ที่ลานกว้างด้านนอกโถงใหญ่ คลื่นสีดำครอบคลุมอยู่ทั่วทุกบริเวณ มองไปคล้ายกับทะเลมนุษย์สุดลูกหูลูกตา เกรงว่ายามนี้จะมีผู้คนอยู่นับหมื่น
ศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ทั้งมวลล้วนมารวมตัวอยู่ที่นี่ ทั้งหมดยืนอยู่เรียงรายเป็ระเบียบเรียบร้อย แม้จะมีเสียงพูดคุยกันแ่เบาแต่ก็ไม่วุ่นวาย ผู้คนส่วนใหญ่กำลังจ้องมองไปที่โถงใหญ่ของสำนัก ราวกับว่ารอคอยบางอย่าง
“เ้าสำนักและคนอื่นๆออกมาแล้ว!”
“เ้าสำนักและเหล่าผู้าุโ ยังมีศิษย์สายตรงทั้งหมดก็มา การประชุมใหญ่สำนักครั้งนี้ช่างเอิกเกริกนัก ไม่ทราบว่าจะประกาศเื่อันใดกันแน่?”
“เ้าดูนั่น ผู้ที่เดินเคียงคู่มากับศิษย์พี่หลิงเอียนคือไป๋หยุนเฟย!”
“มันเองหรือ... ผู้ที่ะเิหน้าผาหลอมประดิษฐ์หายไปครึ่งแถบ ผู้ที่ได้รับการยกเว้นให้เข้าเป็ศิษย์สายตรง หรือเ้าจะบอกว่าการประชุมใหญ่ครั้งนี้เกี่ยวข้องกับมัน?”
“เป็ไปได้อย่างไร? ต่อให้เป็เื่การยกเว้นเพื่อรับมันเป็ศิษย์สายตรงอย่างเป็ทางการ ก็ไม่มีความจำเป็ต้องเรียกประชุมใหญ่ทั้งสำนักเช่นนี้ แต่ว่าวันนี้ประจวบเหมาะกับที่เ้าสำนักเคยกำหนดไว้สามเดือน ไม่แน่ว่าอาจจะเป็เื่นี้ก็ได้...”
“ได้ยินว่าเมื่อครู่มันต่อสู้กับศิษย์พี่เฉินหวงฮัวแห่งยอดเขาประจิมที่เชิงเขา เท้าไม่ขยับจากที่เดิมแม้แต่ก้าวเดียวก็สามารถเอาชนะได้อย่างง่ายดาย...”
“ว่าอะไร? ศิษย์พี่เฉินหวงฮัวเพิ่งบรรลุด่านบรรพิญญาไม่ใช่หรือ? เป็ไปไม่ได้...”
“เป็จริงแล้ว ข้าเห็นมากับตาตนเอง ศิษย์พี่ไป๋ฝีมือร้ายกาจยิ่ง ยังเหนือกว่าศิษย์พี่เฉินมากมายนัก ใช้เวลาเพียงชั่วยกมือขึ้นก็จบการต่อสู้ลงได้...”
“เอ๊ะ? ผู้เฒ่าที่เดินข้างกายเ้าสำนักเป็ใครกัน? ไฉนจึงไม่เคยพบเห็นมาก่อน มิหนำซ้ำบรรดาผู้าุโยังเดินตามหลังอีกด้วย...”
“พวกเ้าเพิ่งเข้าสำนักมา จะไม่รู้จักก็ไม่แปลก ท่านนั้นคือเ้าสำนักรุ่นก่อน อดีตเ้าสำนักจื่อจินซึ่งถอนตัวเร้นกายไปแล้ว”
“ที่แท้ก็คืออาจารย์ปู่?! ถ้าเช่นนั้นหน้าตาอ่อนเยาว์เกินไปหน่อยหรือ?”
“เหลวไหล สำหรับผู้ฝึกปรือิญญาที่มีพลังฝีมือระดับนั้นแล้ว อายุร้อยปีก็ยังดูเหมือนวัยกลางคน นี่ไม่ใช่เื่น่าประหลาดอันใด...”
