แดดจ้าในยามกลางวันตกกระทบลงบนละอองน้ำที่กระเซ็นจากน้ำตก สะท้อนแสงเป็สีชมพูจางๆ
เสียงน้ำตกกระแทกกับหินดังะเืเลือนลั่น
เสียงกรีดร้องไม่รื่นหูของฮ่องเต้เวิน ได้ถูกเสียงน้ำตกกลบไปจนสิ้น
ขันทีข้างกายฮ่องเต้ก็ได้แต่ก้มหน้าต่ำ ไร้สุ้มเสียง
เขาเป็ขันทีระดับสูงในวังหลวง ว่าไปแล้วไม่ควรทำให้ฮ่องเต้ประสบกับเหตุการณ์อันไม่น่าอภิรมย์เช่นนี้ได้ เพียงแต่บนูเาหลงยวนแห่งนี้มีงูเยอะเหลือเกิน
ทั้งสองข้างทางมีแต่งูและงู
ฝ่าามัวแต่ดีใจมาตลอดทางจึงไม่ได้สังเกตเห็น เขาเองก็ไม่กล้าเอ่ยปากเตือน ด้วยกลัวว่าฝ่าาจะใ
หากคนสามารถอาศัยอยู่บนูเาลูกนี้ได้ เ้างูพวกนี้ก็คงจะไม่ใช่งูพิษอะไร ไม่เช่นนั้นหากโดนกัดขึ้นมาก็คงต้องมีคนตายแล้ว
่นี้ก็ไม่ได้ยินข่าวอันใดจากฮูหยินหลัว มีแต่ได้ยินว่างูบนูเาได้มาถึงคราวหายนะแล้ว
ทว่าฝ่าาอยากจะนั่งพัก ขันทีชราคิดจะห้ามก็ห้ามไม่ทันแล้ว จึงได้แต่ช่วยปัดกวาดก่อนคราหนึ่ง
ทว่างูมีมากเกินไป ต่อให้ป้องกันก็ป้องกันได้ไม่หมด จึงยังมีหลงเหลืออยู่
เมื่อฮ่องเต้สงบลงก็ไม่ได้ถอดใจ ยังคงเดินขึ้นูเาต่อ
ขันทีชราและขุนนางจดบันทึกพระจริยวัตรของฮ่องเต้ล้วนแต่ตื่นตระหนกไปตามๆ กัน
ฮ่องเต้ครานี้มีใจมุ่งมั่นจริงๆ
เดิมทีพวกเขาคิดว่าด้วยนิสัยของฮ่องเต้เวินเดินไปสักครึ่งทางก็คงจะรีบกลับวังแล้ว ไม่คาดคิดว่ากระทั่งโดนพวกงูข่มขวัญ ฮ่องเต้ก็ยังตั้งใจเดินขึ้นไปบนูเาก่อน
แม้จะผ่านศาลารับลมมาแล้ว ฝูงงูก็ดูเหมือนจะน้อยลงมาก
ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยความสงบ กระทั่งนกก็ยังไม่มี
มีเพียงเสียงหอบเหนื่อยของฮ่องเต้ที่ยังดังชัดเจน
ขันทีชราร่างกายคล่องแคล่ว ยามเดินไม่มีแม้กระทั่งเสียง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่หอบเหนื่อย
ส่วนขุนนางจดบันทึกมีงานมากมายที่ต้องวิ่งวุ่นอยู่ตลอด จึงได้ออกกำลังกายแทบทุกวัน แค่ขึ้นเขาจึงไม่นับว่าเหนื่อยมากนัก
ท่านราชครูน้อยปกติก็ฝึกร่างกายอยู่เป็ประจำ แม้จะผอมดูอ่อนแอ แต่ก็ไม่ได้มีอาการเช่นฮ่องเต้
ยิ่งเดินสูงขึ้น แต่ละย่างก้าวมีแต่จะยิ่งช้าลง
ทุกคนล้วนไม่กล้าเดินไวจนเกินไป ด้วยเห็นแก่หน้าฮ่องเต้
กว่าจะมาถึงยอดเขาก็รู้สึกราวกับเดินกันมานานนับปีแล้ว
เมื่อฮ่องเต้มาถึงยอดเขาก็รู้สึกหิวจนท้องส่งเสียงโครกคราก
เพราะยามนี้เลยเวลาอาหารกลางวันไปแล้ว
