หยินสงนอนอยู่บนเตียงในหอพักซอมซ่อ รู้สึกว่าตนหลับไม่ค่อยสนิทนัก
หยินสงมีสหายร่วมห้องคนใหม่เพิ่มอีกสามคน
คนแรกคืออาลู่ ผู้มาจากทุ่งหญ้ารกร้าง พี่ชายคนโตของเฉินโย่ว
ศิษย์เก่าจ้งหรู คนนี้นับว่านิสัยใช้ได้ทีเดียว
ยังมีอีกคนที่มาจากแคว้นซีเหมือนกับเขา เ้าเด็กนี่น่าจะมาจากชนบท เขาถามถึงสถานที่มากมาย เ้าเด็กซีก็ล้วนแต่ไม่รู้จัก
ทว่าอย่างไรก็ยังเป็ชาวแคว้นซีเหมือนกัน หยินสงโอบไหล่เด็กชายอย่างใจกว้าง “ต่อไปข้าจะคุ้มกันเ้าเอง”
ถังซีทั้งวันไม่ยอมกล่าวอะไร ไม่ใช่เพราะเขาเป็คนเก็บตัว ปกติแล้ว ในทุกวันออกจะพูดมากเกินไปเสียด้วยซ้ำ
เพียงแต่วันนี้เขาเพิ่งจะฟันหัก จึงยังรู้สึกไม่ค่อยชินนัก
บัดนี้ยามที่เด็กหนุ่มแก้มแดงราวกับแม่นางน้อยกล่าวว่าจะปกป้องตนก็รู้สึกไม่ยินยอมขึ้นมา
“ไม่ต้อง พี่โย่วของข้าเก่งกาจนัก กระทั่งท่านก็ยังได้พี่โย่วช่วยไว้”
เมื่อเสี่ยวซีกล่าวจบก็ยกมือขึ้นปิดปาก ไม่อยากให้คนอื่นๆ เห็นฟันที่หายไปของตน
เด็กชายเมื่อฟันหลอไปเช่นนี้ ก็ดูคล้ายกระรอกตัวอ้วนกลมตัวหนึ่งที่ใครเห็นก็ต้องหัวเราะ
หยินสงเพียงแค่ได้เห็นเด็กชายก็รู้สึกพึงพอใจขึ้นมา เมื่อเปรียบเทียบกับสหายร่วมห้องอย่างลู่เกอแล้ว ด้วยความที่เขาเป็พี่ชายของเฉินโย่ว ยามพบหน้าจึงรู้สึกเก้อเขินไม่เป็ตัวเองอยู่เสมอ
ส่วนจ้งหรูค่อนข้างเข้มงวดเป็ผู้ใหญ่
ทว่าเสี่ยวซีกลับไม่เป็เช่นนั้น นอกจากจะเป็คนบ้านเดียวกัน เตียงของพวกเขาก็ยังอยู่ติดกัน
หยินสงไม่นานนักก็เข้ากันเป็ปี่เป็ขลุ่ยกับเสี่ยวซี ทั้งสองยามนี้สามารถปีนขึ้นไปกลิ้งเล่นบนเตียงของอีกฝ่ายได้แล้ว
เสี่ยวอู่ผู้เลินเล่ออยู่ในหอพักตำแหน่งซีหลังที่ห้าที่อยู่ถัดไปอีกแถวหนึ่ง ทว่าตลอดทั้งบ่ายกลับเอาแต่ช่วยเฉินโย่วจัดการหอพัก
ผนังไม้ในห้องของเฉินโย่วล้วนแต่ได้เสี่ยวอู่เป็คนสร้างขึ้นมา ฝีมือของเขานับว่าเป็เลิศ ทั้งยังมีเรี่ยวแรงเยอะ ภายใต้การควบคุมของอาสวิน ไม่นานผนังกั้นห้องก็สร้างเสร็จแล้ว
อาลู่รับหน้าที่สื่อสารกับคนภายนอก ไม่เช่นนั้นตลอดบ่ายที่เสียงก่อผนังดังตึงตังเช่นนั้น ย่อมจะต้องรบกวนคนอื่นๆ อยู่แล้ว
อาสวินยุ่งวุ่นอยู่ตลอดวันจึงไม่มีเวลาไปทำความรู้จักสหายคนอื่นๆ ในหอพัก ทว่าอาสวินก็เป็คนหยิ่งยโสไม่ชอบชวนคนอื่นสนทนาอยู่แล้ว
