บทที่ 14 กลิ่นอายแห่งการบำเพ็ญเซียน
ในชั่วพริบตาเดียว ชายชราผมขาวถีบเท้าขวาลงกับพื้นอย่างแรง ลมปราณสายในะเิออก สะบัดข้อมือให้หลุดจากการเกาะกุมของหลี่ซื่อเฟิงอย่างสุดกำลัง ร่างกายของเขาถอยกรูดไปด้านหลัง ทว่าถึงกระนั้น มีดสั้นของหลี่ซื่อเฟิงก็ยังคงแทงทะลุหน้าอกของเขาจนโลหิตสาดกระจายขึ้นสู่เวหา
ชายชราผมขาวถอยกรูดไปนับสิบก้าวจึงทรงตัวอยู่ได้ เขาก้มมองหน้าอกตนเองแล้วใช้มือขวาลูบดู พบว่าแผลไม่ลึกนักจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ครั้นเมื่อเขามองดูมือขวาของตนเอง พบว่าแขนเสื้อถูกฉีกขาดจนรุ่งริ่ง บนข้อมือปรากฏรอยโลหิตสามสาย สิ่งนี้ทำให้เขาใจหายวาบ แววตาที่มองไปยังหลี่ซื่อเฟิงเต็มไปด้วยความตระหนกขวัญ
เ้าเด็กนี่มีพละกำลังมหาศาลนัก! ทั้งยังลงมือได้ว่องไวเหลือเชื่อ!
ส่วนเจียงเหนียนนั้นยืนตะลึงค้างไปเสียแล้ว ต่อให้ใบหน้าจะเปื้อนฝุ่นเพียงใดเขาก็คร้านจะใส่ใจ
เขาเห็นอะไรกัน? ท่านปู่ตู้ผู้ซึ่งเขามั่นใจว่าวรยุทธสูงส่งที่สุด กลับถูกเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเขาทำร้ายจนาเ็อย่างนั้นรึ?
เมื่อครู่เขามองเห็นชัดเจน หลี่ซื่อเฟิงมิได้ลอบจู่โจม ท่านปู่ตู้เป็ฝ่ายลงมือก่อน ทว่าหลี่ซื่อเฟิงกลับเคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่า
ชายชราผมขวานามว่า ตู้เสวียนเฟิง สูดลมหายใจเข้าลึก จ้องมองหลี่ซื่อเฟิงพลางกล่าวเสียงเข้ม “ฝีมือไม่เลว เ้าสืบทอดวิชามาจากผู้ใด?”
หลี่ซื่อเฟิงกัดฟันกล่าว “รีบไสหัวลงเขาไปซะ อย่าบีบให้ข้าต้องฆ่าพวกเ้า!”
แม้เขาจะเคยเลื่อมใสในท่วงท่าการสังหารศัตรูของเจียงจ้าวเซี่ย ทว่าเมื่อถึงคราวต้องลงมือเองจริงๆ ในใจเขากลับเต็มไปด้วยความประหม่า
ยามปกติเขาหาใช่คนมักใหญ่ใฝ่ฆ่า ทว่าหากเป็เื่ที่กระทบต่อสำนักชิงเซียว จิตสังหารในใจเขาก็มิอาจสะกดกลั้นได้อีก
เจียงจ้าวเซี่ยคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนัก หากเขาจากไปแล้วนิกายเจ็ดบรรพตหรือนิกายชิงยกทัพมาบุกสำนักชิงเซียว ทุกอย่างก็คงถึงกาลพินาศ
ตู้เสวียนเฟิงได้ยินคำขู่ของเด็กหนุ่มก็อดมิได้ที่จะหัวเราะออกมา เป็รอยยิ้มที่เย็นเยียบและแฝงไปด้วยจิตสังหาร เขาเริ่มเดินลมปราณจนชายเสื้อและเส้นผมปลิวไสว รัศมีรอบกายแปรเปลี่ยนเป็น่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น
“ตาเฒ่าคนนี้โลดแล่นในยุทธภพมานานปี คำพูดเช่นนี้ได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วน ทว่ายังมิเคยมีใครทำได้จริงเสียที!”
