เล่มที่ 6 บทที่ 159 ผู้บำเพ็ญหนุ่ม
“คิดไม่ถึงว่าครั้งนี้คนที่มาด้วยจะเป็ศิษย์พี่ซี…” ซูจิ้งเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ไม่ใช่แค่ซูจิ้งคนเดียว
แต่ทั่วทั้งสำนักกระบี่หลีซาน ั้แ่สายนอกยันสายใน ต่างก็รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เจอผู้บำเพ็ญหนุ่มวัยเยาว์อายุสิบห้าถึงสิบหกปีที่ชื่อหวงซี ผู้ได้รับฉายาว่าเซียนกระบี่กลับชาติ
หวงซีเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญั้แ่อายุสามปี พออายุได้แปดปีก็เริ่มฝึกกระบี่ กระทั่งอายุสิบห้าปีก็บรรลุขั้นมิ่งหุน แถมยังสามารถสะบั้นเคราะห์อัสนีเก้าสายได้อีกด้วย
แต่หลังจากนั้นกลับไม่เคยฝ่าเคราะห์ได้อีกเลย เอาแต่กอดกระบี่อยู่ใต้ผาล้างกระบี่นานถึงยี่สิบปี หลังจากออกมา ใบหน้าก็ไม่มีความแก่ชราลงแม้แต่น้อย แถมยังเอาชนะทุกคนในงานประลองศิษย์สายตรงได้โดยไม่ต้องชักกระบี่เลยด้วยซ้ำ
แถมวันที่ได้เลื่อนเป็ศิษย์สายตรงเขายังสามารถฝ่าเคราะห์มิ่งหุนถึงห้าด่านรวด พุ่งทะยานไปถึงขั้นมิ่งหุนเต็มตัวได้ภายในคืนเดียว แม้แต่ศิษย์สายในอีกเก้าคนยังนับถือ ยอมยกให้หวงซีเป็ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักกระบี่หลีซาน และเื่ทั้งหมดนี้ก็คือตำนานของหวงซีคนนี้…
เวลานี้ที่ทะเลอูไห่ได้มีอัจฉริยะมากมายกำเนิดขึ้น แม้แต่สำนักเชียนซานที่ตกต่ำ ก็ยังมีหวังจิ่งที่มีพร์ล้ำเลิศ สำนักโยวิก็มีอ๋องมารน้อยจงหยางที่ลือกันว่าภายในสามร้อยปีข้างหน้า เขาจะต้องเป็ยอดอัจฉริยะที่สามารถบรรลุขั้นฟ่าเซี่ยงได้เป็แน่
ไม่ว่าจะเป็จงหยางหรือหวังจิ่ง ก็ไม่มีใครกล้าแทนตัวเองว่าเป็ที่หนึ่งในหมู่คนรุ่นหลังแห่งทะเลอูไห่ เพราะทั้งคู่รู้ดีว่ายังมีคนที่เก่งกว่าอย่างหวงซีผู้นี้อยู่
หวงซีเหล่มองซูจิ้งด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
“แค่กระบี่ยังถือไม่มั่นคง ไม่ได้เื่เสียจริงๆ”
“ข้าผิดไปแล้ว ศิษย์พี่สั่งสอนได้ถูกต้องไม่มีที่ติ…” หลังจากถูกหวงซีตักเตือน ซูจิ้งนอกจากจะไม่อารมณ์เสียแล้ว กลับยังตื่นเต้นในความสามารถของหวงซีด้วยซ้ำ หากเจียงหลีเห็นภาพนี้เข้าละก็ จะต้องหาว่าซูจิ้งเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ…
ระหว่างที่คุยกัน ซูจิ้งและหวงซีก็เดินทางมาถึงหุบเขาแห่งหนึ่ง ใจกลางของหุบเขามีไอปีศาจเข้มข้นเสมือนหมอกหนาทึบ ให้ความรู้สึกหม่นหมองเป็อย่างมาก หวงซีเห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแน่นทันที
“เอาล่ะ เ้าไปเถอะ”
“ข้าจะรีบไปรีบมา ศิษย์พี่โปรดรอสักครู่” พูดจบซูจิ้งก็กระแอมแ่เบาก่อนจะโคจรพลังเพื่อปล่อยกระบี่ที่เป็อาวุธคู่กายออกมาก ทันใดนั้นก็มีลำแสงส่องสว่างปรากฏออกมา จากนั้นทั้งซูจิ้งและลำแสงกระบี่สายนั้นก็หายวับเข้าไปในกลุ่มหมอกดำด้วยกัน…
ไม่นานก็มีเสียงคำรามดังลั่นมาจากใจกลางหุบเขา
“เ้าพวกหนอนน่ารังเกียจบังอาจมาที่นี่อีกแล้วหรือ!”
