ภายหลังพาเหล่าทาสที่ซื้อมาถึงจวน จ้าวจางิ่ให้สาวใช้ทั้งสองคน ช่วยกันหุงหาอาหารสำหรับสมาชิกใหม่ ซึ่งยามนี้พวกเขายังคงอ่อนแรง แม้จะพยายามทำให้นางเห็นว่าเข้มแข็งก็ตาม นางรอจนกระทั่งพ่อบ้านกับทาสอีกสามคนกลับมา และแจกจ่ายเสื้อผ้าให้ทุกคนเรียบร้อยแล้ว จึงได้พูดคุยในสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้
“เอาล่ะ ตอนนี้พวกท่านทุกคนก็มาอยู่ในจวนของข้าแล้ว ตัวข้ามีนามว่าจ้าวจางิ่ สาวใช้ทั้งสองมีชื่อว่าหนิงอวี่และฮุยอิน อย่างที่พวกท่านเห็นว่า จวนของข้ามีขนาดกลางลำพังเด็กและสตรีสองคนไม่อาจดูแลได้ทั่วถึง นอกจากนี้ข้ายังต้องทำการค้า ถึงได้ตัดสินใจไปซื้อตัวพวกท่านมา” จ้าวจางิ่หยุดพูดเมื่อเห็นว่ามีคนอยากถามบางอย่าง
“เอ่อ ทำไมคุณหนูจ้าวถึงเลือกเฉพาะพวกข้า ที่มีวรยุทธ์ทั้งหมดเล่าขอรับ แม้แต่คนที่จะทำหน้าที่พ่อบ้านยังมีวรยุทธ์ไม่ธรรมดา”
“ที่ข้าเลือกพวกท่านทุกคน เพราะมองเห็นถึงความซื่อสัตย์ สตรีคอยดูแลรับผิดชอบภายในเรือน พ่อบ้านความหมายย่อมบ่งบอกอยู่แล้ว ส่วนพวกท่านหลังจากรักษาตัวจนหาย มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัย และทำสินค้าไว้สำหรับนำไปขาย ในอนาคตอันใกล้ข้าจะมีร้านเป็ของตนเอง จากนั้นจะมีการค้าชนิดใหม่เพิ่มขึ้นอีกมากมาย ความสามารถ
ด้านการต่อสู้ของพวกท่าน จึงจำเป็อย่างยิ่งสำหรับกิจการของข้า”
สมาชิกใหม่ทั้งหลายเกิดความเงียบไปชั่วขณะ ซึ่งหนิงอวี่ที่เดินออกมาเพื่อบอกเื่อาหาร จึงถือโอกาสพูดยืนยันเื่ความสามารถ ที่ออกมาจากในศีรษะเล็ก ๆ นี้ของเ้านายน้อย
“อะแฮ่ม พวกเ้ามิต้องคิดให้เสียเวลา เื่การค้าคุณหนูของข้าเป็คนคิด และลงมือทำด้วยตนเองอย่างแน่นอน แม้คุณหนูกำลังจะมีอายุย่างเข้าเจ็ดหนาว แต่อย่าได้คิดดูถูกความฉลาดของคุณหนู ขอเพียงพวกเ้าทำงานด้วยความซื่อสัตย์ภักดี ในอนาคตย่อมได้รับผลตอบแทนที่ดีเช่นกัน” หนิงอวี่ไม่ยอมให้ใครไม่เคารพจ้าวจางิ่แน่
“พวกข้ามิได้มีเจตนาจะดูถูกคุณหนูแม้แต่น้อย กลับกันท่านคือผู้มีพระคุณ ที่พาพวกข้าออกจากขุมนรกนั่นต่างหากขอรับ”
“ข้าไม่ชอบการกดขี่ข่มเหง หรือมองว่าพวกท่านมีฐานะต่ำต้อยจะเหยียบย่ำจิกหัวใช้อย่างไรก็ได้ สำหรับคนที่จะเข้ามาอยู่ใต้อาณัติของข้า ทุกคนคือลูกจ้างที่จะได้รับค่าแรง สามารถมีคนรักแต่งงานมีบุตรได้ปกติ ขอเพียงไม่กระทบกับงาน และไม่นำความในไปเล่าให้คนนอกฟัง