ตู้เสวียนเฟิงเปลี่ยนคำเรียกขานตนเองเป็ ‘ตาเฒ่า’ ใบหน้าของเขากลับดูทรงอำนาจและกดดัน ผิดกับชายชราใจดีเมื่อครู่ราวกับเป็คนละคน
หลี่ซื่อเฟิงรู้สึกหวาดกลัว ทว่าทันทีที่เขาชักนำ ‘ปราณิญญา’ ภายในร่าง ความขลาดเขลาก็มลายหายไปสิ้น กลายเป็ความดุดันเหี้ยมเกรียมเข้ามาแทนที่
หากตู้เสวียนเฟิงเปรียบดั่งพยัคฆ์ชราที่กราดเกี้ยว หลี่ซื่อเฟิงก็เปรียบดั่งหมาป่าโดดเดี่ยวที่โเี้และดุดัน เมื่อทั้งสองประจันหน้ากัน รัศมีที่แผ่ออกมาทำเอาเจียงเหนียนต้องถอยกรูดไปหลายก้าวด้วยความหวาดกลัว
“ซื่อเฟิง เ้ากำลังทำอะไรอยู่?”
เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา ทำให้หลี่ซื่อเฟิงสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เขาฉายแววตื่นตระหนกหันกลับไปมอง
เห็นเจียงจ้าวเซี่ยยืนอยู่บนกิ่งไม้เล็กจ้อยของต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล กิ่งไม้นั้นพริ้วไหวไปมา ทว่าเขากลับยืนได้อย่างมั่นคงในชุดผ้าป่านขาดรุ่งริ่ง ดูแล้วให้ความรู้สึกประดุจผู้อยู่เหนือโลกหล้า
เจียงจ้าวเซี่ยใบหน้าเรียบเฉย สายตามิได้มองที่หลี่ซื่อเฟิง ทว่ากลับจ้องเขม็งไปที่ตู้เสวียนเฟิง
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ทันทีที่ถูกเจียงจ้าวเซี่ยจ้องมอง ตู้เสวียนเฟิงกลับรู้สึกขวัญเสียขึ้นมาอย่างประหลาด
เขาตรากตรำในยุทธภพมานานปี คนที่สามารถทำให้เขารู้สึกขวัญผวาได้เพียงแค่ถูกจ้องมองนั้น ล้วนแต่เป็ยอดฝีมือที่ชื่อเสียงสะท้านโลกทั้งสิ้น ทว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ดูเยาว์วัยนัก สิ่งนี้ทำให้เขาประหลาดใจยิ่ง
สำนักชิงเซียวไปเอาอัจฉริยะที่หาได้ยากมาถึงสองคนั้แ่เมื่อไหร่กัน? ช่างเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
หลี่ซื่อเฟิงทำให้เขารู้สึกถึงอันตราย ทว่าเด็กหนุ่มที่มาใหม่นี้กลับทำให้เขารู้สึกว่า ‘มิอาจต่อกรได้’
สัญชาตญาณบอกเขาว่า หากเขาลงมือ เขาจะต้องตายอย่างอนาถแน่นอน
“ศิษย์พี่สาม... ข้า...” เมื่อเห็นว่าความลับแตกแล้ว หลี่ซื่อเฟิงจึงได้แต่ยอมจำนน
ศิษย์พี่สามรึ?
ตู้เสวียนเฟิงถามด้วยความตกตะลึง “เ้าคือ... เจียงจ้าวเซี่ยอย่างนั้นรึ?”
“ท่านพี่!”
เจียงเหนียนร้องเรียกด้วยความยินดี ท่วงท่าอันองอาจของเจียงจ้าวเซี่ยทำให้เขารู้สึกเลื่อมใส พี่ชายของเขาเก่งกาจยิ่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้เสียอีก
ทว่าเจียงจ้าวเซี่ยหาได้สนใจคำเรียกขานนั้นไม่ เขายังคงจ้องตู้เสวียนเฟิงเขม็งพลางเอ่ยว่า “ซื่อเฟิง ข้าถามเ้าอยู่นะ คำพูดของศิษย์พี่สามไม่มีน้ำหนักแล้วรึไง?”