ฮ่องเต้พลันรู้สึกว่าั้แ่เกิดมา ครั้งนี้น่าจะเป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกหิวถึงเพียงนี้ ก็ใครจะกล้าปล่อยให้เขาหิวกันเล่า
ปกติหลังจากทานมื้อเช้าเสร็จ มื้อเที่ยงก็มารอแล้ว ยามบ่ายเมื่อดื่มชาเสร็จ มื้อค่ำก็จัดเตรียมไว้รอแล้ว
เมื่อมาถึงยอดเขา ฮ่องเต้หนุ่มก็ชะงักฝีเท้าครู่หนึ่ง เมื่อเห็นจวนหลังหนึ่งอยู่ไม่ไกล ดวงตาก็ทอประกายขึ้นมา
ทว่าไม่ใช่เพียงเพราะจะได้พบสาวงาม แต่เป็เพราะความหิว เขาหิวเสียจนแทบคลั่งอยู่แล้ว
ออกเดินทางั้แ่เช้า กว่าจะถึงก็ใกล้จะพลบค่ำอยู่รอมร่อ
ร่างกายของฮ่องเต้ช่างไร้ประสิทธิภาพนัก
เมื่อมาถึงยอดเขา อาภรณ์ที่ตั้งใจสวมใส่อย่างประณีตั้แ่เช้าล้วนไม่เหลือเค้าเดิม
ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิง ผ้าที่รัดผมไว้ก็เอียง เหงื่อโซมไปทั้งแผ่นหลัง อาภรณ์เหนียวเหนอะหนะ
ฮ่องเต้ไม่มีประสบการณ์การออกมาข้างนอกมากนัก ที่มีก็ไม่สู้เหล่าสตรีชั้นสูง เหล่าสตรีชั้นสูงยามออกท่องเที่ยวไปเป็แขกยังต้องเตรียมอาภรณ์เสียหลายชุดเพื่อเปลี่ยน
ฮ่องเต้ไม่ได้เตรียมมาสักชุด
ในตอนนั้นฮ่องเต้จึงได้ถามคนสนิทว่ามีชุดให้เปลี่ยนหรือไม่
ขันทีชราได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่อ้ำอึ้ง
ก็ใครจะไปคิดว่าเ้านายของตนจะมีสภาพราวกับไก่อ่อนเช่นนี้
เช่นนั้นจึงไม่ได้นำชุดมาด้วย เขารับหน้าที่เพียงดูแลว่าวของฝ่าาเท่านั้น
ฮ่องเต้นึกกังวลขึ้นมาจริงๆ เกรงว่าหากแม่นางหลัวเกิดไม่พอใจขึ้นมาจะทำอย่างไร นางกำนัลรับใช้วันนี้ก็ไม่ได้ติดสอยมาสักคน
ทั้งกลุ่มมีเพียงขันทีชรา เขา และราชครูน้อยที่ไม่อาจแต่งงานได้อีกคน
ใบหน้าของฮ่องเต้ปรากฏแววไม่พอใจ เพราะอีกประเดี๋ยวจะต้องพบกับแม่นางหลัวแล้ว แต่ตนเองกลับดูไม่หลักแหลมและผ่าเผยแม้แต่น้อย
บัดนี้เขารู้สึกโกรธเสียจนอยากกลับวังเสียแล้ว
ทว่าเมื่อคิดไปก็รู้สึกว่าช่างยากเย็นนักกว่าตนจะปีนมาถึงที่นี่ได้
จึงได้แต่อดทนเอาไว้
เขาขึ้นมาบนนี้กะทันหัน ไม่ได้ให้ใครมาแจ้งล่วงหน้า ด้วยอยากจะทำให้แม่นางหลัวประหลาดสักหน่อย
ทว่าในความเป็จริง แม่นางหลัวและราชครูก็รู้ว่าพวกเขามาถึงั้แ่ครึ่งทางแรกแล้ว
หลังจากที่พวกเขาขึ้นมาอยู่บนูเาลูกนี้แล้วก็สร้างอุปกรณ์ต่างๆ ตามแบบที่เคยสร้างในหมู่บ้านไป๋กู่ แม้ตอนนี้จะยังไม่ถึงขั้นทำรถราง ทว่าระฆังแจ้งข่าวค่อนข้างจะทำง่าย แค่ใช้อาวุธกู่ และเชือกโยงจากด้านล่างูเาขึ้นมา้าูเาก็เรียบร้อยแล้ว