“อดีตเ้าสำนักจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเื่ในสำนักมิใช่หรือ? แต่ครั้งนี้กลับมาร่วมการประชุมใหญ่ มีเื่ใดกันแน่?
“ข้าจะทราบได้อย่างไร...”
“……”
บรรดาศิษย์ทั้งหลายต่างวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา แต่เมื่อโค่วฉางคงและคนอื่นๆเดินเข้ามาในบริเวณ ทั้งหมดก็แสดงท่าทีสำรวมหยุดการสนทนาลงทันที เพียงชั่วครู่ ลานอันกว้างใหญ่ก็กลายเป็เงียบสงบ
นี่เป็ครั้งแรกที่ต้องมายืนอยู่ต่อหน้าคนจำนวนมากเช่นนี้ มิหนำซ้ำคนส่วนใหญ่ก็กำลังจ้องมองมาที่มัน แม้ไป๋หยุนเฟยจะรู้สึกวางตัวไม่ถูก แต่ภายนอกยังคงนิ่งสงบ มันยืนยืดอกอย่างสง่างามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
หน้าโถงใหญ่มีเวทีหินขนาดใหญ่ ใช้สำหรับให้ศิษย์สายในได้ประลองฝีมือกัน ยามนี้จื่อจินกับโค่วฉางคงและเหล่าผู้าุโเดินขึ้นไป้าของเวที ส่วนซ่งหลินก็นำศิษย์สายตรงทั้งหมดเดินไปยืนอยู่เบื้องหน้าของเหล่าศิษย์ที่กำลังรอคอยอยู่ โดยที่ซ่งหลินเองยืนอยู่ด้านหน้าสุด
นี่คือการประชุมใหญ่ของสำนักช่างประดิษฐ์ ไม่ใช่พิธีมอบรางวัลของบริษัทเอกชน ดังนั้นจึงไม่มีผู้าุโเรียงแถวกันขึ้นกล่าวบนเวที แม้กระทั่งคนที่คอยจัดแจงพิธีการก็ยังไม่มี โค่งฉางคงกวาดตามองไปยังบรรดาศิษย์ทั้งหลายที่มีจำนวนนับหมื่นคนตรงหน้า จากนั้นจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักทุ้มชัดเจนว่า “การเรียกประชุมใหญ่สำนักครั้งนี้ ก็เพื่อจะประกาศเื่หนึ่งให้ทุกคนทราบ!”
โค่วฉางคงไม่ได้ตะเบ็งเสียงกล่าววาจา แต่ว่าศิษย์ทุกคนภายในลานกลับได้ยินอย่างชัดเจน ทั้งหมดกำลังรอที่จะฟังคำพูดต่อไป
โค่วฉางคงปรายตาอีกครั้งไปมองที่ไป๋หยุนเฟย “หยุนเฟย เ้าขึ้นมา!”
“เกี่ยวข้องกับข้าจริงหรือนี่!” ไป๋หยุนเฟยลอบสะท้านใจ แต่ว่าในใจแม้ตระหนกแต่ก็ไม่กล้าชักช้า มันรีบเดินขึ้นเวทีด้วยท่าทีอันสำรวม
เมื่อไปถึงเบื้องหน้าโค่วฉางคง ไป๋หยุนเฟยก็เอ่ยถามเสียงแ่เบาด้วยความสงสัย “ท่านอาจารย์...”
มิคาด จู่ๆโค่วฉางคงก็สั่นศีรษะ ก่อนจะกล่าวอย่างแ่เบาออกมาประโยคหนึ่งที่ทำให้ไป๋หยุนเฟยถึงกับหน้าซีดเผือด
“อย่าได้เรียกข้าว่าอาจารย์”
พริบตาเดียวสมองไป๋หยุนเฟยก็ขาวโพลนว่างเปล่า ในใจมีเสียงสะท้อนก้องไปมา “อย่าได้เรียกข้าว่าอาจารย์? หมายความว่าอย่างไร... หรือว่า หรือว่า... ข้าจะไม่ได้เป็ศิษย์สายตรงอีกต่อไปแล้ว?” เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นในหัว ความรู้สึกท้อแท้ผิดหวังก็แผ่กระจายอย่างรวดเร็ว จนไป๋หยุนเฟยมีทีท่าราวกับสูญเสียสิ่งสำคัญไปอย่างกะทันหัน...
