หลงเทียนโม่มองไปที่หานอวิ๋นซีอย่างเหลือเชื่อ นี่เป็ครั้งที่สองที่เขาเห็นนางอย่างใกล้ชิด ครั้งแรกคือตอนที่นางรักษาโรคประหลาดของเขาและช่วยชีวิตเขาไว้
ความรู้สึกครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่แล้วอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าเขาจะเพิกเฉยต่อมันครั้งแล้วครั้งเล่า สุดท้ายแล้วก็ยังโกหกตัวเองไม่ได้อยู่ดีว่าเขาชอบสตรีผู้นี้ และเขาเองก็รู้ว่าสตรีผู้นี้ต่างจากตวนมู่เหยา ตวนมู่เหยาจะช่วยให้เขารักษาตำแหน่งไท่จื่อและบัลลังก์ในอนาคตได้ แต่หานอวิ๋นซีสามารถทำให้ชีวิตของเขาไปถึงอีกระดับหนึ่งได้
อย่างไรก็ตาม เขามักจะเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าชายผู้อยู่เื้ัสตรีผู้นี้สามารถช่วยให้เขาขึ้นครองบัลลังก์ได้ แต่ก็สามารถทำลายทุกสิ่งที่เขามีในตอนนี้ได้อย่างง่ายดายเช่นกัน
เขาไม่สามารถไปยุ่งได้!
เป็มดแดงจะไปเขย่าต้นไม้ใหญ่[1]ได้อย่างไรล่ะ? ดวงดาวจะไปแข่งกับพระอาทิตย์ได้อย่างไร?
เขาทำได้แต่แอบหวังอยู่ในใจ บางที ฉินอ๋องอาจไม่ได้สังเกตเห็นความแตกต่างในตัวสตรีผู้นี้ บางทีฉินอ๋องผู้โดดเดี่ยวอาจจะมองข้ามสตรีผู้นี้ บางทีในอนาคต เขาอาจจะยังมีความหวัง
เสียงปรบมือของหลงเทียนโม่ทำให้ทุกคนที่ตกอยู่ในความตกตะลึงรู้สึกตัวขึ้นมาทีละคน และหลายคนก็ปรบมือเช่นกัน
“ยอดเยี่ยม ความตั้งใจสูงส่ง ความใจกว้าง บททวีนี้ต้องกลายเป็คัมภีร์อย่างแน่นอน!”
“หวังเฟยซ่อนความสามารถไว้จริงๆ ฉินอ๋อง...ตาดีเหลือเกิน! ฮ่าฮ่า!”
“สมกับที่เป็ฉินหวังเฟย มั่นใจ! เลื่อมใสอย่างสุดจิตสุดใจ!"
“ถ้าไม่มีจิตใจที่แน่วแน่ ก็คงไม่สามารถพูดคำแบบนั้นออกมาได้อย่างแน่นอน หวังเฟย เราไม่จำเป็ต้องต่อมันอีกแล้ว!”
…
บรรดาผู้ที่รอดูเื่ตลกของหานอวิ๋นซีในตอนนี้ หลายคนต่างชื่นชมหานอวิ๋นซีอย่างเปิดเผย และยอมรับว่าตัวเองไม่ดีเท่านาง
เมื่อท่านบรรลุความสำเร็จไปถึงระดับหนึ่งแล้ว ก็จะมีหลายคนอิจฉา แต่เมื่อบรรลุความสำเร็จถึงระดับสูงอย่างแท้จริง คนที่อิจฉาก็จะทำได้เพียงมองมาที่ท่านเท่านั้น
หานอวิ๋นซีไม่ชอบการขโมยความคิด แต่ถ้าวิธีนี้สามารถปิดปากคนเหล่านี้และปล่อยให้สตรีที่อหังการเหล่านี้รู้ว่าอะไรที่เรียกว่าเหนือคนยังมีคน เหนือฟ้ายังมีฟ้า[2] แล้วนางก็ยังมีความสุขมากที่ครั้งหนึ่งได้เป็เหลยเฟิง[3]
และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่นางจะต้องแก้แค้น
นางมองไปที่ตวนมู่เหยา พร้อมกับรอยยิ้มบางๆ “องค์หญิงหรงเล่อ ถึงตาเ้าแล้ว”
ในเวลานี้ ตวนมู่เหยาที่เพิ่งจะรู้สึกตัว หัวใจเต้นก็เต้นระรัว ร่างกายสั่นสะท้านอย่างช่วยไม่ได้
ถึงเวลาของนางที่จะแสดงแล้ว
เพียงแต่ หากนางทำออกมาไม่ดี ก็จะเป็การทำให้หานอวิ๋นซีเด่นขึ้น และเป็การทำให้ตัวเองขายหน้า!