ยามค่ำคืนในสำนักเชินค่อนข้างยาวนาน
ทว่าเมื่อตื่นเช้ามาก็รู้สึกว่าเวลาในตอนกลางวันนั้นแทบจะไม่พอใช้
ฉาวจิ่วฟ้ายังไม่ทันสางก็ตื่นแล้ว ชีวิตในทุกวันของเขาล้วนแต่เป็ระเบียบเช่นนี้
เขาขยับกายอย่างเงียบเชียบ ยามหนึ่งในตอนเช้าคือ่ที่สมองมีประสิทธิภาพที่สุด โดยปกติแล้วในยามแรกที่ตื่นนอนเขาก็เริ่มอ่านเนื้อหาในตำราที่ต้องเรียนในวันนี้ก่อนรอบหนึ่ง แต่ละวันเขามีเื่ต้องทำมากมาย บัณฑิตที่มีผลการเรียนโดดเด่นในสำนักเชินก็มีมากเหลือเกิน หาก้าจะรักษาตำแหน่งบัณฑิตดีเด่นในยี่สิบอันดับแรกไว้ก็นับว่าไม่ใช่เื่ง่ายดาย
การศึกษาเล่าเรียนนั้นนับว่าเป็เื่ที่มีเกียรติที่สุดเื่หนึ่ง
คนธรรมดาหาก้าจะเข้าถึงการศึกษาดีๆ ก็เป็เื่ยากเย็น เพราะคนส่วนใหญ่กระทั่งตำราเรียนก็ยังหากันไม่ได้เสียด้วยซ้ำ
ในร้านขายตำราแม้จะมีตำราขาย ทว่าราคาก็สูงลิ่ว
เขาจุดเทียนด้วยความระมัดระวัง เทียนที่ใช้ไปเมื่อวาน วันนี้ยังพอเหลืออยู่อีกนิดหน่อย ยามที่เทียนมอด ฟ้าก็น่าจะสว่างพอดี
ทั้งหอพักตอนนี้มีเพียงเขากับเฉินโย่ว น้องชายของหลูเชิงห้าว หลูเชิงเซียงอาศัย่ที่พี่ชายยังไม่มา จึงได้เข้าไปพักในหอพักเดี่ยวของพี่ชายแทน
หลูเชิงห้าวคือบัณฑิตดีเด่นของสำนักเชิน จึงสามารถพักอยู่ในหอพักแบบเดี่ยวได้ ความจริงฉาวจิ่วเองก็ควรจะได้พักในหอพักแบบเดี่ยวเช่นกัน ทว่าฉาวจิ่วกลับไม่อาจเข้าไปใช้ได้
ทว่าบัดนี้หอของพวกเขาหลังจากถูกกันแบ่งเป็สองห้องก็คล้ายคลึงกับหอพักเดี่ยวไม่น้อย อีกฝั่งไม่สามารถเห็นได้ว่าสหายของตนกำลังทำอะไรอยู่ กระทั่งตื่นแล้วหรือยัง
ฉาวจิ่วเริ่มอ่านหนังสือ ท่าทางพลันสงบลงไม่ว่อกแว่กแม้แต่น้อย
จวบจนเทียนตรงหน้าค่อยๆ มอดลง
ฟ้าก็สว่างแล้ว
ในห้องที่ถูกกั้นเอาไว้ก็ไร้สุ้มเสียงใดๆ ฉาวจิ่วคิดไปคิดมาก็เคาะประตูเบาๆ
เคาะไปพักหนึ่งก็ยังไม่ได้ยินเสียงใด
ฉาวจิ่วรู้สึกกังวลขึ้นมา เด็กคนนี้คงไม่ถึงขั้นหลับเป็ตายถึงเพียงนั้นกระมัง
ชั้นเรียนเตรียมความพร้อมเพิ่งจะเปิดเรียนวันแรก หากว่าไปสายย่อมจะต้องไม่ดีแน่
ตอนที่เขากำลังคิดอยู่ว่าควรจะผลักประตูเข้าไปดีหรือไม่ นอกหอพักก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
