ความพึงพอใจปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าของซือหม่าเชวี่ยน การลงโทษที่โหดร้ายทารุณ ต่อไปก็ไม่ต้องเกรงว่าพวกชั้นต่ำจะไม่เชื่อฟังอีกต่อไป! ตราบใดที่ทำให้ทุกคนกลัวจนไม่อาจกลัวได้มากไปกว่านี้แล้ว เช่นนั้นก็จะไม่มีใครกล้าต่อต้านเขาแล้ว!
อ้อ ไม่สิ ขั้นแรกต้องฆ่ากงจื้อิเสียก่อน!
ซือหม่าเชวี่ยนใช้ปลายกระบี่ที่แหลมคมชี้ไปทางเซียวิ่ “เซียวอ้ายชิง เ้ามีอะไรจะพูดกับกงจื้อิที่คิดจะยกทัพก่อฏหรือไม่?”
ในขณะที่เขาพูด เขาก็เหลือบมองไปที่ใบหน้าที่เคร่งขรึมของเซียวิ่และเยาะเย้ยอยู่ในใจ ก็แค่กั๋วจือจู้ฉง [1] เท่านั้น ตอนนี้ยังมีประโยชน์ต่อเขาอยู่ ดังนั้นเขาก็เลยไว้ชีวิตชั่วคราวไปก่อน
“กงจื้อิผู้นั้นส่งสารเชิญไปทั่วทั้งแผ่นดินเพื่อ้าฆ่าเ้าที่เป็กั๋วจือจู้ฉงโดยไม่มีข้อละเว้น ทั้งยังจะขับไล่ข้าออกจากบัลลังก์ั! เ้าจะยืนดูเฉยๆ โดยไม่สนใจอย่างนั้นหรือ?”
เซียวิ่นึกถึงถ้อยคำรุนแรงในสารเชิญนั้น หากว่าเมืองหลวงถูกกงจื้อิบุกเข้าโจมตีจริงๆ เกรงว่าเขาเองก็คงจะไม่รอดเช่นกัน ยิ่งได้ฟังถ้อยคำรับสั่งเหล่านี้ของฮ่องเต้ ความโกรธก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา เขาโค้งคำนับและตอบว่า “กราบทูลฝ่าา ข้าน้อยขอร้องด้วยความสัตย์จริงให้ฝ่าาออกราชโองการในทันที ให้กงจื้อิและพรรคพวกเป็ฏ และรับสั่งให้กองทหารเป่ยซานจวินรวมตัวและบุกออกไปโจมตี! หลังจากนั้นก็ให้จับกุมเหล่าคนใกล้ชิดในอดีตและอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการต่อต้านเข้าคุกและทรมานพวกเขาอย่างหนัก เพื่อที่จะหาสาเหตุจากปากของพวกเขาว่าเหตุใดในตอนนั้นกงจื้อิถึงยังมีชีวิตรอดไปได้ และเขาหลบซ่อนตนเองแล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอยตั้งหลายปีได้ยังไง! หลังจากสอบปากคำและทรมานอย่างหนักจะต้องได้รู้ความจริงอย่างแน่นอน!”
เขาพูดออกมาด้วยความฮึกเหิม ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความจงรักภักดีต่อฮ่องเต้ หากเป็คนที่ไม่รู้เื่ราวก็อาจถูกเขาหลอกได้จริงๆ
อย่างไรก็ตามหลังจากที่เขาพูดจบ ภายในพระตำหนักใหญ่ก็เกิดความเงียบอันน่าขนลุกขึ้นมา
ทุกคนต่างก็ไม่กล้าหารืออย่างเปิดเผย ทว่าพวกเขากลับแอบมองหน้ากันเป็การส่วนตัวด้วยสีหน้าที่ไม่สบายใจ
ผู้ตรวจการราชสำนักที่พอจะมีความกล้าหาญอยู่มากสักหน่อยเอ่ยคัดค้านออกมาด้วยเสียงเ็า “ผู้บัญชาการเซียวเหตุใดต้องแสร้งทำเป็ใสซื่อเช่นนี้ ใครจะไปรู้ว่าจิตใจที่สกปรกของเ้าคิดอะไรอยู่ หากจะพูดว่าคนที่ใกล้ชิดกับกงจื้อิมากที่สุด จวนองค์ชายเฉิงอี้นั่นแหละที่สนิทสนมที่สุด แล้วยังมีอัครมหาเสนาบดีในตอนนี้ด้วย!”
