“องค์ชายสาม” หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แล้วค่อย ๆ ก้าวเท้าเข้าไปหาด้วยความคิดถึง ก่อนจ้าวซีเหรินจะหันใบหน้าหล่อเหลากลับมา ทั้งสองสบสายตากันครู่หนึ่ง ต่างฝ่ายต่างส่งยิ้มให้กันอย่างรู้ความหมาย
จ้าวซีเหรินก้าวเท้าเข้ามาหาเยว่ซิน ทอดสายตามองนางั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า ยังคงส่งยิ้มอ่อนโยนให้เหมือนเช่นเคย
“ไม่เจอหลายเดือน เ้าดูสดใสขึ้นมาก” เยว่ซินน้อมกายลงเคารพ แล้วยิ้มให้เขาด้วยสายตาบริสุทธิ์
“พระองค์สบายดีหรือไม่เพคะ สมุนไพรที่ปลูกไว้โตขึ้นมากแล้วหรือยัง แล้วสูตรยาที่คิดค้นขึ้นใหม่ ได้ทดลองใช้แล้วใช่หรือไม่เพคะ” นางถามด้วยแววตาเป็ประกาย เพราะอยากรู้สิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับตำหนักไผ่เขียว ที่ไม่มีโอกาสได้ย่างกายเข้าไปหลังจากพิธีแต่งตั้งพระสนมเสร็จสิ้น
“เื่ที่ตำหนักไผ่เขียว เ้าไม่ต้องห่วง ห่วงตัวเ้าจะดีกว่า ตั้งครรภ์อยู่ ต้องดูแลตัวเองให้มาก ข้าปรุงยาบำรุงครรภ์มาให้เ้าด้วย นำไปต้มกินวันละหนึ่งครั้ง จะทำให้ทารกในครรภ์แข็งแรง” เขาหยิบห่อยายื่นให้ แล้วกำชับด้วยความเป็ห่วง ก่อนเยว่ซินจะเอื้อมไปรับ แล้วน้ำตารื้นขึ้นมาด้วยความซาบซึ้งใจ
“ร้องไห้อีกแล้ว” จ้าวซีเหรินเอื้อมมาเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน เหมือนครั้งที่นางเสียใจเื่รัชทายาท แต่งตั้งพระชายาขึ้นดำรงตำแหน่ง ชายหนุ่มใช้หลังมือเช็ดน้ำตาที่ไหลรินของนางก่อนจะพูดขึ้น
“ข้าเห็นเ้าใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ข้าก็ดีใจ ในที่สุดเ้าก็ได้อยู่กับคนที่เ้ารัก จ้าวเฉินลู่เป็คนหยิ่งทะนง ไม่ชอบความพ่ายแพ้ การที่เ้าได้ขึ้นเป็พระสนมของเขา ข้ามั่นใจว่าไม่ใช่เื่บังเอิญ” เยว่ซินได้ยินดังนั้นจึงเอียงศีรษะเล็กน้อย
“การที่หม่อมฉันได้เป็พระสนมของรัชทายาท เป็ความ้าของฮองเฮาเพคะ” สิ้นเสียงของเยว่ซิน ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย แล้วเบี่ยงหน้าไปขึ้นมองดวงดาวบนท้องฟ้า
“เ้าคิดเช่นนั้นจริง ๆ รึ” เยว่ซินทบทวนแล้วพยักหน้ายอมรับ
“เพคะ รัชทายาทกำชับหม่อมฉันบ่อย ๆ ว่าการที่หม่อมฉันได้ขึ้นเป็พระสนมของเขานั้น เป็ความ้าของฮองเฮา มิใช่ความ้าของเขา แต่ถึงอย่างนั้น หม่อมฉันก็ได้รับการดูแลอย่างดีจากรัชทายาทเพคะ” องค์ชายสามได้ยินดังนั้น จึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"นิสัยของจ้าวเฉินลู่ ไม่ใช่เพียงแค่ความหยิ่งทะนง แต่เพราะความปากแข็ง จึงชอบทำเื่ง่ายให้เป็เื่ยากอยู่เสมอ เยว่ซิน...” เขาหยุดพูดแล้วหันกลับมายังหญิงสาวแสนงดงามดังเดิม พลันเอื้อมมาจับมือนางด้วยความหวังดี