ยิ่งไปกว่านั้น หานอวิ๋นซีเพิ่งพูดไปเมื่อครู่ว่า กลัวว่าบทกวีที่ตนเองเขียนนั้นจะดีเกินไปและนางอาจจะอายจนเขียนออกมาไม่ได้อีกเลย
ตอนนี้ ถ้านางทำจริงๆ เมื่อเทียบกันแล้วมันคงไม่ดีเท่าของหานอวิ๋นซี แต่ถ้านางไม่ทำตามที่ตัวเองพูดไป จะไม่ยิ่งทำให้ตัวเองอับอายมากกว่าเดิมหรือไร?
นางควรทำอย่างไรดี?
เดิมทีมีจุดประสงค์้าทำให้หานอวิ๋นซีอับอาย แต่ตอนนี้นางกลับถูกห้อมล้อมด้วยฝูงชน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ชมเงียบลงเรื่อยๆ ใบหน้าของตวนมู่เหยาก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีแดง นางแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนีเสียเหลือเกิน!
ทุกคนต่างกำลังรอคอย ผู้ที่ปรากฏตัวออกมาเมื่อครู่นั้น รวมไปถึงคนที่องค์หญิงฉางผิงเอ่ยชื่อมา ต่างรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ตนเองไม่ได้ลงไปเล่นด้วย ไม่อย่างนั้น คนที่อับอายก็คงเป็ตัวเอง!
หานอวิ๋นซี สตรีผู้นี้น่ากลัวและลึกลับซับซ้อนมากเกินไป ดูเหมือนว่าในภายภาคหน้า จะเป็การดีกว่าที่จะไม่ขัดแย้งกับนางโดยตรง มิฉะนั้นคงไม่รู้ว่าจะตายอย่างไร!
ต้องบอกว่าในเวลานี้แม้แต่องค์หญิงฉางผิงก็ดีใจ โชคดีที่ตวนมู่เหยาเป็คนเดิมพันกับหานอวิ๋นซี ถ้าเป็นาง เื่ที่น่าขันที่สุดวันนี้คงเป็นาง!
ความอดทนของหานอวิ๋นซีมีจำกัด นางยิ้มและเตือนอย่างใจดีว่า “องค์หญิงหรงเล่อ ท่านคิดนานเกินไปแล้ว เ้าได้ตีพิมพ์บทกวีมากมายขนาดนั้น ก็แค่บทกวีหย่งเหมย ไม่จำเป็ต้องคิดนานขนาดนั้นหรอก?”
จู่ๆ ตวนมู่เหยาก็เงยหน้าขึ้นมองนาง เมื่อเห็นดวงตาของนางเป็ประกาย ก็รู้สึกอยากจะฆ่าสตรีผู้นี้ด้วยดาบสักเล่มเสียเหลือเกิน นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้ง สุดท้ายก็ยอมแพ้และกัดฟันพูดว่า “หวังเฟยเก่งกาจเหลือเกิน ข้าคงสู้ไม่ได้!”
หานอวิ๋นซีเป็สตรีที่เ้าคิดเ้าแค้น นางพูดด้วยรอยยิ้มอย่างไม่เกรงใจว่า “ไอ้หยา ก่อนหน้านี้ข้าเตือนเ้าไปแล้ว แต่เ้าก็ยังยืนยันกับข้า ยืนยันที่จะเดิมพัน ตอนนี้เ้าก็ต้องทำตามข้อตกลงสินะ?”
ตวนมู่เหยาโกรธมากจนได้กลิ่นเืพุ่งขึ้นมาในลำคอ พระเ้ารู้ดีว่านางโกรธเกรี้ยวเพียงใด นางลดเสียงลงและพูดอย่างขมขื่นว่า “แน่นอน ข้ายินยอมทำตามข้อตกลง ั้แ่นี้เป็ต้นไปข้าจะไม่มีแต่งบทกวีอีก!”
หานอวิ๋นพึงซีพอใจอย่างมาก เผยรอยยิ้มอย่างเป็มิตรและสดใส นางหันศีรษะและมองไปที่องค์หญิงฉางผิง “ฉางผิง เราจะสู้อย่างอื่นกันดีหรือไม่? วาดภาพ? เล่นพิณ? หรือหมากรุกดีล่ะ?”
องค์หญิงฉางผิงจะไปกล้าตอบรับได้อย่างไรล่ะ นางรีบปฏิเสธอย่างรวดเร็ว “เล่นพวกนี้ทุกปีมันน่าเบื่อเกินไป ข้าไม่เอาด้วยหรอก!”
