่มาแล้วหรือ นี่ก็สายมากแล้ว เจิ้นสมควรกลับวังได้แล้ว”
ฟู่ถิงเย่พูดด้วยท่าทางขอไปทีว่า ‘ถวายบังคมฝ่าา’ แต่สายตายังจับจ้องไปที่หวาชิงเสวี่ยอย่างดุดัน คล้ายจะบอกว่า ‘เ้าไม่ได้บอกว่าเขาไม่อยู่หรืออย่างไร หา? หลอกลวงท่านแม่ทัพอย่างข้า ตอนนี้สำนึกผิดก็ยังไม่สาย!’
หวาชิงเสวี่ยไม่สนใจเขา เดินเข้าไปหาหลี่จิ่งหนาน สายตาแสดงความห่วงใย “ต้องกลับไปแล้วจริงๆ หรือ?”
หลี่จิ่งหนานพยักหน้ารับ ทำท่าทางเป็ธรรมชาติ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ยิ่งเขาเป็เช่นนี้ หวาชิงเสวี่ยก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ
“รออีกหน่อยค่อยไปเถอะ” หวาชิงเสวี่ยพูด
ฟู่ถิงเย่ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว! เขากัดฟันข่มอารมณ์แล้วพูดว่า “กระหม่อมว่าอย่ามัวเสียเวลาไปมากกว่านี้...”
พูดไม่ทันจบก็ถูกหวาชิงเสวี่ยขัดจังหวะด้วยความไม่พอใจ “ฝ่าามีแต่ดินโคลนเต็มพระหัตถ์ ไม่ต้องล้างทำความสะอาดหรือ?!”
นางเองก็มีโทสะอยู่เต็มท้อง พูดจบก็จูงมือหลี่จิ่งหนานเข้าไปล้างมือในห้องด้านใน
ฟู่ถิงเย่ไม่สะดวกที่จะตามเข้าไป
เขามองม่านมรกตสีฟ้าครามที่ไหวไปมา ร่างของคนทั้งสองถูกฉากกั้นไว้ เขาจึงละสายตาออกไป แต่ในใจนั้นกลับเหมือนจะะเิออกมาแล้ว!
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า หวาชิงเสวี่ยถึงกับทะเลาะกับเขาเพื่อหลี่จิ่งหนาน! หลี่จิ่งหนานไปทำเสน่ห์อะไรใส่นางกันแน่?!
ถึงแม้ว่าตอนแรกคนที่ช่วยนางไว้จะเป็หลี่จิ่งหนาน แต่หลังจากนั้น คนที่ช่วยเหลือนาง ดูแลนาง และปกป้องนาง ก็คือเขาไม่ใช่หรือไร!!!
สตรีไร้น้ำใจ!
ภายในห้องมีเสียงน้ำดังขึ้น และมีเสียงพูดคุยเบาๆ ดังออกมา
“ไม่ได้ให้ถุงมือไปแล้วหรือ ทำไมยังมือเลอะโคลนอยู่แบบนี้เล่า?”
“ถุงมือมันใหญ่เกินไป ข้าเลยถอดออก”
“อืม...นั่นเป็ของที่ผู้ใหญ่ใส่ เ้าใส่ก็ต้องใหญ่อยู่แล้ว...ตรงนี้ยังล้างไม่สะอาด เ้าเอาน้ำสบู่มาถูอีกหน่อยเถอะ”
“ตรงนั้นไม่สกปรก เป็ไฝของข้า...”
“หา? ทำไมถึงมีคนที่มีไฝที่ปลายนิ้วด้วยล่ะ...”
“ข้าคือโอรส์ไง ย่อมไม่เหมือนใครอยู่แล้ว”
“เ้าค่ะๆ ท่านคือโอรส์ เก่งที่สุดแล้ว พอใจหรือยัง? ...เอ้านี่ ใช้เ้านี่เช็ดมือสิ”
เสียงพูดคุยของคนทั้งสองแ่เบา ถึงแม้จะมีฉากกั้นและม่านลูกปัดกั้นอยู่ แต่ฟู่ถิงเย่ก็ยังได้ยินชัดเจน
ตอนที่หวาชิงเสวี่ยส่งหลี่จิ่งหนานออกมา อารมณ์ของฟู่ถิงเย่ก็สับสน
กับหลี่จิ่งหนาน นางกลับอ่อนโยนและมีเมตตา แต่กับเขา ตอนนี้ไม่แม้แต่จะมองหน้า...
“อ้อ จริงสิ มีของอย่างหนึ่งที่เ้าต้องนำกลับไปด้วย” หวาชิงเสวี่ยนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันหลังไปหยิบของสิ่งหนึ่ง ส่งให้หลี่จิ่งหนาน
“นี่อะไร?” หลี่จิ่งหนานมองสิ่งของในมือ รู้สึกคุ้นๆ “นี่คือกล้องส่องทางไกลที่เ้าบอกว่าจะทำเมื่อครั้งก่อนหรือ?”