แต่ทว่ามันกลับไม่รู้ตัว ยามนี้ใบหน้าของเหล้าผู้าุโที่มองมา กลับเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
โค่วฉางคงหยุดไปชั่วครู่ จากนั้นจึงชี้นิ้วไปยังไป๋หยุนเฟยพร้อมกับมองไปยังเหล่าศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์ทั้งมวล แล้วจึงกล่าวด้วยเสียงอันดัง “เมื่อครู่ข้าบอกไปแล้ว วัตถุประสงค์ของการประชุมใหญ่ครั้งนี้ ก็เพื่อประกาศเื่หนึ่งให้ทราบ นั่นก็คือ...”
“ศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนัก ไป๋หยุนเฟย นับแต่นี้ไปจะเป็ศิษย์สายตรงคนที่สี่ของอดีตเ้าสำนักช่างประดิษฐ์จื่อจิน!!”
“……”
“……”
ทั้งลานกว้างเงียบงันไปชั่วอึดใจ จากนั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ก็ะเิขึ้น
“ว่าอะไร? ข้าไม่ได้ฟังผิดไปกระมัง? เมื่อครู่ท่านเ้าสำนักบอกว่าอะไร? ศิษย์สายตรงของผู้ใดกันนะ?”
“ข้าได้ยินว่าเป็ศิษย์สายตรงของอดีตเ้าสำนักจื่อจิน ข้าก็ได้ยินผิดไปกระมัง?”
“เ้าได้ยินไม่ผิดพลาด เว้นแต่ว่าท่านเ้าสำนักจะกล่าวผิดไปเอง ไม่เช่นนั้น ไป๋หยุนเฟยผู้นั้น จากนี้จะกลายเป็ศิษย์ของอดีตเ้าสำนัก และเป็ศิษย์น้องของเ้าสำนักแล้ว...”
“เหลือเชื่อ?! อดีตเ้าสำนักที่เกษียณตนเองไปหลายปีจะกลับมารับศิษย์อีกครั้ง!”
“ศิษย์พี่ไป๋... ไม่สิ จากนี้ไปควรต้องเรียกเป็อาจารย์อาไป๋แล้ว!”
“มันมีอะไรพิเศษที่เหนือกว่าผู้อื่น จึงถูกรับเป็ศิษย์ของอดีตเ้าสำนักได้...”