จากนั้นเสียงทุ้มต่ำอีกเสียงหนึ่งก็ดังสำทับตามหลังว่า “เ้าคงไม่ได้กำลังจะกันตนเองออกไปใช่หรือไม่”
ในแววตาของเซียวิ่ฉายแววความโกรธขึ้นมา ทว่าเขาก็ควบคุมตนเองไว้ได้ในทันที และแสดงออกเฉพาะความจงรักภักดีต่อฮ่องเต้เท่านั้น “ฝ่าา ข้าน้อยเป็ห่วงแผ่นดินซีเฮ่าจริงๆ จิตใจของข้าน้อยที่ภักดีต่อฝ่าา ฟ้าดินสามารถเป็พยานได้! แต่อัครมหาเสนาบดีผู้นั้น ในสถานการณ์เช่นนี้กลับไม่มาปรากฏตัว เหล่าขุนนางระดับล่างต่างก็ไปที่จวนของอัครมหาเสนาบดีเขาก็ยังไม่มาปรากฏตัว ฝ่าาลองพิจารณาดูดีๆ ในเวลานี้ท่านอัครมหาเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ไปอยู่ที่ไหน? เหตุใดถึงไม่ได้อยู่ในจวน? มีเื่อะไรที่สำคัญถึงขนาดที่ทำให้เขาไม่แม้แต่จะมาที่วังหลวงและหายตัวไปได้? ฝ่าาข้าคิดว่าควรจะ…”
“โอ้ ผู้บัญชาการเซียว ท่านคิดว่าควรจะทำยังไงงั้นหรือ? ตอนนี้สถานการณ์รุนแรงเช่นนี้ หากว่าผู้บัญชาการเซียวมีข้อเสนออะไรดีๆ เชิญท่านพูดให้ฟังอย่างละเอียด และให้ข้าได้เรียนรู้จากมันสักหน่อย!” เซียวิ่ยังไม่ทันพูดจบ ก็มีเสียงที่แก่ชรากว่าเล็กน้อยทว่ากลับทรงพลังดังเข้ามาจากด้านนอกพระตำหนักใหญ่
เหล่าขุนนางชั้นสูงต่างก็พากันดีใจขึ้นมาทันที พวกเขารีบมองออกไปด้านนอก
ชายชราวัยห้าสิบกว่าปีที่มีท่าทางคล่องแคล่วก้าวเข้ามาด้านในตำหนัก เขาไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียจากฟางจู้กั๋วอัครมหาเสนาบดีที่อยู่มาถึงสองรัชสมัยในแผ่นดินนี้ ถึงแม้ผู้าุโจะชราภาพแล้ว ทว่าดวงตาที่เรียวยาวทั้งสองข้างของเขากลับมีประกาย แค่เพียงกลอกตาเล็กน้อย ก็สามารถเห็นได้ถึงแสงสว่างของความฉลาดเฉลียวและมีวิสัยทัศน์กว้างไกล
ทันทีที่อัครมหาเสนาบดีฟางเข้ามาในพระตำหนักใหญ่ เขาก็ถูกภาพเบื้องหน้าทำให้ตกตะลึงไปในทันที บรรยากาศคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเื ช่างเป็กลิ่นที่ไม่น่าพิสมัยจริงๆ
อัครมหาเสนาบดีฟางขมวดคิ้ว แต่เขาก็ยังไม่สนใจสิ่งอื่นและตัดสินใจทำความเคารพฮ่องเต้ก่อน “ข้าน้อยขอเข้าเฝ้าฝ่าา ขอฝ่าาทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี!”
ซือหม่าเชวี่ยนหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาโบกมืออย่างสบายๆ “ลุกขึ้นมาเถอะ! อัครมหาเสนาบดีฟางมาช้าจริงๆ คงไม่ใช่เพราะว่าแก่แล้วก็เลยหูหนวกไปด้วยใช่ไหม เ้าไม่ได้ยินข่าวสารต่างๆ ก่อนหน้านี้เลยงั้นหรือ!”