ไอปีศาจสายหนึ่งพวยพุ่งรุนแรง ส่วนลำแสงกระบี่ก็สาดส่องไปทั่วทั้งบริเวณ…
ผ่านไปแค่อึดใจเดียว ซูจิ้งก็เหาะกระบี่กลับมา ด้านหลังของเขายังมีปีศาจซึ่งมีกรงเล็บขนาดมหึมาทั้งสองข้างไล่ตามมาติดๆอีกด้วย บัดนี้บนตัวปีศาจปรากฏเป็รอยแผลลึกแทบเห็นกระดูกที่เกิดจากคมกระบี่ แต่มันกลับดูไม่มีอาการอ่อนแรงแม้แต่น้อย
หลังจากซูจิ้งลอยตัวถึงพื้นดิน เขาก็สะบั้นกระบี่ออกไปอีกนับสิบครั้ง จึงสามารถตีร่นให้ปีศาจล่าถอยกลับไปได้ สภาพของซูจิ้งในตอนนี้จึงดูน่าอนาถไม่น้อย พอหันกลับมาเห็นสีหน้าไม่พอใจของหวงซีก็รู้สึกเสียหน้าทันที จึงรีบเร่งโคจรพลังจนถึงระดับสูงสุด ทันใดนั้นทั่วทั้งร่างก็เต็มไปด้วยกลิ่นอายกระบี่เข้มข้นราวกับจะสังหารปีศาจตนนั้นให้ได้
ขณะที่กำลังจะพุ่งตัวไล่ตามไป หวงซีก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเหมือนเด็กๆ
“อารมณ์แปรปรวนเช่นนี้ ตามไปก็เท่ากับไปตายเท่านั้น”
ซูจิ้งได้ยินเช่นนั้นก็ใจหายวาบ เพราะรู้ว่าตนเองได้ทำผิดมหันต์ลงไป จากการถูกปีศาจจู่โจมจนาเ็จึงโมโหจนขาดสติ เมื่อได้ยินคำพูดของหวงซีเขาก็สงบสติลงทันที ก่อนจะยกมือโค้งคารวะขอบคุณ
“ขอบคุณศิษย์พี่ซีที่กล่าวเตือน”
หนึ่งชั่วยามผ่านไป ซูจิ้งก็เหาะกระบี่ออกมาจากกลุ่มหมอกไอปีศาจเข้มข้น ทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยาแ แทบจะเรียกได้ว่าเืโซมกายแทนเหงื่อเลยทีเดียว ในมือก็กำลูกแก้วปีศาจที่นอกจากจะมีกลิ่นอายกระบี่เข้มข้นแล้ว ก็ยังมีเศษเสี้ยวจิติญญาของปีศาจหลงเหลืออีกด้วย แม้จะถูกซูจิ้งกุมเอาไว้ แต่เศษเสี้ยวจิติญญานั้นก็ยังคงะโโวยวายอย่างเกรี้ยวกราดออกมาไม่หยุด
“ข้ากำลังกินคนอยู่ดีๆ พวกเ้ามายุ่งอะไรด้วย ไม่ได้กินศิษย์สำนักกระบี่หลีซานเสียหน่อย!”
“สงสัยเ้าคงจะลืมไปแล้วว่าจากหุบเขาอีกาไปอีกสามร้อยลี้ ก็เป็ถิ่นของสำนักกระบี่หลีซานแล้ว” พูดจบหวงซีก็แค่นหัวเราะเ็าออกมา ก่อนจะมีลำแสงกระบี่สายหนึ่งสว่างวาบขึ้น
จากนั้นเศษเสี้ยวจิติญญาที่หลงเหลือก็แตกสลายไปทันที
“หลังจากกลับไปแล้ว อย่าลืมฟังเสียงอสูรร่ำไห่ที่ถ้ำเชียนหุนสักหนึ่งเดือนล่ะ หากไม่สามารถสงบใจได้ ก็ไม่ต้องออกมา” หลังจากจัดการเศษเสี้ยวจิติญญาปีศาจที่หลงเหลือแล้ว หวงซีก็มองศิษย์น้องตนเองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ทราบแล้ว”
“จริงสิ ครั้งที่แล้วเ้าบอกว่าที่ร้านหลอมกระบี่ทางเหนือมีผู้บำเพ็ญหนุ่มคนหนึ่งที่เอาชนะชื่อิของอันจื่อเจี๋ยได้ในกระบวนท่าเดียวใช่ไหม รู้หรือไม่ว่าคนผู้นั้นใช้กระบี่อะไร?”