หลี่ซื่อเฟิงตัวสั่นเทาด้วยความกลัวลนลาน รีบละล่ำละลักเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ออกมาทันที
พินาศแล้ว! ศิษย์พี่สามต้องตีน่วมแน่ๆ!
หลี่ซื่อเฟิงคร่ำครวญในใจ การลงมือกับครอบครัวของศิษย์พี่สามมิใช่เื่ล้อเล่นเลย
ทว่าเมื่อฟังจบ สีหน้าของเจียงจ้าวเซี่ยยังคงนิ่งสนิท เขาแค่นเสียงเย็นว่า “เ้าทำได้ดี ทว่ายังดีไม่พอ... เ้าควรจะฆ่าพวกมันทิ้งเสียแต่แรก”
สิ้นคำกล่าวนี้ อย่าว่าแต่ตู้เสวียนเฟิงและเจียงเหนียนที่ตกตะลึงเลย แม้แต่หลี่ซื่อเฟิงเองก็นึกไม่ถึง
“แต่... แต่พวกเขามาตามหาท่านนะ เด็กคนนั้นยังเป็น้องชายท่านอีก...” หลี่ซื่อเฟิงกลืนน้ำลายอึกใหญ่พลางเอ่ยแทรกอย่างระมัดระวัง
เจียงจ้าวเซี่ยกล่าวเสียงเรียบ “น้องชายของข้ามีเพียงเ้ากับหมานเอ๋อร์เท่านั้น”
หลี่ซื่อเฟิงนิ่งเงียบไป ในใจเขารู้สึกตื้นตันยิ่งนัก ทว่าก็แฝงไปด้วยความเศร้าสร้อยบางอย่างที่ไม่อาจอธิบายได้ ตัวเขาที่ยังเยาว์วัยนักย่อมแยกแยะไม่ออกว่าเหตุใดจึงรู้สึกเช่นนั้น
ตู้เสวียนเฟิงรีบเอ่ยปากทันที “เจียงจ้าวเซี่ย เื่ในตอนนั้นมิใช่เป็อย่างที่เ้าคิดนะ ท่านพ่อของเ้าฝากเ้าไว้กับหลินสวิ่นเฟิงก็นับว่าเป็เื่สุดวิสัยจริงๆ”
เจียงจ้าวเซี่ยกล่าวเสียงเย็น “ข้าไม่อยากรู้ว่าเขาคิดอย่างไร ข้าเชื่อเพียงสิ่งที่ข้าเห็นและสิ่งที่ข้าจดจำได้เท่านั้น”
เขาชักกระบี่ออกจากเอว ชี้ตรงไปที่ตู้เสวียนเฟิงพลางกล่าวต่อ “ข้าจะให้โอกาสเ้าเป็ครั้งสุดท้าย”
สีหน้าของตู้เสวียนเฟิงแปรเปลี่ยนเป็ย่ำแย่ ได้แต่กัดฟันกล่าวว่า “คุณชาย... พวกเรากลับกันเถอะ!”
เจียงเหนียนรีบวิ่งตามหลังเขาไป ทั้งคู่นายบ่าวรีบเร่งจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก
เจียงจ้าวเซี่ยเก็บกระบี่ ทะยานร่างลงมาจากต้นไม้ ท่วงท่าแ่เบาพลิ้วไหวดุจขนนกมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลี่ซื่อเฟิง หลี่ซื่อเฟิงสังเกตเห็นว่ายามที่เขาร่อนลงมา มีกระแสลมหมุนวนรอบกาย
“วิชาวายุกัมปนาท?” หลี่ซื่อเฟิงถามอย่างสงสัย
เจียงจ้าวเซี่ยยกมือเขกหัวเขาไปทีหนึ่งพลางดุว่า “ตบะของเ้ายังอ่อนด้อย ร่างกายก็ยังไม่โตเต็มที่ วันหน้าหากพบศัตรูที่แข็งแกร่ง จงลงมือปลิดชีพในคราเดียว อย่าได้ยืดเยื้อ”
หลี่ซื่อเฟิงลูบหัวปรกๆ พลางถามอย่างฉงน “ศิษย์พี่สาม... ท่านอยากให้ข้าฆ่าพวกเขาจริงๆ รึ?”