แม้ว่าท่าทางของเขาจะดูเป็กันเอง ทว่าความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนั้นก็น่าใ
อัครมหาเสนาบดีฟางตอบด้วยท่าทีที่นิ่งสงบ เขาหยิบของชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ “ขุนนางเฒ่าได้ยินว่ากงจื้อิยังมีชีวิตก็ประหลาดใจไม่น้อย หลังจากนั้นก็ได้ยินว่าเขากำลังจะวางแผนก่อการฏอะไรบางอย่าง ในใจของข้ารู้สึกแปลกเล็กน้อยจึงส่งคนออกไปสืบหาต้นสายปลายเหตุมา ก็เลยได้พบความจริงอะไรบางอย่าง ฝ่าา มิสู้ท่านรับสั่งให้นางในทำความสะอาดพระตำหนักสักรอบ ฝ่าาเองก็จะได้ล้างรอยเืออกไปด้วย หลังจากนั้นข้าน้อยค่อยกราบทูลฝ่าา ทรงเห็นว่าเป็เช่นไร?”
ถ้อยคำเหล่านี้หากว่าเป็คนอื่นพูด ซื่อมาเชวี่ยนจะต้องโกรธมากอย่างแน่นอน ทว่าพอเป็อัครมหาเสนาบดีฟางพูดออกมา ความรู้สึกก็แตกต่างออกไป
ซือหม่าเชวี่ยนไม่อาจยอมรับได้ว่าในใจของเขาลึกๆ แล้วก็มีความเกรงกลัวคนที่เป็ที่พึ่งและเป็เหมือนดั่งแขนซ้ายขวาของท่านพ่อเขาคนนี้ ดังนั้นเขาก็เลยถอดเสื้อคลุมัที่เปื้อนเืออก และฝืนพูดออกมาว่า “งั้นก็รอก่อน เดี๋ยวข้าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า!”
หลังจากพูดจบ เขาก็กลับไปที่วังหลังโดยมีขันทีและสาวใช้คอยรายล้อมอยู่
ขันทีที่มีไหวพริบได้ส่งข่าวมาบอกเซียวกุ้ยเฟยไว้ก่อนแล้ว นางจึงรีบไปปรนนิบัติอาบน้ำให้แก่ฮ่องเต้ หากว่าเป็คนอื่นที่จู่ๆ ก็เห็นร่างกายที่เต็มไปด้วยเืเช่นนี้ พวกเขาก็คงใจนหน้าซีดด้วยความหวาดกลัว ทว่าเซียวกุ้ยเฟยกลับมีความกล้าหาญไม่เบา ทั้งยังกล้าหาญมากกว่าท่านพ่อของนางเสียอีก
นางสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย แล้วช่วยเปลื้องผ้าซือหม่าเชวี่ยนด้วยรอยยิ้มและหยอกล้อเขาเป็ครั้งคราว ถึงขั้นที่ว่ายังเลียใบหน้าที่เปื้อนเืของเขาอีกด้วย จากนั้นก็หัวเราะคิกคักราวกับว่ามีความสุขมาก
ซือหม่าเชวี่ยนรู้สึกมีความสุขเป็อย่างมาก เขาไม่สนใจว่าตนเองจะเปียกแค่ไหนกลับดึงนางเข้ามาไว้ในอ้อมกอดอย่างแแ่ เขาหัวเราะออกมาเสียงดังแล้วพูดว่า “กุ้ยเฟยที่รักของข้า ว่าแล้วว่าเ้าต้องเหมือนกับข้า!”