เมื่อคนมา เพียงเขย่าสักหน คน้าก็รู้แล้ว
ราชครูเมื่อรู้ว่าคนที่กำลังขึ้นเขามาเป็ฮ่องเต้ก็ใไปพักหนึ่ง ชาตินี้เขาไม่เคยเห็นฮ่องเต้เวินจะเคยลงแรงถึงเพียงนี้ ครานี้ถึงกับยอมเดินขึ้นเขาด้วยพระองค์เอง…
ไม่ใช่ว่าเขาดูถูกเ้านายเก่าของตน ทว่าฝ่าาไม่ว่าจะลงมือทำอะไรก็เอาแต่ยืดยาดทั้งยังโลเล ไม่เด็ดขาด จะให้พระองค์ตัดสินใจอะไรก็แสนจะยากเย็น ได้แต่ประวิงเวลาออกไปเรื่อยๆ
เมื่อได้ยินว่าฮ่องเต้เสด็จ แม่นางหลัวไม่แม้แต่จะเปลี่ยนสีหน้า ราชครูมองท่าทางเ็าของนางแล้ว ก็ได้แต่ส่ายหน้า
ฮ่องเต้คิดเองเออเองว่า ได้ขึ้นมาบนูเาลูกนี้อย่างลับๆ ทั้งยังรู้สึกว่าูเาลูกนี้ช่างสุขสงบ
สิ่งแรกที่ออกมาต้อนรับฮ่องเต้ จึงเป็เพียงไก่ตัวหนึ่ง
ทั้งยังเป็แม่ไก่แก่เสียอีก
กรงเล็บสีดำ ขนหมองไม่เงางามและหัวสั้นๆ ของมันค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้
“นี่มันตัวอะไรกัน”
ขันทีชราทูลตอบด้วยความอับอาย “ทูลฝ่าา มันคือไก่พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้พยักหน้าตาม “ดูแล้วก็คล้ายกับหงส์ของอาจ้าวในสวนหงส์อยู่เหมือนกัน”
ฮ่องเต้เพียงตรัสลอยๆ อย่างไม่คิดอะไรว่าแม่ไก่แก่ตัวนี้ช่างคล้ายกับนกยูงขนสั้นในวังหลวง
ทว่าขันทีชราและขุนนางจดบันทึกกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น การที่ฮ่องเต้เปรียบเทียบไก่ในเรือนของแม่นางหลัวกับหงส์ในสวนของฮองเฮาจ้าวย่อมต้องมีความหมายลึกซึ้ง
ฮ่องเต้แขม่วหน้าท้องที่ยื่นออกมา แล้วคิดเอาเองว่าตนเป็หนุ่มรูปงามคนหนึ่ง ก่อนจะเดินไปหน้าประตูเรือน
ราชครูน้อยเห็นบรรยากาศตรงหน้าก็นึกอิจฉาเหลือเกิน ที่นี่เป็ที่ราบกว้าง ไกลๆ ยังมีป่า และทะเลสาบ ตรงหน้าเขาในตอนนี้ยังมีเรือนหลังหนึ่ง แม้จะดูเก่าไปสักหน่อยแต่ก็น่าจะอบอุ่นไม่เบา
ราชครูน้อยรักสงบ จึงคิดว่าตนน่าจะชอบที่นี่
แม่ไก่แก่ตัวนี้ไม่กลัวคนแม้แต่น้อย เมื่อมันเห็นว่ามีคนมาก็กระดกก้นแล้วตีปีกพั่บๆ ตามพวกเขาไป
ขันทีชราเดินออกไปเคาะประตูเรือน
คนที่เดินมาเปิดประตูเรือนให้เป็ชายชราคนหนึ่ง
สายตาเฉียบแหลมกวาดมอง เพื่อประเมินกลุ่มคนตรงหน้า
“มาหาใครหรือ”
ขันทีชราเมื่อเห็นชายชราแล้ว ก็อึ้งไปครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงรีบเอ่ยขึ้น “พวกเรามาหาท่านอาจารย์กัว เ้านายของข้าเป็สหายคนสนิทของท่านอาจารย์กัว”