ศิษย์พี่สามช่างเหี้ยมเกรียมนัก!
หลี่ซื่อเฟิงเริ่มบังเกิดความเลื่อมใสในตัวเจียงจ้าวเซี่ยขึ้นมาเป็ครั้งแรก เขาตั้งใจว่าตนเองก็จะต้องกลายเป็คนเช่นนี้ให้ได้
“ย่อมต้องเป็เช่นนั้น”
เจียงจ้าวเซี่ยหมุนตัวเดินจากไป หลี่ซื่อเฟิงรีบวิ่งตามไปติดๆ
จากระยะไกล เจียงเหนียนที่ถูกตู้เสวียนเฟิงกึ่งลากกึ่งจูงลงเขาหันกลับมามอง เขาพลันรู้สึกว่าเจียงจ้าวเซี่ยและหลี่ซื่อเฟิงนั้นดูราวกับเป็พี่น้องคลานตามกันมามากกว่าเสียอีก แสงแดดจัดจ้าลอดผ่านหมู่ไม้ ร่างของทั้งสองเลือนหายไปจากสายตาของเขาในไม่ช้า
...
ภายในลานเรือน หลี่ชิงชิวกำลังตวัดพู่กันเขียนอักษรอยู่บนโต๊ะ หลีตงเยว่ยืนอยู่ด้านข้าง คอยโบกพัดขับไล่ความร้อนให้เขา แม้ใบหน้าของนางจะเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อทว่ากลับไม่แสดงท่าทีเหนื่อยล้า สายตามิได้ละไปจากเขาแม้เพียงวินาทีเดียว
สายตาของหลี่ชิงชิวเหลือบเห็นเจียงจ้าวเซี่ยและพวกเดินกลับมา ทว่าเขามิได้ใส่ใจนัก เขากำลังวุ่นอยู่กับการคัดลอก ‘คัมภีร์หุ่นหยวน’
เจียงจ้าวเซี่ยเดินตรงเข้ามาหาเขาแล้วเล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้ฟัง
เมื่อฟังจบ หลี่ชิงชิวก็ถลึงตาใส่หลี่ซื่อเฟิงพลางดุว่า “เอาเถอะ เ้าหนูนี่ช่างขวัญกล้านักนะ ถึงขั้นกล้าลงมือก่อนจะรายงานข้าเสียอีก!”
หลีตงเยว่เองก็มองหลี่ซื่อเฟิงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป นึกไม่ถึงว่าศิษย์น้องเล็กจะเด็ดขาดขนาดนี้ ปกติมองไม่ออกเลยจริงๆ
หลี่ซื่อเฟิงกล่าวอย่างน้อยใจว่า “ข้ากลัวศิษย์พี่สามจะหนีตามพวกเขาไปนี่นา”
เจียงจ้าวเซี่ยแค่นเสียง “เื่ในตอนนั้นไม่มีคำว่าเข้าใจผิด บิดาของข้าเพื่อที่จะแต่งงานกับบุตรสาวขุนนางผู้มีอำนาจ ถึงขั้นบีบคั้นท่านแม่ของข้าจนตาย ทั้งยังคิดจะทอดทิ้งข้า หากมิใช่เพราะท่านอาจารย์ปรากฏตัวได้ทันท่วงที ข้าคงถูกศิษย์ของเขา ‘จัดการ’ ไปนานแล้ว ข้าไม่มีวันกลับไปเด็ดขาด ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านวางใจเถอะ ข้าจะคอยสนับสนุนท่านตลอดไป”
ตระกูลเจียงนับว่าเป็ตระกูลผู้ฝึกยุทธ ทว่าก็เหมือนกับหลายๆ สำนักในยุทธภพที่้าจะ ‘ฟอกตัว’ เข้าสู่เส้นทางขุนนาง