เมื่อฉาวจิ่วเปิดประตูก็เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของอาลู่ พี่ชายคนโตของเฉินโย่ว
อาลู่ในชุดเครื่องแบบสีดำของสำนักเชินที่ไม่ต่างกับชุดของคนอื่นๆ ในสำนัก
เข็มขัดกว้างราวๆ นิ้วหนึ่ง รองเท้าหุ้มข้อสีดำ สวมแล้วดูทะมัดทะแมงไม่เบา
ฉาวจิ่วชอบเครื่องแบบในตอนนี้นัก ทั้งไม่สกปรกง่ายแล้วยังสะดวกสบาย ทว่ากลับมีเหล่าบัณฑิตในสำนักอีกไม่น้อยที่อยากให้เครื่องแบบดูหรูหรากว่านี้สักหน่อย กล่าวกันว่ายามสวมชุดสีดำทั้งร่างเช่นนี้ พวกเขาดูเหมือนกับเต่าตัวหนึ่ง โดยเฉพาะยามที่ต้องหอบตำราจนเดินโซซัดโซเซกันไปมา ก็ยิ่งทำให้พวกเขาดูเหมือนเต่าที่กำลังเดินต้วมเตี้ยม
อ่านตำรานานเข้าก็พลอยทำให้รู้สึกว่าตนเริ่มจะคอยาวหลังค่อมขึ้นมา แต่ทั้งหมดก็เป็เพราะรังเกียจที่ชุดนี้ขี้เหร่
ทว่าเมื่อชุดนี้มาอยู่บนร่างของเด็กหนุ่มตรงหน้ากลับดูแล้วเหมาะสมยิ่งนัก
เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่ง ทว่ากลับไม่ผอมแห้ง ต่างกับเด็กหนุ่มตามขนบของเมืองหลวงที่ร่างผอมบางจนแทบจะลู่ไปกับลม เห็นแล้วก็ชวนให้รู้สึกว่าหากพวกเขาถอดเสื้อผ้าออกมาแล้ว คงจะได้เห็นแต่แขนขาลีบบาง ไม่แข็งแรงเป็แน่
หลังของเขาไม่ค่อม รอยยิ้มบนใบหน้าก็ดูอบอุ่นมีเมตตา ดูคล้ายกับท่านอาจารย์าุโในสำนักเชิน
ไม่ก็คล้ายกับเด็กหนุ่มเ้าเล่ห์ในครอบครัวขุนนาง ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนเด็กหนุ่มที่มาจากพื้นที่ห่างไกล
ทว่าฟังจากที่เฉินโย่วเล่าเมื่อคืนแล้วก็รู้ว่าพวกเขาเติบโตบนทุ่งหญ้าจริงๆ ครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่ได้ออกมาอาศัยต่างถิ่น
“อรุณสวัสดิ์ศิษย์พี่ฉาว” อาลู่ทักทายอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเดินเข้าไปเรียกเฉินโย่ว
อาลู่ต้องค่อยปลุกน้องชายน้องสาวเช่นนี้ทุกวัน จนกลายเป็หน้าที่เสียแล้ว
ฉาวจิ่วพยักหน้าเบาๆ เขารู้สึกไม่ค่อยชอบพอเด็กหนุ่มตรงหน้านัก เ้าเด็กนี่ช่างเ้าเล่ห์ ทั้งรอยยิ้มก็ลึกล้ำเกินไป
หากว่ายังเป็ตอนที่เขายังเป็หลานเหยียนอยู่ เขาย่อมต้องชอบคนตรงหน้าในตอนนี้เป็แน่ แค่มองก็ััได้ถึงความองอาจ รอยยิ้มก็ดูอบอุ่น ดูแล้วช่างเพียบพร้อม