เซียวกุ้ยเฟยยิ้มออกมาอย่างพอใจมากขึ้น ราวกับดอกโบตั๋นที่กำลังบานสะพรั่งก็ไม่ปาน
ที่ภายในตำหนักจินหลวนเตี้ยนด้านหน้า มีขุนนางระดับสูงกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งรออยู่ในท้องพระโรงที่เพิ่งทำความสะอาดใหม่ ทว่าฮ่องเต้และนางสนมที่รักของเขาราวกับกำลังทำให้ผ้าห่มสีแดงกองอยู่ข้างเตียง [2] ผ่านไปนานสองนานก็ไม่ยอมออกมา
……
ด้วยเหตุนี้ จึงต้องรอเป็เวลาหนึ่งชั่วยามเต็มๆ ฮ่องเต้ถึงได้เดินออกมาอย่างช้าๆ ด้วยสีหน้าพึงพอใจ ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นล้วนมีสติปัญญาที่เฉียบแหลม เหตุใดจึงจะดูไม่ออกว่าฮ่องเต้เพิ่งไปทำอะไรมา ทันใดนั้นทุกคนก็พากันแอบส่ายหน้า การติดตามฮ่องเต้ผู้เป็ทรราชย์เช่นนี้ วันหน้าช่างเป็ที่เื่น่ากังวลจริงๆ
อัครมหาเสนาบดีฟางกลับทำเหมือนไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย เขายังคงถวายฎีกาไปตามปกติ
ซือหม่าเชวี่ยนที่เดิมทียังไม่ได้สนใจเท่าไร ทว่าหลังจากที่เขาอ่านก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเท่านั้น ในที่สุดเขาก็ตบโต๊ะว่าราชการที่แกะสลักลายัและหัวเราะออกมาเสียงดัง “เยี่ยมจริงๆ อัครมหาเสนาบดีกลับใช้คำว่า เฟ่ยเหริน [3] สองคำนี้ ช่างถูกใจข้าจริงๆ!”
ขุนนางทุกคนที่เห็นท่าทางของฮ่องเต้ก่อนและหลังราวกับพลิกจากหน้ามือเป็หลังมือ ทุกคนต่างก็สงสัยว่าฎีกาของอัครมหาเสนาบดีเขียนอะไรไว้กันแน่ โชคดีที่ในไม่ช้าฎีกาก็ถูกส่งมาถึงมือของพวกเขา บางคนที่อ่านแล้วก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้า และก็มีบางคนที่มองไปที่อัครมหาเสนาบดีฟางด้วยความสับสนมึนงง
ทั้งเมืองซีจิงไม่มีใครรู้ว่าอัครมหาเสนาบดีฟางเป็อาจารย์ของเสี่ยวอู่โฮ่ว และเคยสอนทั้งบทกวีและมารยาทให้เขาั้แ่ยังเล็ก มิเช่นนั้นคุณชายฟางก็คงไม่สนิทสนมกับเสี่ยวอู่โฮ่วราวกับพี่น้องเช่นนี้ ตอนแรกที่เสี่ยวอู่โฮ่วถูกฝังคุณชายฟางเองก็ก่อความวุ่นวายมากมายอยู่หลายวัน
ด้วยมิตรภาพเช่นนี้ ถึงแม้ทุกคนจะบอกว่าเสี่ยวอู่โฮ่วสมควรถูกฆ่า แต่อัครมหาเสนาบดีฟางก็ไม่สามารถจะพูดออกมาได้ แล้ววันนี้เขากลับเป็ฝ่ายเริ่มเสนอแผนการเช่นนี้ นี่เป็เพราะสาเหตุอะไรกันแน่?
ทว่าซือหม่าเชวี่ยนยังคงตกอยู่ในภวังค์แห่งความฝันที่สามารถตัดสินความเป็ความตายของผู้อื่นได้ ไหนเลยจะมาสนใจเื่พวกนี้ เขาจึงเอ่ยปากรับสั่งออกมาทันทีว่า “เซียวอ้ายชิง!”
เซียวิ่ก้มหน้าลงเพื่อไตร่ตรองถึงเจตนาของอัครมหาเสนาบดีฟางซึ่งเป็จิ้งจอกเฒ่าผู้นี้ ทันใดนั้นจู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงะโ จึงรีบตอบกลับว่า “ฝ่าา ข้าน้อยอยู่ที่นี่!”
