เล่มที่ 6 บทที่ 155 สินค้าจากร้านหลอมอาวุธฟานซื่อ
หลินเฟยรู้ดีว่าจะต้องสะสางเื่ที่ค้างคาในขั้นมิ่งหุนเคราะห์หนึ่งก่อน หลังจากนั้นถึงจะเป็เวลาสมควรแก่การฝ่าเคราะห์ขั้นที่สอง
ก่อนอื่นจะต้องหลอมปราณโลหะสีทองที่สะสมให้หมดเสียก่อน ต้องทำให้ปราณกระบี่อิ๋นเหวินและทงโยวมีพลังเทียบเท่าขั้นมิ่งหุนเคราะห์หนึ่งให้ได้
ตอนนี้หลินเฟยมีปราณกระบี่ทั้งหมดสี่สาย โดยมีปราณกระบี่ไท่อี๋และซีรื่อเป็ปราณกระบี่เซียนเทียน ซึ่งก็คือรากฐานของเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่ ทั้งคู่มีมนต์สะกดหนึ่งสายแต่กำเนิด หากไม่ได้บรรลุขั้นฟ่าเซิน ก็จะไม่สามารถบำเพ็ญได้ แต่ปราณกระบี่อิ๋นเหวินและทงโยวที่เป็ปราณกระบี่โฮ่วเทียนกลับสามารถบำเพ็ญได้ทันที
ปราณกระบี่อิ๋นเหวินอยู่กับหลินเฟยมานานที่สุด จึงมีมนต์สะกดโฮ่วเทียนยี่สิบเก้าสายั้แ่ตอนบรรลุขั้นมิ่งหุนเคราะห์แรกแล้ว หากบำเพ็ญนานกว่านี้ จะต้องมีพลังเทียบเท่าระดับสูงสุดของขั้นมิ่งหุนเคราะห์แรกเป็แน่ แต่ปราณกระบี่ทงโยวกลับอ่อนด้อยกว่า เพราะั้แ่ตอนที่ได้มาจากหุบเขากระบี่ หลินเฟยก็เอาแต่หนีตาย ทำให้ไม่มีเวลาบำเพ็ญ เขาได้แต่อาศัยไออสูรไอปีศาจที่ได้จากการสังหารมารปีศาจเท่านั้น จึงฝืนบำเพ็ญจนได้มนต์สะกดโฮ่วเทียนเพียงยี่สิบสาย ถือว่าพลังยังห่างไกลจากระดับสูงสุดของขั้นมิ่งหุนเคราะห์หนึ่งอีกมาก
ดังนั้น่นี้หากมีเวลา หลินเฟยก็จะนำแร่โลหะมากมายที่เจียงหลีซื้อมาหลอมปราณโลหะสีทอง หล่อเลี้ยงปราณกระบี่ทงโยว
แต่แร่โลหะส่วนมากมีระดับแค่ทั่วไปเท่านั้น มีเพียงหนึ่งถึงสองชิ้นที่เป็ขั้นโฮ่วเทียน ปราณโลหะที่หลอมได้จึงไม่มากนัก สองวันที่ผ่านมา แม้จะเสียหินิญญาไปหลายหมื่น แต่ปราณกระบี่ทงโยวก็มีมนต์สะกดเพิ่มมาแค่สายเดียวเท่านั้น…
ทว่าหลินเฟยเองก็ไม่รีบร้อน นี่เป็งานที่ต้องใช้เวลา ต้องค่อยเป็ค่อยไป
แต่หาก้าความรวดเร็วก็ย่อมทำได้ แต่ต้องทุ่มหินิญญาจำนวนมหาศาลเลยทีเดียว
และถ้าเจียงหลีทำสำเร็จละก็ เดี๋ยวก็มีหินิญญาไหลเทมาเอง…
เจียงหลีที่ได้รับคำสั่งจากหลินเฟยหายไปถึงสามวันเต็มๆ
กระทั่งสามวันให้หลัง ที่นอกเมืองห่างจากเมืองวั่งไห่ไปสามร้อยลี้ บัดนี้มีมารปีศาจกำลังออกอาละวาดที่หุบเขาเฮยเยียน ผู้บำเพ็ญหนุ่มคนหนึ่งถูกปีศาจไล่ล่าจนได้รับาเ็เืท่วมกาย เอาแต่หลบหนีจนมาถึงส่วนลึกของหุบเขาเฮยเยียน หากพิจารณาดีๆละก็ จะเห็นว่าผู้บำเพ็ญหนุ่มกำลังกำแผนที่ใบหนึ่งในมือไว้แน่น…
ในที่สุดหลังจากต่อสู้กันหนึ่งวันหนึ่งคืน ผู้บำเพ็ญหนุ่มก็พบกระบี่เล่มหนึ่งที่เสียบอยู่ในซอกหินบริเวณส่วนลึกของหุบเขาเฮยเยียน…
“มีแค่เก้ามนต์สะกดเองหรือ?”