เมื่อพี่ชายของอีกฝั่งมาแล้ว ฉาวจิ่วก็ไม่ต้องวุ่นวายใจอะไรอีก จึงได้ลงมือจัดข้าวของแทน
จากนั้นก็ได้ยินเสียงอาลู่ยกมือขึ้นเคาะประตู เหมือนกับที่เขาเคาะเมื่อครู่
ฉาวจิ่วเดิมทียังคิดว่าเขาคงจะมีวิธีการอื่น ทว่าขนาดเสียงดังถึงเพียงนี้ ด้านในห้องก็ยังไม่มีเสียงการเคลื่อนไหว
ฉาวจิ่วเองก็ยังนึกสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่ผลักประตูเข้าไป
ฉาวจิ่วที่ยังไม่ทันคลายสงสัย ก็เห็นอีกฝ่ายล้วงงูออกมาจากกระเป๋าตัวหนึ่ง…ฉาวจิ่วบัดนี้จึงเพิ่งจะรู้สึกว่าเฉินโย่ว และอาลู่สมกับเป็พี่น้องกันจริงๆ อยู่ดีๆ ก็หยิบงูออกมาเช่นนี้นี่มันเื่อะไรกัน
จากนั้นก็เห็นว่าเขาโยนงูเข้าไปในห้องของเฉินโย่ว
จากนั้นจึงได้ยินเสียงร้อง “อ๊าก” ดังออกมาจากห้อง
ฉาวจิ่วได้ยินเสียงนั้นก็ใ ไม่ทันไรก็เห็นงูตัวเดิมถูกโยนออกมา
ทว่ากลับไม่ใช่งูตัวเมื่อครู่ แต่เป็งูตัวเมื่อคืนที่เฉินโย่วใช้แทนแท่นวางหนังสือ
ฉาวจิ่วได้แต่นิ่วหน้า…
“ลู่เฉินโย่ว หากเ้ายังไม่ตื่น ข้าจะกลับไปฟ้องน้าหลัว”
ฉาวจิ่วมองเด็กหนุ่มท่าทางภูมิฐานที่ยามนี้มายืนเอ็ดตะโรอยู่หน้าประตู
ท่าทางเต็มไปด้วยความจนใจ
เมื่อเห็นฉาวจิ่วกำลังมองตนอยู่ อาลู่จึงหันมายิ้มอย่างไม่ยี่หระ ยังคงหันกลับไปเคาะประตูต่อ
จากนั้นประตูก็เปิดออก
เด็กหนุ่มผมเผ้าราวกับรังนกทว่ากลับสวมชุดเรียบร้อยแล้ว ค่อยๆ เดินออกมา
ดวงตายังไม่เปิดขึ้น
ฉาวจิ่วจึงได้เห็นเด็กหนุ่มรูปงามคนเมื่อครู่ที่เพิ่งจะยิ้มหวานให้เขาพุ่งเข้าไปในห้องราวกับมารดา ด้านหนึ่งก็ถือน้ำใส่อ่างมา อีกด้านก็ช่วยจัดกระเป๋าตำรา ทั้งยังไปพับผ้าห่มแล้วจึงกลับมาหวีผมให้น้องชายต่อ
ส่วนเฉินโย่วยังคงนั่งมึนงง หาวไป สัปหงกไป
เสียงอู้อี้ของเฉินโย่วบ่นขึ้นมาเป็ระลอก “พี่มัดผมข้าแน่นเกินไปแล้ว ดูสิ ตาข้ายังถูกดึงขึ้นไปด้วยเลย…”
ครู่ต่อมา ฉาวจิ่วก็เห็นเฉินโย่วที่อาบน้ำหวีผมเรียบร้อย แล้วถูกพี่ชายหิ้วออกมาจากห้อง
เมื่อเห็นฉาวจิ่ว อาลู่ก็คลายมือที่ดึงคอเสื้อของน้องสาวออกแล้วจึงยิ้มอย่างมีมารยาท “ศิษย์พี่ฉาว รบกวนท่านแล้ว เช่นนั้นพวกเราไปออกกำลังยามเช้าด้วยกันเถิด”