“……”
บรรดาศิษย์สายตรงทั้งหมดไม่เว้นแม้แต่ซ่งหลิน ก็มีสีหน้าแตกตื่นตะลึงลาน ราวกับว่าทุกคนไม่อยากเชื่อต่อสิ่งที่ตนเองได้ยิน เห็นได้ชัดว่าแม้แต่พวกมันเองก็ยังไม่ทราบเื่นี้มาก่อน
เมื่อมองดูไป๋หยุนเฟยที่ปากอ้าตาค้าง โค่วฉางคงก็เผยรอยยิ้มออกมา จากนั้นจึงกล่าวว่า “หยุนเฟย นับแต่นี้เป็ต้นไป เ้าไม่อาจเรียกข้าว่าอาจารย์อีกแล้ว ลำดับาุโในสำนักไม่อาจละเมิด เ้ากับข้านับแต่นี้ให้เรียกหาเป็ศิษย์พี่ศิษย์น้อง เ้าไม่ต้องรู้สึกตะขิดตะขวงใจไป อันที่จริงข้าเองก็ยังไม่ได้รับเ้าเป็ศิษย์อย่างเป็ทางการ ยามนี้เ้าสามารถได้รับการสอนสั่งจากผู้าุโเช่นท่านอาจารย์ ทั้งหมดก็เป็เพราะการแสดงออกอันโดดเด่นของเ้าเอง ต่อไปเ้าต้องรีบทำความคุ้นเคยกับลำดับาุโใหม่นี้ให้ได้โดยเร็ว”
“นี่... ข้า...” เนิ่นนาน ไป๋หยุนเฟยยังไม่อาจเรียกสติกลับคืนมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ ระหว่างที่รับฟังคำพูดของโค่วฉางคงมันเองก็ยังไม่ทราบว่าควรจะตอบกลับอย่างไรดี
เห็นท่าทีเหม่อลอยซึมเซาของไป๋หยุนเฟย หวงฝู่หนานที่อยู่ด้านข้างก็เบะปากกล่าวว่า “เฮอะ เ้าเด็กแซ่ไป๋ เ้าคงสั่งสมวาสนามาแปดชาติภพกระมัง คิดไม่ถึงว่าเข้าสำนักมาได้เพียงสามเดือน จู่ๆก็มีาุโรุ่นเดียวกับเ้าสำนักและข้าแล้ว ยังจะเหม่อลอยอยู่อีก อาจารย์ลุงยังรอเ้าอยู่ ยังไม่รีบคารวะอาจารย์อีก!”
ได้ยินคำพูดกล่าวเตือน ไป๋หยุนเฟยจึงได้สติรู้สึกตัว เห็นใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มของอดีตเ้าสำนักจื่อจินซึ่งมองมา มันที่สั่นประหม่าอยู่ก็รีบก้มศีรษะคารวะ “ศิษย์... ศิษย์ไป๋หยุนเฟย คารวะท่าน... ท่านอาจารย์!!”
จื่อจินพยักหน้าอย่างยิ้มแย้ม “อืม หยุนเฟย จากนี้เ้านับเป็ศิษย์สายตรงของข้าแล้ว ข้าจะถ่ายทอดวิชาความรู้ทั้งมวลอย่างสุดความสามารถ เ้าเองก็อย่าทำให้ข้าผิดหวัง...”
“ทราบแล้ว ท่านอาจารย์!!”
ไป๋หยุนเฟยขานรับด้วยเสียงอันดัง จากความผิดหวังอันใหญ่หลวงเมื่อครู่กลับกลายเป็ความยินดีอย่างสุดขีดในยามนี้ ในใจของมันก็มีคำพูดประโยคหนึ่งดังก้องอยู่...
ชีวิตคนเราขึ้นและลงอย่างรวดเร็ว แต่ครั้งนี้กลับเร้าใจเกินไปแล้ว!!
…………
หลังจากโค่วฉางคงประกาศเื่นี้เสร็จ การประชุมใหญ่ของสำนักก็จบลง
บรรดาศิษย์ที่ยังคงสับสนกังขาต่างก็ทยอยแยกย้ายจากไป ระหว่างทางก็วิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานา ส่วนอดีตเ้าสำนักจื่อจินหลังจากสั่งการต่อไป๋หยุนเฟยว่าพรุ่งนี้ในยามเช้าให้ไปพบที่ยอดเขาอุดร ก็เดินกลับเข้าโถงใหญ่ไปพร้อมกับเหล่าผู้าุโ ปล่อยให้ไป๋หยุนเฟยอยู่ร่วมกับสหายที่ยังรออยู่