ตอนนี้ ไม่มีใครรู้ว่าหานอวิ๋นซีแข็งแกร่งแค่ไหน ใครจะไปกล้าสู้กับนางกัน?
องค์หญิงฉางผิงรู้สึกเสียใจแทบตาย!
ถ้านางรู้ว่าผลลัพธ์จะเป็แบบนี้ นางก็คงไม่ต่อบทกวีอะไรนั่น นอกจากจะสู้กับหานอวิ๋นซีไม่ได้ กลับกันนางยังเหยียบองค์หญิงหรงเล่อได้อีก ช่างน่าทึ่งเหลือเกิน
สำหรับบทกวีเมื่อครู่ หากมันแพร่กระจายออกไป ต้องเกิดความฮือฮาไปทั่วทั้งเมืองหลวงเทียนหนิงอย่างแน่นอน หานอวิ๋นซีที่เอาชนะองค์หญิงหรงเล่อได้ และทำให้องค์หญิงหรงเล่อเลิกเล่นบทกวีไปตลอดชีวิต หากข่าวนี้แพร่กระจายออกไป คงจะไม่ได้เกิดความฮือฮาแค่ในเมืองหลวงเทียนหนิง แต่คาดว่าคงเกิดความฮือฮาไปทั่วทั้งแผ่นดินใหญ่หยุนคง
ต้องรู้ว่าองค์หญิงหรงเล่อเป็สตรีที่มีความสามารถผู้เป็ที่รู้จักในหยุนคง การเอาชนะองค์หญิงหรงเล่อเป็เื่ยากแม้ว่านางจะไม่ได้มีชื่อเสียงก็ตาม!
ต้องรู้ว่าเหตุผลที่หรงเล่อมีชื่อเสียงในแผ่นดินใหญ่หยุนคงนั้น นอกเหนือจากพร์และความสามารถที่แท้จริงแล้ว ยังใช้เวลาและเงินจำนวนมากในการสร้างความนิยมแก่สาธารณะ และเรียกได้ว่าหานอวิ๋นซีใช้แค่เพียงบทกวีเดียว ก็ได้เปรียบแล้ว!
หลังจากการปฏิเสธขององค์หญิงฉางผิง ก็ไม่มีใครกล้าก่อความวุ่นวายใดๆ อีกต่อไป อาหารว่างรอบใหม่ถูกยกมา ทุกคนต่างทานกันอย่างสงบ
องค์หญิงฉางผิงก้มหน้าลงอย่างขุ่นเคืองและดื่มชาตามลำพัง มันเกินกว่าที่คาดคิดไปอย่างมาก นาง้าเวลาสงบสติอารมณ์และมองหานอวิ๋นซีใหม่อีกครั้ง
และครั้งนี้ตวนมู่เหยาถูกโจมตีจริงๆ ยิ่งคิดเกี่ยวกับเื่นี้มากเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกอับอายมาเท่านั้น ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองคนอื่น ทว่าในที่สุด นางก็นั่งต่อไปอีกไม่ไหวและลุกออกจากโต๊ะก่อนเวลา โดยอ้างว่ารู้สึกไม่สบาย นางต้องไปแล้ว หลงเทียนโม่ที่รับคำสั่งของฮ่องเต้ จึงทำได้เพียงออกไปกับนางด้วยเท่านั้น
หานอวิ๋นซีลิ้มรสขนมด้วยความเอร็ดอร่อย ในขณะมองตวนมู่เหยาเดินออกไป
มองไปมองมา นางก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงหลงเฟยเยี่ย นางไม่ได้เจอชายผู้นั้นมาหลายวันแล้ว อันที่จริงนางคิดว่าหลงเฟยเยี่ยจะมาเป็เพื่อนวันนี้ ใครจะไปรู้ว่ากลับเป็หลงเทียนโม่ที่มา
มีข่าวลือว่ามีผู้สมัครสามคนสำหรับการอภิเษก หลงเฟยเยี่ย หลงเทียนโม่ และมู่ชิงอู่ เมื่อพิจารณาจากท่าทางขององค์หญิงฉางผิงแล้ว คงไม่ใช่มู่ชิงอู่ และเหลือตัวเลือกระหว่างหลงเฟยเยี่ยและหลงเทียนโม่เท่านั้น
สรุปแล้วชายผู้นั้นคิดอะไรอยู่กันนะ?
พูดเสียดิบดีว่าจะไม่สนใจเื่ของเขา แต่ในเวลานี้หานอวิ๋นซีกลับมาพัวพันอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว
อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันส่งท้ายปีเก่า ตวนมู่เหยาคิดจะเฉลิมฉลองปีใหม่ในเทียนหนิง แล้วนางจะใช้เวลาส่งท้ายปีเก่ากับใคร? แล้วจะไปพักอาศัยที่ไหน?