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอให้เ้ารู้ไว้ ว่ารัชทายาทเขารักเ้ามากกว่าผู้ใด ข้ากับเขาแม้ไม่ลงรอยกัน แต่ข้าก็รู้นิสัยเขาเป็อย่างดี การครองคู่ไม่ใช่เื่ง่าย ต้องให้อภัยกันมาก ๆ แล้วชีวิตจะมีความสุข”
“พระองค์พูดเหมือนเคยมีความรัก” นางถามเขาพร้อมรอยยิ้ม ก่อนชายหนุ่มจะกุมมืออีกฝ่ายแน่น
“แล้วใครบอกว่าข้าไม่เคยมีความรัก” อีกฝ่ายขมวดคิ้วเล็กน้อย
“กับใครเหรอเพคะ เหตุใดหม่อมฉันไม่รู้” นางถามด้วยแววตาใสซื่อ ทว่าอีกฝ่ายนิ่งเงียบ จับจ้องมองใบหน้างดงามของนางโดยไม่ตอบอะไร
“เยว่ซิน หลังจากนี้ ข้ากับเ้า คงไม่มีโอกาสได้พบกันมากนัก แต่ขอให้เ้ารู้ไว้ เมื่อใดที่เ้ามีความทุกข์ ข้าจะอยู่เคียงข้างเ้าเสมอ ข้ายังเป็พี่ชายของเ้า และตำหนักไผ่เขียวยินดีต้อนรับเ้าตลอดเวลา ข้าจะเป็ความหวังดีให้เ้าเช่นนี้ตลอดไป” คำพูดอบอุ่นของจ้าวซีเหริน ทำให้เยว่ซินน้ำตารื้นขึ้น แล้วค่อย ๆ ก้าวเข้าไปโอบกอดเขา
“ขอบพระทัยเพคะ” น้ำเสียงสั่นเครือของนางทำให้เขายิ้ม แล้วยกมือลูบศีรษะนางด้วยความหวังดี ท่ามกลางสายลมพัดโชยมาปะทะกาย
หากแต่อีกซีกฝั่งหนึ่งของศาลาร้าง ร่างของรัชทายาทยืนมองทั้งสองคนโอบกอดกันด้วยสายตาสั่นไหว มือหนากำแน่นด้วยไฟแห่งความโกรธ ที่คุกรุ่นอยู่ในอก จนแทบะเิออกมา ก่อนร่างของพระชายาจะเดินเข้ามาแล้วน้อมกายลง
“หม่อมฉันอยากให้พระองค์ มาเห็นด้วยสายพระเนตรของตัวเองเพคะ ไม่รู้ว่าทั้งสองคนนัดพบกันเช่นนี้มากี่ครั้งแล้ว หม่อมฉันทนดูเหตุการณ์เช่นนี้มาแรมเดือน จนไม่อาจเก็บไว้เพียงผู้เดียวได้ จึงจำเป็ต้องบอกเื่นี้ให้พระองค์ทราบเพคะ” เขากำมือแน่นพร้อมหยดน้ำตาร่วงหล่น ก่อนชายหนุ่มจะรีบปัดน้ำตาออกจากใบหน้าหล่อเหลา แล้วหันตัวกลับตำหนักเฉียนกู่อย่างเงียบ ๆ
“พระองค์จะจัดการเื่นี้ อย่างไรเพคะ” สองเท้าของฟางเหลียนเดินตามแล้วเอ่ยถาม ก่อนเขาชะงักนิ่ง พยายามข่มน้ำเสียงสั่นเครือไว้ ไม่ให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาเ็ปมากเพียงใด
“นางต้องได้รับโทษอย่างสาสม” เขาตอบ พร้อมสายลมแห่งความหนาวเย็นพัดโชยมา รอยยิ้มมุมปากของพระชายาฟางเหลียนคลี่ออกเล็กน้อย นางทอดสายตามองร่างของรัชทายาทหายลับไปแล้วเอี้ยวตัวหันกลับไปมองทั้งสองที่ศาลาร้าง
“นับจากนี้ พวกเ้าสองคน คงได้อยู่ร่วมกันสมดังใจ” ฟางเหลียนพูดจบก็เบี่ยงตัวเดินจากไป
พระสนมเยว่ซิน เดินกลับเข้ามายังตำหนักเฉียนกู่ นางขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อเห็นห้องบรรทมของรัชทายาทมีแสงไฟส่องลอดออกมาให้เห็น
“เหตุใดยังไม่บรรทมเพคะ” นางเดินเข้ามาแล้วเอ่ยถามเขาพร้อมรอยยิ้ม ก่อนอีกฝ่ายจะกำมือแน่นจนสั่นระริก แล้วเงยหน้ามองหญิงที่เขารักพลันเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เ้าหายไปไหนมา”