พวกท่านกล้าสาบานหรือไม่ว่าจะจงรักภักดี และซื่อสัตย์กับตระกูลจ้าวไปจนตาย หากกล้าจงกล่าวมันออกมา และข้าจะฉีกสัญญาทาสนี้ทิ้งต่อหน้าพวกท่านทันที อ้อ ส่วนพวกท่านสามคนไม่ต้องสาบาน เพราะข้าจะคุยเื่สำคัญทีหลัง” จ้าวจางิ่รู้ดีอยู่แล้ว นางแค่้าให้พวกเขายืนยันด้วยตนเอง
เมื่อััได้ถึงความจริงใจของจ้าวจางิ่ ทั้งสิบหกคนจึงได้กล่าวคำสาบานอย่างพร้อมเพรียงกัน และเ้านายตัวน้อยก็ทำตามที่ลั่นวาจาเอาไว้ นั่นก็คือการฉีกหนังสือสัญญาทาสทิ้ง
แคว่ก! แคว่ก! แคว่ก
“ขอบคุณหนูที่เมตตาขอรับ/เ้าค่ะ”
“อ้อ ข้าเกือบลืมถามไปเื่หนึ่ง พวกท่านมีชื่อเรียกว่าอันใดกันบ้าง ยาม้าให้ช่วยงานจะได้เรียกหาตัวคนได้ถูกเ้าค่ะ” จ้าวจางิ่ลืมเื่นี้ไปแล้วจริง ๆ
ว่าที่พ่อบ้านตระกูลจ้าว เป็ตัวแทนของทุกคนเอ่ยกับนาง เื่การตั้งชื่อใหม่เพื่อเป็การเริ่มต้นชีวิตใหม่ “รบกวนคุณหนูช่วยตั้งชื่อให้กับพวกข้าด้วยเถิดขอรับ”
“อืม งั้นเริ่มจากซ้ายมือของข้าก็แล้วกัน ท่านิเช่อ จื่อถง หลิงฉี หยางไห่ เป่าเฟิง จงเหลียน เพ่ยตง ซีหยุน เสียอี้ เหล่ยหง และท่านที่าุโที่สุดห้าวเหลียง รับหน้าที่เป็พ่อบ้านจวนตระกูลจ้าว ส่วนท่านป้าทำหน้าที่แม่ครัวชื่อว่าหงชิง พี่สาวอีกสี่คนชื่อซูเจีย เป้ยอิง เฟิงอู่และเซินเจี๋ย นี่เป็ชื่อที่ข้าคิดออกพวกท่านพอใจหรือไม่? เ้าคะ” จ้าวจางิ่
ตั้งชื่อทุกคนเพียงสองพยาง เนื่องจากนางี้เีจำชื่อยาก ๆ
“พวกเราทุกคนย่อมพอใจกับชื่อที่คุณหนูเป็คนตั้งให้ขอรับ” ห้าวเหลียงเป็ตัวแทนทุกคนตอบคำถามของเ้านายคนใหม่
“เช่นนั้นสิ่งแรกที่พวกท่านต้องทำในตอนนี้ คือการทำความสะอาดร่างกายเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ และทานข้าวที่พี่หนิงอวี่ทำไว้ให้เรียบร้อย เรือนพักของพวกท่านอยู่ด้านหลัง สองสามวันนี้ข้าจะให้พวกท่านพักรักษาตัว จนกว่าจะแข็งแรงเสียก่อน ค่อยมาเรียนรู้การทำสินค้ากับข้าเ้าค่ะ” จ้าวจางิ่เห็นถึงความดีใจ ที่พวกเขามิได้ขึ้นชื่อว่าทาสอีกต่อไป
เหว่ยหงที่เคยทำงานสำนักคุ้มภัยมาก่อน เอ่ยท้วงเนื่องจากเขาเห็นว่า พวกตนแค่ได้กินอิ่มท้องสักสองสามมื้อ นอนพักให้เต็มอิ่มร่างกายย่อมฟื้นฟูได้เร็ว “ได้อย่างไรขอรับคุณหนู พวกข้ามิได้าเ็หนักเช่นเด็กหนุ่มสองคนนี้ พักแค่หนึ่งวันก็ลุกขึ้นมาทำงานได้แล้วขอรับ”