“พวกท่านโปรดรอสักครู่ ข้าขอไปถามท่านอาจารย์กัวก่อน” เมื่อกล่าวจบชายชราก็ปิดประตูพร้อมทั้งมีเสียงลั่นดาลดังขึ้น
ดวงตาของฮ่องเต้แทบถลนออกจากเบ้า
ั้แ่เขาเป็ขันทีคนสนิทของฝ่าา ไม่ใช่สิ… ั้แ่เป็ผู้คุ้มกันก็ไม่เคยจะมีใครกล้าชักสีหน้าใส่เขา กระทั่งฮองเฮาจ้าวก็ปฏิบัติกับเขาด้วยความเกรงอกเกรงใจ
ในใจเขาสุมไปด้วยโทสะ ทว่าหันกลับไปมองฝ่าาที่กำลังตื่นเต้นเสียจนต้องถูมือไปมา เขาก็ได้แต่เดินวนไปมาเพื่อสงบสติอารมณ์
ขันทีชราที่ดั่งมีไฟสุมทรวง บัดนี้ทำได้เพียงกล้ำกลืนมันกลับไป
จากนั้นก็ไปยืนด้านข้างด้วยท่าทีสงบนิ่งดุจตุ๊กตาผ้าตัวหนึ่ง
ท่านลุงฉือที่เพิ่งจะปิดประตูเพื่อเข้ามาเรียกคนก็ตื่นใอยู่ไม่น้อย
คุณพระคุณเ้าช่วย ข้าจะใตาย
เมื่อครู่ตอนเปิดประตูออกไป เขายังนึกว่าเป็ฏจากแคว้นซีตามมาไล่ฆ่าเขาถึงที่นี่เสียอีก
คนที่เป็ขันทีเหมือนกัน ไม่ต้องมอง แค่ดมกลิ่นก็รู้สถานะของอีกฝ่ายแล้ว
ราชวงศ์แคว้นซีวุ่นวายเหลือเกิน ขันทีและนางกำนัลที่ซื่อสัตย์มีเพียงไม่กี่คน ไม่เช่นนั้นฮ่องเต้แคว้นซีคงจะไม่โดนสวมเขาเช่นนี้
แคว้นซีไม่ได้มีเพียงองค์ชายน้อยถังซี แต่ยังมีองค์หญิงใหญ่อีกคน ทว่าทุกคนต่างก็รู้กันว่าร่างกายของฮ่องเต้แคว้นซีเทอะทะถึงเพียงนั้น จึงน่าจะไม่สะดวกที่จะกระทำการ เช่นนั้นเขาจึงไม่ได้ไปมาหาสู่กับนางสนมเท่าใดนัก ทุกวันมีเพียงฮองเฮาที่ยังอดทนอยู่ข้างกาย
เื่ก็เป็เช่นนี้ พระสนมนางหนึ่งให้กำเนิดองค์หญิงที่มีชันษามากกว่าองค์ชายหลายปี
คนเ่าั้ต่างก็ขวัญกล้าเกินใคร หากบุตรคนนี้ไม่ใช่องค์หญิง เกรงว่าฮ่องเต้คงจะได้สละราชสมบัติแล้ว
ขันทีชราแคว้นซีหรือท่านลุงฉือเดินไปเรียกท่านอาจารย์กัว ในใจก็ยังคงรู้สึกยุ่งเหยิงนัก
เช่นนั้นจึงพากันกุลีกุจอออกไปต้อนรับ
เมื่อประตูใหญ่เปิดออก
ครานี้คนที่เดินมาเปิดประตูคือท่านอาปา ขันทีชราเห็นเช่นนั้นก็นึกอยากจะหนีไปซ่อนขึ้นมา
ท่านราชครูเมื่อเห็นว่าใครมา สีหน้าก็ใร้องขึ้น “ฝ่า…”
ราชครูน้อยเมื่อเห็นท่านราชครูก็รู้สึกตื่นเต้นนัก ทว่าเมื่อเห็นฝีมือการแสดงทำทีเป็เชื่องช้าของอีกฝ่าย ความอับอายก็พลันจู่โจมเข้ามาจนเขาต้องก้มหน้าต่ำลง คนตระกูลจ้งไม่เหมาะกับการแสดง ท่าทางดูแล้วช่างปลอมยิ่งนัก
ทว่าฮ่องเต้กลับไม่ได้สังเกตเห็น เขารีบร้อนก้าวเข้าไปในเรือนทันที