“ไม่ใช่” หวาชิงเสวี่ยพูด “มันคือกล้องสลับลาย ทำจากเศษกระจกเมื่อครั้งก่อน”
หลี่จิ่งหนานยิ้มกว้าง แสดงให้เห็นถึงความไร้เดียงสาที่ต่างจากในท้องพระโรง “ชื่อฟังดูดี ข้าจะเอากลับไปเล่นแล้วกัน”
ฟู่ถิงเย่จ้องมองกล้องสลับลายในมือของเขา ก็ตระหนักได้ถึงเื่หนึ่งขึ้นมา...
ดูเหมือนว่าหวาชิงเสวี่ย...จะยังไม่เคยให้ของขวัญอะไรกับเขาเลย
ไม่ว่านางจะได้ของดีอะไร ทุกครั้งก็จะนึกถึงแต่จะเอาไปแบ่งปันให้หลี่จิ่งหนาน โดยที่ไม่เคยคิดเลยว่าฟู่ถิงเย่จะเป็อย่างไร
ความรู้สึกนี้ทำให้ในใจของฟู่ถิงเย่รู้สึกถึงวิกฤตอย่างรุนแรง...
...
หลังจากที่หลี่จิ่งหนานกลับวังไป ไทเฮาก็อดไม่ได้ที่จะตำหนิบุตรชาย สั่งให้หลี่จิ่งหนานกลับไปคิดทบทวนตัวเอง
หลังจากนั้นในการประชุมเช้า เหล่าขุนนางาุโหลายท่านก็อ้างว่าป่วย และยังมีขุนนางบางคนเข้ากราบทูลทั้งทางตรงทางอ้อมว่าหลี่จิ่งหนานทำให้เหล่าขุนนางเสียใจ ความหมายก็คือจะต้องให้หลี่จิ่งหนานยอมรับผิด เหล่าขุนนางที่อ้างว่าป่วยจึงจะกลับมาเข้าร่วมการประชุมในท้องพระโรง
พรรคพวกของหนิงอ๋องก็จุดชนวนให้เกิดความขัดแย้ง คนทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันอย่างวุ่นวายในท้องพระโรง
หลี่จิ่งหนานนั่งอยู่บนบัลลังก์สูง มองเหล่าคนที่กำลังทะเลาะกันด้วยสีหน้าเรียบเฉย ในดวงตามีแต่ความเ็า
ในตอนแรก เขาตั้งใจว่าจะยอมรับผิด แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปเช่นนี้ ก็ไม่อาจจะยอมรับผิดได้อีก
ไม่อย่างนั้น ก็เหมือนกับยอมให้คนอื่นกดขี่ดูถูกตนเอง
ในการประชุมเช้าของอีกหลายวันต่อมา ก็ยังมีขุนนางนำเื่เดิมขึ้นมาพูดอีก หลี่จิ่งหนานรู้สึกเบื่อหน่าย จึงยกเลิกประชุมเช้า โดยอ้างว่าตนเองป่วยบ้าง
ไทเฮาเสด็จมาเกลี้ยกล่อมหลายครั้ง ทั้งใช้ไม้อ่อนไม้แข็ง แต่ก็ไม่ได้ผลเท่าที่ควร
หลี่จิ่งหนานยังคงไม่ไปร่วมประชุมเช้า และไม่ไปหาหวาชิงเสวี่ยอีก อ่านฎีกา เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ปฏิบัติตนตามขนบธรรมเนียมอย่างเคร่งครัด จนไม่มีใครสามารถหาเื่เอาผิดได้
แต่สิ่งเหล่านี้ ฟู่ถิงเย่ไม่สนใจ
เพราะเขาพบว่า เขากับหวาชิงเสวี่ย...เหมือนกำลังทำาเย็นกันอยู่?
หลังจากที่ทะเลาะกันอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ฟู่ถิงเย่ก็ไม่ได้ไปหาหวาชิงเสวี่ยอีก เขาเก็บความโกรธไว้ในใจ คิดแค่ว่าจำเป็ต้องให้หวาชิงเสวี่ยรู้ว่าเขาสำคัญแค่ไหน!
เขาคิดว่าถ้าเขาหายหน้าไปสักสองสามวัน อย่างน้อยหวาชิงเสวี่ยก็ต้องถามสักคำสองคำบ้างกระมัง?
แต่ไม่มีอะไรเลย!
หวาชิงเสวี่ยกินข้าวตามปกติ นอนตามปกติ ถึงกับไม่เอ่ยชื่อของเขาแม้แต่ครั้งเดียว!
——————————————————————
[1]สตรีและคนชั้นต่ำนั้นเลี้ยงยาก(女子与小人难养也)เปรียบเปรยว่าสตรีและบุคคลที่ไร้คุณธรรมนั้นเข้าใจยาก ยากที่จะสนิทชิดเชื้อด้วยได้