เสียอี้ที่มาจากสำนักคุ้มภัยเช่นเหว่ยหง ก็ไม่อยากพักถึงสามวันเช่นกัน “ใช่ขอรับคุณหนู ข้าแค่ได้นอนให้เต็มอิ่มก็มีแรงเช่นเดิมแล้ว คุณหนูอย่าได้เป็กังวลไปเลยขอรับ พวกข้าอยากช่วยงานคุณหนูเร็ว ๆ มากกว่า”
“ป้าเองก็เช่นกันเ้าค่ะ เพราะไม่สร้างปัญหายามอยู่ในโรงค้าทาส จึงไม่ถูกลงโทษแค่เพียงอ่อนเพลียเล็กน้อยเท่านั้น หากพักหลายวันคุณหนูกับสาวใช้อีกสองคน มิเหนื่อยแย่ยามออกไปขายของหรือเ้าคะ” หงชิงก็เอ่ยค้านเช่นกัน นางเห็นเ้านายตัวน้อยก็ให้รู้สึกเอ็นดูนัก แม้จะไม่รู้ตื้นลึกหนาบางเื่ครอบครัว แต่นั่นเป็เื่ของเ้านาย นางแค่ต้องทำงานอย่างซื่อสัตย์เพื่อตอบแทนบุญคุณก็พอ
“ในเมื่อพวกท่านเห็นพ้องต้องกันเช่นนี้ ข้าย่อมไม่ห้ามส่วนเื่งานของเหล่าบุรุษ พวกท่านหารือแบ่งหน้าที่กันดู เอาที่พวกท่านถนัดอย่าได้ฝืนทำเด็ดขาด ฉะนั้นจึงมีพวกท่านสามคน ต้องรักษาาแให้หายเสียก่อน ข้ารู้ว่าท่านมีคำถามไว้หลังทานอาหารเสร็จ ข้าจะไปพบที่เรือนเล็กเอง” จ้าวจางิ่ไม่คิดว่าลูกจ้างทั้งหลาย จะกระตือรือร้นในการทำงานเช่นนี้
ส่วนคุณชายน้อยหน้านิ่งผู้ที่จ้องมองนาง ด้วยมีคำถามที่ปรากฏออกมาทางสายตานั้น จ้าวจางิ่ย่อมต้องไปพบเป็การส่วนตัว เพื่อทำความเข้าใจให้ตรงกันเสียก่อน เพราะนางไม่อยากให้ทุกคนต้องอยู่ด้วยความระแวง
เพราะบางคนเคยเป็บ่าวไพร่มาก่อน การเดินหาเรือนพักนั้นจึงไม่ยากเท่าใดนัก นอกจากความปิติยินดีที่ได้รับอิสระแล้ว พวกเขายังมีงานทำได้รับค่าตอบแทนทันที แม้เ้านายจะเป็เพียงเด็กหญิงวัยย่างเจ็ดหนาว แต่น้ำเสียงยามพูดจากลับดูมีอำนาจ และทำให้คนฟังอย่างพวกตนรู้สึกเกรงใจได้
อาหารรสชาติอร่อยแปลกลิ้น พวกเขานั่งทานร่วมกันที่ลานใกล้ห้องครัว ส่วนอีกสามคนจ้าวจ้างิ่ให้ฮุยอิน ยกไปให้ที่เรือนเล็กซึ่งเป็ที่พักชั่วคราวของพวกเขา จนกระทั่งผ่านมื้ออาหารที่กินอิ่มท้อง ในรอบหลายเดือนมานี้แล้ว จึงได้แยกย้ายไปพักผ่อนตามคำสั่ง ส่วนคนที่เป็หัวข้อภารกิจพิเศษ กลับนั่งคิดทบทวนบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นเงียบ ๆ