ปีหน้าจะมีข่าวอภิเษกหรือไม่?
เื่ที่หลงเฟยเยี่ยจะออกเดินทางปีหน้าเป็จริงหรือ?
หลังจากนั้นไม่นาน สุราดอกเหมยก็ถูกยกเข้ามา องค์หญิงฉางผิงเงยหน้าขึ้นและพบว่ามู่หรงหว่านหรูขยิบตาให้นางตลอดเวลา
องค์หญิงฉางผิงชำเลืองมองสุราดอกเหมยที่ยกมา แววตาเผยประกายเย็นวาบและเรียกสติกลับมา นางพยักหน้าให้มู่หรงหว่านหรูเพื่อแสดงให้นางวางใจได้
การที่สุราดอกเหมยยกมา งานเลี้ยงเหมยฮวาก็ผ่านไปเพียงครึ่งทาง แม้ว่าหานอวิ๋นซีจะขโมยความโดดเด่นในครึ่งแรก แต่ก็ยังมีครึ่งหลังอีก
องค์หญิงฉางผิงเตรียมการมาเพียงพอแล้ว ครั้งนี้นางจะปล่อยหานอวิ๋นซีไปอย่างง่ายดายได้อย่างไร?
เื่สนุก อยู่ที่ครึ่งหลังต่างหาก!
สุราดอกเหมยเป็เอกลักษณ์ของงานเลี้ยงเหมยฮวา ทำจากดอกเหมยและน้ำหิมะของปีที่แล้ว
แม้ว่าสุรานี้จะมีกลิ่นหอม แต่ก็ทำให้มึนเมาได้ง่ายมาก ปกติแล้วทุกคนมักจะดื่มไปสักพักก็เลิกดื่ม แน่นอนว่ามักจะมีคนโลภที่จะดื่ม หากไม่ระวังก็จะเมาและจะถูกส่งไปยังห้องพักที่ห่างไกล พักผ่อนสักคืนแล้ววันรุ่งขึ้นค่อยกลับคนเดียว
หลังจากจิบไม่กี่ครั้ง องค์หญิงฉางผิงก็กล่าวว่า “ทุกๆ ปีเต็มไปด้วยบทกวีและบทเพลง พิณ หมากรุก การเขียนพู่กัน และวาดภาพ ช่างน่าเบื่อเหลือเกิน ชื่นชมดอกไม้เองก็มากพอแล้ว ข้าว่าเรามาทำอะไรใหม่ๆ กันเถอะ! ดีหรือไม่?”
“องค์หญิงคงมีความคิดดีๆ ใช่หรือไม่เพคะ?” มู่หรงหว่านหรูที่เงียบมาตลอดในที่สุดก็พูดขึ้น
สตรีหลายคนที่อยู่ข้างๆ นางก็พูดเป็เสียงเดียวกันว่า “หาก้าเล่นอะไรใหม่ๆ ปีนี้องค์หญิงเองก็เป็เ้าภาพ เช่นนั้นองค์หญิงเชิญตัดสินใจได้เลย!”
“องค์หญิง หากท่านมีความคิดดีๆ โปรดรีบพูดมาเถิด!”
…
องค์หญิงฉางผิงหัวเราะเบาๆ “ปีนี้ ท่านแม่ไม่อยู่ เรามาเล่นอะไรที่มันใหญ่สักหน่อย ดีหรือไม่?”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา หัวใจของหานอวิ๋นซีก็เต้นไม่เป็จังหวะ นางตื่นตัวขึ้น แต่เกือบทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้ต่างดีใจและเห็นพ้องต้องกัน บรรยากาศเป็ไปอย่างกระตือรือร้น
องค์หญิงฉางผิงยืนขึ้น “มาดวลสุรากันเถอะ! ดวลสุราดอกเหมยกัน!”
“สิ่งนี้แหละ! มาเล่นอันนี้กันเถอะ!”
“องค์หญิง ช่างเป็ความคิดที่ดีจริงๆ พวกเราสตรีไม่ด้อยไปกว่าบุรุษ วันนี้เรามาดวลสุรากันเถอะ!”