ชั่วขณะที่โคจรพลังปราณเข้าใส่ เขาก็เกิดหยุดชะงักขึ้นมาทันที…
เพียงครู่เดียวก็รู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติ เพิ่งจะัักระบี่ได้นิดเดียว ก็มีกระแสไฟฟ้ามากมายหลั่งไหลออกมา เมื่อโคจรพลังปราณเข้าใส่ ก็มีอักขระจำนวนมากปรากฏขึ้น อีกทั้งยังมีสายฟ้าไหลเวียนตลอดเวลา ทว่าจู่ๆก็มีปีศาจอสรพิษตนหนึ่งฟาดหางเข้าใส่พอดี ผู้บำเพ็ญหนุ่มจึงลองสะบั้นกระบี่เข้าไป ทำให้ปีศาจที่กำลังสู้กันอย่างดุเดือดถูกสะบั้นจนแตกสลายในครั้งเดียว…
พลังของกระบี่นี้ รุนแรงจนทำให้ผู้บำเพ็ญหนุ่มตะลึงจนตาค้าง เป็เวลานาน จึงก้มดูกระบี่ในมือว่าเป็อาวุธล้ำค่าอะไรกันแน่
จากนั้นก็เห็นอักษรตัวเล็กแถวหนึ่งบนด้ามกระบี่
“สินค้าจากร้านหลอมอาวุธฟานซื่อ!”
ขณะเดียวกันที่นอกเมืองวั่งไห่ก็มีศิษย์สำนักปู่เทียนคนหนึ่งถูกอสุรกายไล่ล่า อสุรกายกุ่ยจู๋นับสิบที่ใกล้จะบรรลุขั้นกุ่ยเจี้ยงกำลังไล่ตามเขามาติดๆ สุดท้ายก็ไล่ต้อนศิษย์ผู้นั้นมาถึงขอบหน้าผา ชั่วขณะที่คิดว่าตนเองหมดทางหนีแล้ว เขาก็พบขึ้นมาพอดีว่าที่ขอบหน้าผามีกระบี่เล่มหนึ่งปักอยู่
ศิษย์สำนักปู่เทียนเห็นดังนั้นก็ไม่รอช้า เขาลืมแม้กระทั่งสังเกตว่ามันมีมนต์สะกดเท่าใด กลับรีบชักกระบี่ขึ้นมาต่อสู้กับเหล่าอสุรกายทันที แต่คิดไม่ถึงเลยว่า เพียงสะบั้นครั้งเดียว เหล่าอสุรกายกุ่ยจู๋นับสิบที่ใกล้จะบรรลุขั้นกุ่ยเจี้ยง ก็แตกสลายกลายเป็ผุยผงทันที…
“มีมนต์สะกดแค่เก้าสายจริงหรือ?”
ศิษย์สำนักปู่เทียนเองก็ตะลึงจนอ้าปากตาค้าง เป็นานถึงจะสังเกตเห็นตัวอักษรแถวเล็กตรงด้ามกระบี่
“สินค้าจากร้านหลอมอาวุธฟานซื่อ!”
หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง สี่ครั้ง…
ไม่นานกระบี่จากร้านหลอมอาวุธฟานซื่อก็ปรากฏไปยังจุดต่างๆของเมืองวั่งไห่ บวกกับข่าวลือเื่สำนักไป๋เหอ ชั่วขณะนั้นคนในเมืองวั่งไห่ก็แตกตื่นทันที ผู้บำเพ็ญนับพันนับหมื่นเอาแต่สอบถามตามหาร้านหลอมอาวุธฟานซื่อ…
แต่ก็ยากเลยทีเดียว…
เพราะเดิมร้านหลอมอาวุธของฟานซื่อก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร จึงไม่ได้ตั้งชื่อร้าน ตลอดทั้งปีก็ขายได้แค่ไม่กี่ชิ้น จะมีชื่อร้านหรือไม่มีก็ไม่ต่างกัน ส่วนชื่อร้านหลอมอาวุธฟานซื่อนั้น ก็ได้หลินเฟยตั้งให้เมื่อหลายวันก่อน พอมีคนสืบหาขึ้นมาจึงลำบากไม่น้อย…
แม้จะหายาก แต่ก็ยังมีผู้บำเพ็ญนับร้อยนับพันแห่กันมาในเที่ยงของวันรุ่งขึ้น หลังจากคุยราคากันชั่วครู่ ก็ตกลงซื้อกระบี่จากเจียงหลีไปในราคาสามพันหินิญญา ชื่อเสียงจึงขจรไกลไปทั่ว เพียงแค่วันเดียว หน้าร้านหลอมอาวุธของฟานซื่อก็มีคนต่อแถวยาวเป็หางว่าว…
เจียงหลีขายกระบี่ได้ไม่มากนัก เพียงแค่วันละสิบเล่มตามคำสั่งของหลินเฟย แถมยังเพิ่มราคาขึ้นเรื่อยๆ จากเริ่มต้นแค่สามพันหินิญญา จนบัดนี้พุ่งขึ้นถึงเล่มละแปดพันหินิญญา แต่ถึงอย่างนั้นกระบี่สิบเล่มที่ขายในแต่ละวัน ก็ยังมีคนแย่งกันซื้ออยู่ดี แทบจะเรียกได้ว่าเพิ่งเปิดประตู ก็มีผู้บำเพ็ญแห่กันเข้ามากวาดซื้อไปหมด ส่วนคนที่ซื้อไม่ทันก็ไม่ยอมแพ้ เข้าคิวรอต่อไป…
แถวจึงยาวขึ้นเรื่อยๆ
เพียงแค่สามวัน แถวที่หน้าร้านหลอมอาวุธของฟานซื่อก็ยาวจนกินพื้นที่เต็มซอย แถมยังมีเค้าว่าจะขยายไปยังไปตรอกซอยอื่นๆที่อยู่ใกล้เคียงอีกด้วย เจียงหลีเห็นดังนั้นก็อดตะลึงไม่ได้ หากเป็เช่นนี้ต่อไป เกรงว่าแถวคงจะยาวกินพื้นที่ครึ่งเมืองวั่งไห่เลยกระมัง?
หลังจากผ่านไปอีกหลายวัน หินิญญาในร้านหลอมอาวุธก็เพิ่มขึ้นจนมีจำนวนหกแสนกว่าแล้ว วันนี้เจียงหลีออกจากร้านแต่เช้า ขณะที่กำลังจะนำกระบี่ทั้งสิบเล่มออกไปขาย ก็เห็นว่าลูกค้าที่ท้ายแถวกำลังมีเื่กัน…
ขณะที่กำลังจะเดินไปจัดการ ก็พบว่าคนผู้นั้นถือว่าคุ้นหน้าเลยทีเดียว…
คนผู้นั้นก็คืออันจื่อเจี๋ย ศิษย์สำนักโยวินั่นเอง
“บ้าเอ๊ย!” เจียงหลีเห็นเช่นนั้นก็คิดจะวิ่งหนีทันที
แต่พริบตาเดียวเจียงหลีก็นึกขึ้นมาได้…
‘ไม่ใช่สิ ทำไมต้องหนี?’
‘ตอนนี้ตนเองมีฐานะอะไร แค่เห็นอันจื่อเจี๋ยแล้วทำไมต้องหนีด้วย?’
เพราะตอนนี้ทั่วทั้งเมืองวั่งไห่ย่อมรู้กันหมดแล้วว่าเจียงหลีคือผู้บำเพ็ญชั้นสูงที่ร่ำลือกัน แล้วอันจื่อเจี๋ยนับเป็ตัวอะไร อย่างมากก็เป็แค่ศิษย์สายในของสำนักโยวิ ขั้นบำเพ็ญก็แค่มิ่งหุนเคราะห์สองเท่านั้น…
ใช่แล้ว ตอนนี้ในสายตาของเจียงหลี สิ่งที่อยู่ก่อนหน้าขั้นมิ่งหุนเคราะห์สอง ไม่ใช่ตั้งขั้นมิ่งหุนเคราะห์สองอีกต่อไป แต่เป็แค่ขั้นมิ่งหุนเคราะห์สองต่างหาก
ใครใช้ให้เจียงหลีในตอนนี้ไม่เหมือนเดิมกันเล่า เพราะตอนนี้ทุกเช้าตอนเปิดร้าน ต่อให้เป็มิ่งหุนเคราะห์สี่หรือห้า ล้วนถูกตะเพิดให้ออกไปต่อแถวเข้าคิวซื้อเช่นเดียวกันหมด…
----------------------------------------------------------------------------------------------------
