“ในเมื่อพระองค์มีอำนาจมากมายเพียงนั้น ก็ทำตามประสงค์เถิดเพคะ หม่อมฉันไม่มีอำนาจใดจะเอ่ยห้าม” นางตอบด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง ก่อนเขาจะยกยิ้มมุมปาก
“ข้าจะให้เ้ากินข้าวบูดเช่นนี้ทุกวัน จะให้เ้าอยู่ในที่อับชื้นเช่นนี้ทุกวัน ให้สาสมกับการที่เ้ากล้าหักหลังข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า” เยว่ซินหลับตาลงแล้วพยักหน้ายอมรับ แท้จริงแล้วข้าวบูดที่พระชายานำมาให้ มิได้เป็การกลั่นแกล้งจากฟางเหลียน ทว่าทุกอย่าง ล้วนเป็คำสั่งของเขา เยว่ซินรับรู้แล้วว่าชีวิตของนางนับจากนี้จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
“เืในท้องของเ้า แท้จริงแล้วเป็ลูกใคร” เขาถามพร้อมดวงตากลมสั่นไหวไปมา พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลต่อหน้านาง ก่อนหญิงสาวตอบกลับ
“หากหม่อมฉันบอกว่าเป็เืเนื้อของพระองค์ พระองค์จะเชื่อหรือไม่เพคะ หากไม่เชื่อ ไยจึงถามให้เปล่าประโยชน์” ก่อนเขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย แล้วเลื่อนสายตาไปยังท้องของนาง
“ข้าจะไม่มีวันยอมรับเด็กคนนี้เป็เืเนื้อของข้า” พูดจบเขาก็เบี่ยงตัวเดินจากไป ปล่อยให้หญิงสาวคู้เข่า แล้วร้องไห้ออกมาด้วยความเ็ป พร้อมสายฝนด้านนอกโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย
รัชทายาทเดินกลับตำหนักไปด้วยท่าทางอิดโรย ก่อนนายทหารคนสนิทจะวิ่งเข้ามาพร้อมร่มในมือ
“อย่ามายุ่งกับข้า ออกไปให้พ้นหน้าข้า” เขาพูดพร้อมผลักร่างของนายทหารผู้นั้นออก สองเท้าเดินตรงไปยังตำหนักเฉียนกู่ พร้อมสายฝนที่โปรยปรายตกลงมาไม่ขาดสาย ชะล้างคราบน้ำตาของเขาโดยไม่ให้ผู้ใดได้เห็น
ในทุกวันพระชายาและหลินหยางนำสำรับอาหารมาวางไว้ให้เยว่ซินตามเวลา โดยอาหารส่วนใหญ่เป็อาหารบูดเน่า และมีผักเป็เครื่องเคียงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อพวกนางกลับไป ร่างของฮั่นหยูก็โผล่เข้ามาพร้อมอาหารในมือ
“คุณหนูรีบกินเถอะนะเ้าคะ” ฮั่นหยูเปิดห่อข้าว แล้วเรียกเยว่ซินให้รีบกินอาหาร ที่มีทั้งผักและเนื้อสัตว์ครบสมบูรณ์ เยว่ซินเริ่มชินชากับการกระทำของรัชทายาทมากขึ้น นางไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟายเหมือนวันแรก หญิงสาวค่อย ๆ หยิบตะเกียบแล้วคีบอาหารใส่ปากช้า ๆ พลางเคี้ยวแล้วกลืนอาหารให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
“วันนี้ข้าหามาได้เพียงเท่านี้คุณหนูกินไปก่อน แล้วพรุ่งนี้ข้าจะหาผลไม้มาให้ คุณหนูเ็ปตรงไหนหรือไม่เ้าคะ” ฮั่นหยูถามด้วยความเป็ห่วง ก่อนอีกฝ่ายจะส่ายศีรษะ แล้วถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ฮั่นหยู อีกหกเดือนลูกข้าจะลืมตาดูโลกแล้วใช่หรือไม่”
“เ้าค่ะ คุณหนูถามทำไมเหรอเ้าคะ”
“อีกหกเดือน คงลำบากเ้ามาก ที่ต้องหาอาหารมาให้ข้าทุกวัน” เยว่ซินพูดพลางน้ำตาเอ่อขึ้น ก่อนฮั่นหยูจะเอื้อมมาเช็ดน้ำตาให้อีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน
“ต่อให้ลำบากกว่านี้เป็สิบเท่า ข้าก็ยินดี ขอเพียงคุณหนูต้องเข้มแข็ง สัญญากับข้าว่าคุณหนูจะเข้มแข็ง” เยว่ซินพยักหน้า แล้วก้มมองท้องของตัวเอง
“ข้าสัญญาว่าจะเข้มแข็ง เพื่อลูกของข้า” ฮั่นหยูได้ยินดังนั้นจึงปล่อยยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ
“เช่นนั้นคุณหนูต้องกินเยอ ๆ นะเ้าคะ ตัวเล็กจะได้แข็งแรง” เยว่ซินพยักหน้ายิ้มรับอย่างมีความหวัง
หลังจากฮั่นหยูกลับไปได้ไม่นาน ทหารสองนายก็เดินเข้ามายังตำหนักเย็น พลันน้อมกายเคารพเยว่ซิน แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“พวกข้าได้รับคำสั่งจากรัชทายาท กลัวว่าจะมีคนลักลอบเข้ามาถวายการรับใช้พระสนม จึงให้พวกข้ามาเฝ้าประตูตำหนักไว้ ไม่ให้ผู้ใดเล็ดลอดเข้ามาช่วยเหลือพระสนมได้ นับจากนี้พวกเราสองคน จะเป็ผู้เฝ้าหน้าตำหนักของพระสนมเองพ่ะย่ะค่ะ” สิ้นเสียงของนายทหารหนุ่มเพียงเท่านั้น เยว่ซินถึงกับชะงักนิ่ง
หากเป็เช่นนั้นจริง ต่อไปนี้ฮั่นหยูจะไม่สามารถนำอาหารเข้ามาให้เยว่ซินได้อีก หญิงสาวรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน ไม่นึกว่ารัชทายาทจะบีบบังคับนางได้โเี้เช่นนี้ ทว่านางไม่ได้พูดสิ่งใดออกไป ทำได้เพียงยืนมองนายทหารสองคนเดินไปเฝ้าหน้าประตูตำหนัก พร้อมหัวใจหล่นวูบ ไม่รู้ว่าจะรักษาตัวเองให้รอดพ้นหกเดือนไปได้หรือไม่
หลังจากนั้นมีเพียงพระชายากับหลินหยางเท่านั้นที่สามารถเข้าออกตำหนัก เพื่อนำอาหารเข้ามาให้ สองสามมื้อแรก เยว่ซินอดทนต่อความหิวโหยได้ ทว่านานเข้าหญิงสาวไม่อาจทนต่อความหิวได้อีกต่อไป นางชะเง้อคอมองหาฮั่นหยูเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะนึกได้ว่า ฮั่นหยูไม่อาจนำอาหารเข้ามาให้นางได้อีกแล้ว ร่างบางจึงตัดสินใจเดินไปยังโต๊ะอาหาร จับจ้องมองอาหารบูดนั้น พลางกลืนน้ำลายเพราะความหิวโหย มือบางค่อย ๆ เอื้อมมาหยิบข้าวบูดกิน แม้จะรู้สึกเหม็นและรสชาติย่ำแย่เพียงใด ก็ไม่อาจต่อต้านความหิวโหยได้
เยว่ซินกินอาหารบูดในถ้วยพร้อมนึกถึงคำพูดของรัชทายาทไปพร้อม ๆ กัน
“ข้าจะให้เ้ากินข้าวบูดเช่นนี้ทุกวัน จะให้เ้าอยู่ในที่อับชื้นเช่นนี้ทุกวัน ให้สาสมกับการที่เ้ากล้าหักหลังข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า” หลังจากนั้น น้ำตาแห่งความเสียใจก็ไหลพรากออกมาอีกครั้ง นางเคี้ยวอาหารไปพร้อมกับคราบน้ำตารินไหลไม่ขาดสาย
ฮั่นหยูวนเวียนอยู่หน้าตำหนัก พยายามหาโอกาสเข้าไปพบเยว่ซิน แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่สามารถเข้าไปได้
“ป่านนี้คุณหนูจะเป็ยังไงบ้าง สามวันแล้วที่ข้าเข้าไปไม่ได้” หญิงสาวเดินวนไปมาด้วยความสับสนอย่างถึงที่สุด สายตาสั่นไหวมองเข้าไปยังตำหนัก พยายามหาทางปีนป่าย แต่กำแพงก็สูงเกินกว่าหญิงตัวเล็ก ๆ จะเข้าไปได้
“หากปล่อยไว้ คุณหนูต้องตายแน่ ๆ ข้าจะทำอย่างไรดี” ฮั่นหยูขบคิดได้เพียงครู่เดียว ก็ตัดสินใจวิ่งไปยังตำหนักไผ่เขียวด้วยสีหน้าซีดเผือด
“องค์ชายสามเพคะ องค์ชายสาม” ฮั่นหยูะโเรียกจ้าวซีเหรินเป็ระยะ นางวิ่งมายังโรงเก็บสมุนไพรมองหาเขาจนทั่ว เมื่อไม่พบ จึงตัดสินใจวิ่งไปยังสวนสมุนไพรที่อยู่ไม่ห่างกันนัก