…
การดวลสุรานั้นสนุกกว่าการสู้ด้วยบทกวีอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสตรีหลายคนในที่นี้ นี่เป็โอกาสที่หาได้ยากที่จะปลดปล่อยพันธนาการและแสดงอารมณ์ที่แท้จริง มีองค์หญิงฉางผิงสนับสนุน ก็ไม่มีใครอายที่จะทำเช่นนั้น
แน่นอน ชายหนุ่มหลายคนต่างมองดูและไม่มีความตั้งใจที่จะเข้าร่วม ท้ายที่สุด การดวลสุรากับสตรีค่อนข้างจะเอาเปรียบอีกฝ่าย และการดูสตรีดวลสุรานั้นเป็ความสุขอย่างยิ่งในชีวิต อย่างไรก็ตาม คุณชายทั้งสองที่นั่งอยู่กลับมีความกระตือรือร้นที่จะลอง พร้อมกับความตื่นเต้นในแววตาที่ยากจะซ่อน
คุณชายเช่อโบกพัดอันจิ๋วเบาๆ ยิ้มอย่างมีเสน่ห์ “องค์หญิงฉางผิง ้าดวลด้วยวิธีใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
องค์หญิงฉางผิงกำลังรอประโยคนี้อยู่ ก็ตอบทันทีว่า “หากเป็ปีก่อนๆ ละก็ พวกท่านที่มาใหม่จะต้องทำการแสดง แต่ข้าคิดว่าปีนี้เรามาดวลสุรากันดีกว่า! กล้าหรือไม่?”
ผู้มาใหม่หมายถึงผู้ที่เข้าร่วมในงานเลี้ยงเป็ครั้งแรกในปีนี้ นั่นคือหานอวิ๋นซี คุณชายจากทางเหนือและคุณชายจากทางใต้ ทั้งหมดสามคน
้าให้พวกเขาดวลสุรากันอย่างนั้นหรือ?
หมายความว่าอะไร?
หานอวิ๋นซีขมวดคิ้วและมองไปที่องค์หญิงฉางผิง “ฉางผิง พูดมาให้ชัดเจน เ้าให้ข้าไปดวลสุรากับบุรุษ นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?”
องค์หญิงฉางผิงแสร้งทำเป็ไม่เข้าใจความหมายของคำพูดของหานอวิ๋นซี และตอบอย่างจริงจังว่า “ผู้มาใหม่ทั้งสามจะต่อสู้เพื่อชิงตำแหน่งผู้ชนะ จากนั้นก็เริ่มปกป้องตำแหน่งนี้ หวังเฟยไม่กล้าอย่างนั้นหรือ? หากไม่กล้าก็ไม่เป็ไร ยอมรับความพ่ายแพ้แล้วออกไปเสีย”
ทันทีที่พูดจบ มู่หรงหว่านหรูก็พูดว่า “พี่สะใภ้ ตอนนี้ทุกคนต่างให้ความสนใจอย่างมาก ท่านอย่าทำให้ผิดหวังนะ!”
“ใช่แล้วๆ หวังเฟย เราคาดหวังกับท่านมากๆ เลยนะ!”
“หวังเฟยต้องเป็ตัวแทนของสตรีอย่างพวกเรา เอาชนะพวกเขาสองคน อย่าได้ขายหน้าเชียว!”
“หวังเฟย สุราดีๆ แบบนี้หายากนะ อย่าทำให้ผิดหวัง!”
…
ทุกคนต่างพยายามเกลี้ยกล่อม หานอวิ๋นซีรู้ว่าตนเองไม่มีทางหนี นางมองไปที่คุณชายทั้งสองด้วยแววตาซับซ้อน ปัญหาที่แท้จริงกำลังจะมา
ความสามารถในการดื่มของนางไม่เลว แต่ก็ไม่ดีมากขนาดนั้น
นางเคยได้ยินเกี่ยวกับคุณชายทั้งสอง คนหนึ่งมีเสน่ห์และเ้าชู้ อีกคนเป็นักแสดงร้องรำทำเพลงตลอดทั้งวัน ทั้งคู่ใช้เวลาทั้งวันในร้านสุรา!
หากไม่เข้าร่วม ไม่เพียงจะทำลายความสนใจของทุกคนเท่านั้น แต่ยังตกเป็ขี้ปากของผู้คนอีกด้วย แต่หากเข้าร่วม ก็เป็การต่อสู้ที่ยากลำบากจริงๆ!
[1] มดแดงคิดเขย่าต้นไม้ใหญ่ เป็สำนวนที่หมายถึง ไม่เจียมตัว ประเมินตนเองสูงเกินไป
[2] เหนือคนยังมีคน เหนือฟ้ายังมีฟ้า หมายถึง ในหมู่ผู้มีความสามารถก็ยังมีผู้เก่งกาจยิ่งกว่า
[3] เหลยเฟิง(雷锋)คือวีรบุรุษคนหนึ่งในประวัติศาสตร์จีน