“ใช้กระบี่อะไรงั้นหรือ?” ซูจิ้งครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างไม่มั่นใจ
“ดูเหมือนจะเป็ปราณกระบี่ ที่ดูคล้ายแสงอาทิตย์ ทั้งเจิดจ้าแล้วก็ร้อนแรง เพียงแวบเดียวก็สะบั้นหัวชื่อิจนขาด ศิษย์พี่ถามเช่นนี้ หรืออยากจะประลองกับคนผู้นั้น?”
“ปราณกระบี่นั่นน่าสนใจทีเดียว ข้าอยากไปดูหน่อย จริงสิ คนผู้นั้นชื่ออะไร เป็ศิษย์สำนักไหนงั้นหรือ?”
“เหมือนว่าจะชื่อหลินเฟย มาจากสำนักเวิ่นเจี้ยน ข้ายังได้ยินมาอีกว่ากระบี่ที่หลินเฟยขายในครั้งก่อนนั้น เขายังขายให้สำนักเชียนซานกับสำนักโยวิอีกด้วย เรียกได้ว่าเหยียบเรือสามแคมจริงๆ กล้าหลอกได้แม้กระทั่งสามสำนักใหญ่ ศิษย์พี่ซีจะต้องสั่งสอนคนผู้นั้นให้หนัก…”
“สำนักเวิ่นเจี้ยนหรือ?” หวงซีได้ยินดังนั้นก็หยุดชะงักลง ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา
“ข้าแค่จะไปดูปราณกระบี่เฉยๆ ไม่ต้องสั่งสอนอะไรหรอก เพราะถึงอย่างนั้นสิ่งที่ผู้าุโทั้งสาม้าก็มีเพียงเคล็ดลับการหลอมเท่านั้น จะเหยียบเรือกี่แคมก็เื่ของเขา หากเื่นี้แพร่กระจายออกไป สำนักกระบี่หลีซานเองนั่นแหละที่จะขายหน้าเปล่าๆ…”
ขณะที่พูด คิ้วของหวงซีก็ขมวดแน่น สายตาของเขาก็เอาแต่จดจ้องไปยังไอปีศาจที่กำลังสลายไป หลังจากจ้องอยู่ชั่วครู่ เขาก็เผยรอยยิ้มออกมา
“เอาล่ะ เรากลับกันเถอะ”
จากนั้นทั้งคู่ก็เดินทางออกจากหุบเขาอีกา
ประมาณหนึ่งเค่อถัดมา หลังจากที่ไอปีศาจสลายไปจนหมด ก็มีเงาสายหนึ่งปรากฏขึ้น ในตอนแรกยังเลือนรางอยู่แท้ๆ ทว่าไม่นานก็ค่อยๆรวมตัวจนกลายเป็อสุรกายสีดำตนหนึ่ง แต่ที่น่าประหลาดก็คือมันไม่มีกลิ่นไอมารปีศาจแม้แต่น้อย…
จนกระทั่งอสุรกายสีดำตอนนี้ออกจากหุบเขาอีกาไปแล้ว ไออสูรเข้มข้นจึงแพร่กระจายออกมา และไออสูรนี้ก็มีเข้มข้นเกือบเท่าไออสูรของอสุรกายกุ่ยหวังก็ว่าได้…
“มนุษย์ผู้นั้นน่าสนใจเลยทีเดียว ถึงขนาดรับรู้ตัวตนของข้าจากไอปีศาจที่หลงเหลือได้…” ระหว่างที่อสุรกายสีดำก็ค่อยๆเดินลงจากหุบเขาอีกา ท่ามกลางูเาสลับซับซ้อน ก็มีเสียงหัวเราะอันน่าสะพรึงกลัวดังขึ้น
“ปราณกระบี่ของหลินเฟยอย่างนั้นหรือ หึหึ…ที่แท้หลังจากสังหารอสรพิษเกล็ดหินแล้ว ก็หลบอยู่ที่เมืองวั่งไห่นี่เอง…”
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