“เ้าจงไปเลือกหน่วยกล้าตายที่มีฝีมือโดดเด่นมาสักห้าสิบคน และส่งไปเอาหัวของเ้าฏกงจื้อิกลับมาในทันที!” แววตาของซือหม่าเชวี่ยนทอประกายน่าหวั่นน่ากลัว น้ำเสียงของเขาก็มีความสั่นเทาอยู่ประมาณสามส่วน เห็นได้ชัดว่าเขามีความปรารถนาที่จะฆ่ากงจื้อิมากขนาดไหน
เซียวิ่รู้สึกลำบากใจเล็กน้อย อันที่จริงแล้วในใจของเขาก็รู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง ต่อให้เขาจะอายุมากกว่ากงจื้อิสองเท่า แต่หากจะพูดกันอย่างจริงจังขึ้นมา กงจื้อิก็เหมือนเสือที่ดุร้ายในป่าเขา ส่วนเขาก็เหมือนกับสุนัขเฝ้าบ้านเท่านั้น ปีนั้นตอนที่ทำากับชาวเถียเหล่ย ถึงแม้จะผ่านมานานขนาดนี้แล้ว ทว่าวันนี้หากชาวเถียเหล่ยได้ยินชื่อของกงจื้อสองคำนี้ขึ้นมา ก็ยังทำให้เด็กน้อยหยุดร้องไห้ได้ ชื่อเสียงที่น่าเกรงขามเช่นนี้ใช่ว่าหน่วยกล้าตายไม่กี่คนจะรับมือด้วยได้
ทว่าตอนนี้ฝ่าากำลังพระทัยดี หากว่าเขาพูดเื่ความกังวลของตนเองออกไป เกรงว่าจะไปทำลายอารมณ์ดีๆ นั้นเข้าและตัวเขาก็คงจะถูกโมโหอย่างมาก
เขากัดฟัน และยอมรับคำสั่งทหารมา
หน้าผากของหลิวพัวจวินที่เต็มไปด้วยเืก็มีหยาดเหงื่อเพิ่มขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้ของฮ่องเต้ ในใจของเขาก็รู้สึกผ่อนคลายไม่น้อย ยาพิษครั้งนั้นเขาใส่ลงไปในน้ำชาด้วยมือของตนเอง และเขาก็เห็นกับตาว่ากงจื้อิดื่มมันลงไป ต่อให้ทุกวันนี้เขาจะยังไม่เสียชีวิต ทว่าด้วยฤทธิ์ของยาฉือฮวาเฟิ่นเกรงว่าจะทำให้เขาต้องนอนป่วยอยู่บนเตียง อยากจะมีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้ อยากจะตายก็ไม่ได้ คนเช่นนี้ต่อให้เมื่อก่อนจะมีชื่อเสียงมากขนาดไหน ทว่าวันนี้การจะไปเอาชีวิตก็คงเป็เื่ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ
กงจื้อิในวันนี้ไม่ใช่แม่ทัพผู้พิชิตแผ่นดินตะวันตกในอดีตอีกต่อไป!
เมื่อคิดเช่นนี้ เขาก็รู้สึกตื่นเต้นราวกับได้รับกำลังใจ เขารีบก้าวไปข้างหน้าและคุกเข่าคำนับว่า “ฝ่าา ข้ายินดีที่จะทำให้ดีที่สุดเพื่อผู้บัญชาการเซียว! ข้าน้อยจะต้อง...”
ในขณะที่เขากำลังจะพูดคำสาบานที่ดูน่าเชื่อถือออกมา ทว่าดวงตาของซื่อหม่าเชวี่ยนก็จ้องมองไปที่อิฐที่ทำจากทองแท่งอย่างรวดเร็ว
หลิวพัวจวินใจนิญญาแทบจะออกจากร่าง เขารีบโค้งตัวลงต่ำ ราวกับว่าหากเขาไม่ทำตนเองให้เหมือนคนหลังค่อมก็จะไม่ยอมหยุดพัก
ฮ่องเต้หัวเราะอย่างเ็าออกมา “หลิวอ้ายชิง ข้าจะโอกาสแก่เ้าอีกครั้งหนึ่ง หากว่าเ้ายังล้มเหลวอีกข้าจะไม่ปลิดชีพเ้า แต่ข้าจะทำให้เ้าทรมานเสียยิ่งกว่าตาย!”