‘เสิ่นหนิงเทียน’ บุตรชายเพียงคนเดียวของเสิ่นอันโหว ผู้มีความมุ่งมั่นที่จะเข้ากองทัพ เพื่อ้าสร้างชื่อเสียงด้วยตนเอง โดยไม่พึ่งบารมีของผู้เป็บิดาอย่างเสิ่นชิงหลาง ตัวของเสิ่นหนิงเทียนเพิ่งเข้าร่วมกองทัพได้หนึ่งปี ยังมิทันไรกลับถูกใครบางคน วางแผนสกปรกกำจัดตนเอง ขณะที่กำลังทำงานอยู่ในค่ายทหาร และขายเป็ทาสส่งมายังเมืองเหอเฟย ที่อยู่ติดชายแดนทิศบูรพาแห่งนี้
ความคิดของเสิ่นหนิงเทียนคิดไว้ว่า คนที่จ้องจะล้มตระกูลเสิ่นของตน ซึ่งเป็ตระกูลที่ฮ่องเต้ทรงให้ความไว้วางพระทัย คงจะเป็ใครไปมิได้ นอกจากตระกูลของเจากุ้ยเฟย ส่วนคนลงมือคงหนีไม่พ้นเจาเต๋อผิงเสนาบดีสำนักเลขานุการผู้นั้น
เขาและคนสนิทหายเงียบไปหลายเดือนเช่นนี้ ไม่รู้เลยว่าทางด้านครอบครัวจะเป็อย่างไรบ้างในยามนี้ คิดได้ดังนั้นเสิ่นหนิงเทียนก็มีแววตาที่เปลี่ยนไป เขาจดจำความแค้นนี้เอาไว้ หากวันใดที่มีอำนาจมากพอ ตระกูลเจาต้องได้รับผลกรรมอย่างสาสม
ชูชางที่เจ็บน้อยกว่าสหาย เห็นคุณชายแห่งจวนตระกูลเสิ่น เอาแต่นั่งนิ่งก็อดสงสัยไม่ได้ “คุณชายขอรับ ท่านกำลังคิดสิ่งใดอยู่เช่นนั้นหรือ”
“ไม่มีอันใด ข้าแค่คิดเื่คนชุดดำที่ส่งพวกเรามาที่นี่ ว่าจะเป็คนของผู้ใดได้บ้างเท่านั้น” เสินหนิงเทียนตอบคนสนิท ด้วยเสียงทุ้มของวัยที่กำลังเติบโต และสิ่งที่เขาคิดต้องสืบหาความจริงเมื่อกลับถึงเมืองหลวง
“บ่าวไม่คิดเลยว่า ในค่ายทหารของแม่ทัพใหญ่ไป๋ จะมีคนของเสนาบดีเจาอยู่รอจัดการพวกเรา แค่ก ๆ” เฉียนฟานรู้สึกแค้นใจไม่ต่างจากเ้านายเช่นกัน
“อืม เพราะพวกเราประมาทและยังขาดประสบการณ์ ต่อไปต้องเรียนรู้ให้มากกว่าเดิม และต้องไม่หยุดพัฒนาตนเอง เ้ายังาเ็อยู่มากอย่าเพิ่งพูดอันใดจะดีกว่า” เสิ่นหนิงเทียนที่ได้รับการอบรมสั่งสอน จากผู้เป็ปู่อดีตอาจารย์ของฮ่องเต้ เขาเข้าใจสาเหตุความผิดพลาดได้รวดเร็วอย่างยิ่ง
สิ้นคำพูดของเสิ่นหนิงเทียน ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเพื่อบอกคนทั้งสาม ว่ายามนี้มีผู้มาเยือนพวกตนแล้ว
ก๊อก ก๊อก ก๊อก แอ๊ดดด
จ้าวจางิ่เดินเข้าไปในห้องโถงของเรือน มองเห็นถ้วยชามบนโต๊ะทานอาหาร ไม่มีแม้แต่เศษเม็ดข้าว ก็เข้าใจได้เพราะพวกเขาคงกินไม่อิ่มท้องมานาน
“พี่หนิงอวี่อาหารฝีมือของท่านอร่อยมากนะ คนที่ได้ทานถึงจัดการจนเกลี้ยงเช่นนี้ คารวะคุณชายเสิ่นเ้าค่ะ” จ้าวจางิ่เอ่ยเย้าแขกของเรือน ก่อนทำความเคารพตามมารยาท
“คารวะคุณชายเสิ่นเ้าค่ะ” หนิงอวี่ที่ติดตามมาจึงทำความเคารพตามจ้าวจางิ่
“..??..”