ยามที่หลินสวิ่นเฟิงพาเจียงจ้าวเซี่ยขึ้นมาบนเขาใหม่ๆ หลี่ชิงชิวเคยแอบได้ยินหลินสวิ่นเฟิงคุยเื่นี้กับสหายร่วมทาง ซึ่งความจริงก็เป็ไปตามที่เจียงจ้าวเซี่ยกล่าวไว้ทุกประการ
หลี่ชิงชิวพยักหน้ารับรู้ แล้วหันไปถลึงตาใส่หลี่ซื่อเฟิงอีกครา “จำไว้ ไม่ว่าเื่ใด ต้องมาถามข้าก่อน ไม่ว่าข้าจะสนับสนุนให้ทำหรือไม่ เ้าก็ต้องให้ข้ารู้เสียก่อน ข้าคือเ้าสำนักชิงเซียว มิใช่เพียงศิษย์พี่ใหญ่ของเ้าเท่านั้น”
เ้าหนูซื่อเฟิงเริ่มสำแดงลิขิตชะตาออกมาแล้ว วันหน้าต้องจับตาดูให้ดี
หลี่ชิงชิวมิได้กลัวว่าหลี่ซื่อเฟิงจะทรยศ เพราะค่าความภักดีนั้นเห็นชัดอยู่ ทว่าเขากลัวหลี่ซื่อเฟิงจะ ‘หวังดีจนเกิดเื่’ แล้วเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงภัย
เขาไม่เพียงแต่้าบำเพ็ญเซียน ทว่ายัง้านำพาเหล่าศิษย์น้องบำเพ็ญเซียนไปด้วยกัน จะขาดใครไปแม้แต่คนเดียวไม่ได้
ศิษย์น้องเหล่านี้ล้วนแต่เติบโตมาจากการเลี้ยงดูของเขา เขาเคยเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ทุกคน กล่อมทุกคนเข้านอน ในใจของเขาคนเหล่านี้คือครอบครัวที่แท้จริง
“ข้าทราบแล้วขอรับ” หลี่ซื่อเฟิงพึมพำตอบพลางทำปากยื่น ยามอยู่ต่อหน้าศิษย์พี่ศิษย์เ้านางดูราวกับลูกแมวที่เชื่องเชื่อ ไร้ซึ่งพิษสง
“ไปเล่นซะไป”
หลี่ชิงชิวโบกมือไล่ ตอนนี้เขามองหน้าหลี่ซื่อเฟิงแล้วรู้สึกหงุดหงิด เกรงว่าจะอดใจไม่ไหวจนต้องลงมือสั่งสอนจริงๆ
หลี่ซื่อเฟิงเองก็ััได้ว่าศิษย์พี่ใหญ่โกรธจริง จึงรีบหมุนตัววิ่งแน่บไปทันที
เจียงจ้าวเซี่ยมองหลี่ชิงชิวพลางขมวดคิ้ว “ศิษย์พี่ ตระกูลเจียงมาหาถึงที่เช่นนี้ ข้าว่าพวกมันมิได้มุ่งเป้ามาที่ข้าเพียงอย่างเดียว ทว่ายังมุ่งเป้ามาที่สำนักชิงเซียวด้วย”
สำนักชิงเซียวแม้จะเล็ก ทว่าอาณาเขตนั้นกว้างขวางเกินไป ย่อมเป็ที่หมายปองของผู้อื่นได้ง่าย
“อืม ข้าเข้าใจแล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ทหารมาขุนพลต้าน น้ำมาดินถม”
หลี่ชิงชิวพยักหน้า ก่อนจะเปลี่ยนประเด็นว่า “พรุ่งนี้เ้าพาหวงซานและอวี๋หลินลงเขาไป ไปที่เมืองที่ใกล้ที่สุดเพื่อซื้อผ้าพับมา แล้วก็จ้างช่างเย็บผ้าขึ้นมาบนเขาด้วยสักคน ข้าตั้งใจจะทำชุดประจำสำนัก ให้แก่ทุกคน อย่าได้ตระหนี่เื่เงินทองล่ะ”
ทุกคนในสำนักชิงเซียวต่างสวมใส่เพียงเสื้อผ้าเก่าๆ ดูไม่เหมือนศิษย์สำนักยุทธเลยสักนิด ดูเหมือนชาวไร่ชาวนาเสียมากกว่า