เื่วางยาพิษในตอนนั้นมีแค่เขากับฮ่องเต้ที่รู้ หลิวพัวจวินไหนเลยจะฟังไม่ออกถึงเจตนาของฮ่องเต้ แขนทั้งสองข้างของเขาอ่อนแรงจนเกือบจะล้มลงไปสั่นอยู่บนพื้น เขาตอบด้วยเสียงอันสั่นเทาว่า “ขอรับ ฝ่าา ข้าน้อยขอสาบานว่าจะไม่ทำพลาดอีกเป็ครั้งที่สอง”
แผนการจึงถูกกำหนดลงได้ เหล่าขุนนางก็ไม่กล้าเอ่ยปากอะไรออกมาอีก ซือหม่าเชวี่ยนยังคงนึกถึงกุ้ยเฟยที่อยู่ในวังหลัง ดังนั้นเขาจึงโบกมือให้แยกย้ายและเลิกประชุม
……
อัครมหาเสนาบดีฟางก้มหน้าลง เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยและเดินไปอย่างช้าๆ บนทางเดิน ปรากฏว่าทันทีที่เขาก้าวออกจากประตูวังก็ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญ ที่แท้ก็เป็ครอบครัวและคนใช้ของขุนนางที่ถูกฆ่าผู้นั้น เห็นได้ชัดว่าพอพวกเขารู้ข่าวแล้วก็รีบวิ่งมาทันที
ศพของขุนนางคนนั้นถูกห่ออย่างลวกๆ และโยนทิ้งลงบนพื้น
เหล่าทหารยามที่เฝ้าประตูวังอยู่ก็ถือหอกยาวไล่ผู้คนด้วยท่าทีโหดร้าย
“มันไม่สมเหตุสมผล ท่านพ่อ ท่านตายอย่างอนาถาจริงๆ!” บุตรชายของขุนนางคนนั้นยังเด็กมาก ในเวลานี้เขาไม่อาจใจเย็นได้อีกต่อไป เขาคุกเข่าหน้าศพและร้องไห้ออกมาเสียงดัง
อัครมหาเสนาบดีฟางขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อเห็นทหารยามเ่าั้กำลังจะจับใครบางคน เขาก็ไปพูดกับหัวหน้ายามรักษาการณ์สุยฉางชิงสองสามประโยค คนที่อยู่ข้างหลังก็ก้าวเท้าไปและยัดเงินให้พร้อมเกลี้ยกล่อมนิดหน่อย เหล่าทหารยามรักษาการณ์พวกนั้นก็ไม่กล้าที่จะไม่ไว้หน้าอัครมหาเสนาบดี อีกอย่างพวกเขาก็ได้รับผลประโยชน์ด้วยก็เลยวางหอกยาวลง และยังช่วยบุตรชายของขุนนางคนนั้นกับคนขับรถม้ายกเสื่อขึ้นไปด้วย จากนั้นรถม้าก็วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
อัครมหาเสนาบดีฟางมองจากระยะไกลๆ และเขาก็แอบถอนหายใจอย่างเงียบๆ
ท้องฟ้าในฤดูใบไม้ร่วงมักจะไม่มีเมฆ ทุกครั้งที่เงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามสดใสก็ราวกับว่าจะตกลงไปในภวังค์แห่งนั้น จนไม่อาจละสายตาออกไปได้
ใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา ทุกคนในครอบครัวอวิ๋นต่างก็ยุ่งกันมาก กงจื้อิเองก็ราวกับเทพัที่เห็นหัวแต่ไม่เห็นหาง [4] ติงเหว่ยเองก็แทบไม่เห็นแม้แต่เงาของเขาเลย
-----------------------------------------
[1] กั๋วจือจู้ฉง 国之蛀虫 หมายถึง บุคคลที่บ่อนทำลายผลประโยชน์ของชาติ และเป็อันตรายต่อประเทศชาติ
[2] ทำให้ผ้าห่มสีแดงกองอยู่ข้างเตียง 在锦被翻红浪 หมายถึง ใช้อุปมาถึงพฤติกรรมใกล้ชิดระหว่างชายและหญิง มักปรากฏในวรรณคดีโบราณเพื่อใช้เพื่ออธิบายบรรยากาศที่โรแมนติกหรือเร้าอารมณ์
[3] เฟ่ยเหริน 废人 หมายถึง คนไร้ค่า คนไร้ประโยชน์
[4] เทพัที่เห็นหัวแต่ไม่เห็นหาง 神龙见首不见尾 หมายถึง คนที่ทำตัวลึกลับ ไม่เปิดเผย