ผ่านไปไม่นาน บนลานกว้างก็หลงเหลือเพียงไป๋หยุนเฟยและสหายที่สนิทสนมจำนวนหนึ่ง
ทั้งถังซินหยุน เย่จือชิว จงซูหาวและคนอื่นๆก็รุมล้อมเข้ามาโดยมีไป๋หยุนเฟยอยู่กึ่งกลาง
“พี่ไป๋... อาจารย์อา... ไป๋...” ม่อเสี่ยวเซียนเดินมาถึงข้างกายไป๋หยุนเฟย มันคิดจะกล่าวทักทายแต่กลับไม่ทราบจะเรียกหาว่าอย่างไรดี
“อย่าได้... เอาเถอะ” ไป๋หยุนเฟยรีบโบกมือกล่าว “ข้าได้ยินแล้วยังรู้สึกขนลุก เอาเป็ว่าเรียกหาเช่นเดิมเถอะ ระหว่างพวกเราเองไม่ต้องถือสาเื่พวกนี้”
“จริงหรือ? พวกเรายังเรียกหาท่านเป็พี่ไป๋ได้เช่นเดิมหรือ?” จงซูหาวกล่าวด้วยความยินดี
“อืม” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้ารับคำด้วยรอยยิ้ม
“เฮ้อ... ยังดี ยังดี...” ม่อเสี่ยวเซียนถอนหายใจพร้อมกับยิ้มโดยไม่เก็บอาการ จากนั้นจึงกล่าวว่า “ข้าเข้าใจว่าจากนี้คงไม่อาจพูดคุยกับพี่ไป๋เช่นเดิมได้อีกแล้ว! จู่ๆท่านก็กลายเป็ผู้าุโ พวกเราทำตัวไม่ถูกแล้ว!”
ไป๋หยุนเฟยกล่าวว่า “นี่เป็เพียงลำดับาุโในสำนักเท่านั้น แต่ระหว่างพวกเราอย่างไรก็ยังคงเป็เช่นเดิม”
ระหว่างที่กล่าวนั้น ก็หันไปยังถังซินหยุนที่อยู่ด้านข้าง จากนั้นจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “ซินหยุน ท่านวางใจเถอะ ข้าไม่ให้ท่านเรียกว่าอาจารย์อาอย่างแน่นอน ฮ่า ฮ่า...”
“...” ถังซินหยุนนิ่งงันไร้คำพูด ก่อนหน้านี้นางเคยสัพยอกมันว่าให้เรียกตนเป็ศิษย์พี่หญิง ยามนี้นางจึงลอบหวั่นเกรงว่าอีกฝ่ายจะให้นางเรียกเป็อาจารย์อาบ้างแล้ว
ยามนี้ ซ่งหลิน เซียวหนานเหรินและหลิงเอียนทั้งสามก็เดินมาถึง ซ่งหลินมองดูไป๋หยุนเฟยก่อนจะกล่าวด้วยความลังเล “ศิษย์น้อง... ไป๋... อาจารย์อา....”
เห็นได้ชัดว่าที่จริงมันก็ยังไม่อาจปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเช่นนี้ได้ทัน
“ศิษย์พี่ใหญ่ อย่าได้เรียกข้าเป็อาจารย์อาเด็ดขาด... ” ไป๋หยุนเฟยโบกมือกล่าวว่า “ทุกท่าน จากนี้ไปเรียกข้าว่าหยุนเฟยก็แล้วกัน อย่าได้ทำตัวเหินห่างจนเกินไป”
ซ่งหลินลอบถอนหายใจ “ฮ่า ฮ่า ถ้าเช่นนั้นเ้าก็อย่าได้เรียกข้าว่าศิษย์พี่ใหญ่...”
ไป๋หยุนเฟยใคร่ครวญชั่วครู่จึงกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าเรียกท่านว่าพี่ซ่งก็แล้วกัน ยังมีพี่เซียวกับพี่หลิงอีก พวกท่านต่างก็อายุมากกว่า ข้าเรียกพี่ก็นับว่าเป็เื่อันเหมาะสม”
“อืม ก็ดี ถ้าเช่นนั้นจากนี้ไปก็เอาตามนี้เถอะ”
พวกซ่งหลินทั้งสามพยักหน้ารับ เพราะหากจะให้พวกมันเปลี่ยนคำเรียกหาของผู้ที่เคยเรียกเป็ศิษย์น้องให้เป็‘อาจารย์อา’ นับว่าน่าอึดอัดใจอยู่ไม่น้อยจริงๆ