เจียงจ้าวเซี่ยพยักหน้าตอบ “ข้าจะลองดูด้วยว่ามีช่องทางหาเงินทางอื่นอีกหรือไม่”
“ดูแลเด็กสองคนนั้นให้ดี ให้พวกเขาได้ฝึกฝนบ้างตามสมควร ทว่าห้ามให้แข้งขาขาดกลับมาล่ะ” หลี่ชิงชิวกำชับ
หวงซานและอวี๋หลินคือศิษย์รุ่นสองที่มีอายุมากที่สุดสองคน หลี่ชิงชิวให้ความสำคัญกับอนาคตของพวกเขามาก จึงอยากจะเริ่มฝึกฝนให้ไว
“ข้าจะจัดการอย่างรอบคอบ”
เจียงจ้าวเซี่ยกล่าวจบก็หมุนตัวจากไป
หลี่ชิงชิวหันมามองหลีตงเยว่แล้วกล่าวว่า “เ้าไปพักเถอะ ศิษย์พี่ไม่ได้ร้อนขนาดนั้น”
หลีตงเยว่ยิ้มตอบ “ข้าไม่เหนื่อยหรอกขอรับศิษย์พี่ ชุดประจำสำนักนี่เหมือนกันหมดเลยรึเปล่าขอรับ ชุดของศิษย์ชายกับศิษย์หญิงจะมีข้อแตกต่างกันบ้างไหม?”
ในขณะที่พูด หยาดเหงื่อเม็ดโตไหลอาบแก้มของนางจนเส้นผมติดอยู่ข้างแก้ม
หลี่ชิงชิวรู้สึกจนใจกับนาง ได้แต่ปล่อยให้นางทำต่อไป เขาตอบว่า “ย่อมต้องมีความแตกต่างบ้าง ทว่าโดยภาพรวมแล้วต้องทำให้คนภายนอกมองเห็นแล้วรู้ทันทีว่ามาจากสำนักเดียวกัน”
“นั่นก็วิเศษไปเลยขอรับศิษย์พี่ พรุ่งนี้ศิษย์พี่รองตั้งใจจะพาข้าไปที่หมู่บ้านเพื่อแลกเมล็ดพันธุ์ข้าว ข้าอยากพาสื่อจิ่นกับหนิงเอ๋อร์ไปด้วย ได้หรือไม่ขอรับ?”
“ได้สิ หากมีงานหนักก็ให้ยวี่ชุนทำไป พวกเ้าก็แค่ช่วยถือของเล็กๆ น้อยๆ ก็พอ”
“อื้มๆ ข้าจำไว้แล้วขอรับ”
ทั้งสองสนทนากันไปเรื่อยเปื่อย แสงแดดสาดส่องทอดเงาของทั้งคู่ให้ยาวเหยียดออกไป
ตะวันลับขอบฟ้า จันทร์เสวยฟ้า วันใหม่ย่างกรายมาเยือน
เมื่อจางยวี่ชุนและเจียงจ้าวเซี่ยต่างแยกย้ายกันพาทีมลงเขาไป สำนักชิงเซียวจึงดูเงียบเหงาลงไปถนัดตา
หลี่ชิงชิวมิได้ไปที่ทะเลสาบิญญาใต้พิภพ เขาจำเป็ต้องอยู่เฝ้าสำนักเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
ยามเที่ยงวัน หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ หลี่ชิงชิวเดินมาหยุดที่หน้าประตูสำนักเพียงลำพัง เตรียมจะนั่งสมาธิฝึกวิชา และรอคอยการกลับมาของพวกจางยวี่ชุนไปในตัว
สายลมโชยมา พัดพาปอยผมที่ขมับของเขาให้ปลิวไสว จิตใจของหลี่ชิงชิวพลันเข้าสู่ความสงบเยือกเย็น บัดนี้... เขาเริ่มััได้ถึง ‘กลิ่นอายแห่งการบำเพ็ญเซียน’ แล้ว
สงบเงียบ อิสระ ไร้ซึ่งกังวลในดวงใจ