เสิ่นหนิงเทียนขมวดคิ้วคมเข้าหากัน และเกิดความระแวงขึ้นมาอย่างฉับพลัน “เ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าแซ่เสิ่น? มีใครส่งประวัติของข้ามาให้เ้าเช่นนั้นรึ”
“จุ๊ ๆ ๆ อย่าได้คิดว่าข้าเป็ศัตรูของท่านเด็ดขาด และอย่าสนใจว่าข้าจะรู้อันใดเกี่ยวกับท่านหรือไม่ ปัญหาหรือความแค้นส่วนตัวของท่าน จงจดจำมันเอาไว้เสียก่อน สิ่งที่สำคัญที่สุดยามนี้ คือการพักรักษาตัวของท่านและคนสนิททั้งสอง หลังจากหายดีแล้วข้าจะให้น้าเหว่ยหง ไปส่งท่านที่เมืองหลวงอย่างปลอดภัย” จ้าวจางิ่มิได้มีท่าทีหวาดกลัว เมื่อเสิ่นหนิงเทียนส่งสายตาดุดันมาให้นาง
“ทำไมถึงได้ช่วยพวกข้าออกมาจากที่นั่น ข้อนี้เ้าคงตอบข้าได้กระมังคุณหนูจ้าว”
“เื่นี้ข้าตอบได้เพียงว่า เป็ภารกิจที่ข้าต้องทำอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ส่วนหนึ่งเพราะคุณชายเสิ่นมีความมุ่งมั่น รวมถึงความตั้งใจจริงในสิ่งที่ตน้า ในวันหน้ารบกวนคุณชายเสิ่น ช่วยกำจัดขุนนางชั่วที่ไม่เห็นหัวชาวบ้าน ที่ทำงานหาเงินอย่างยากลำบาก แต่พวกเขากลับนั่งกินนอนกินอยู่บนกองเงินกองทอง ที่ฉ้อฉลคดโกงไปเป็ของตนด้วยนะเ้าคะ” จ้าวจางิ่ตอบโดยไม่หลบสายตาคม ทำเอาเ้าของคำถามถูกตรึงไว้ด้วย ดวงตาดอกท้อที่งดงามน่ามองเข้าอย่างไม่รู้ตัว
“อะฮึ่ม ในเมื่อเป็ความช่วยเหลือด้วยความบริสุทธิ์ใจ ข้าผู้แซ่เสิ่นต้องขอบคุณคุณหนูจ้าวเป็อย่างมาก วันหน้าหากเ้า้าความช่วยเหลือใด สามารถส่งคนไปที่จวนตระกูลเสิ่นอันโหวได้ทุกเมื่อ” เพราะนางเป็ผู้มีพระคุณ จะให้เขาเย่อหยิ่งถือตัวว่าเป็ชนชั้นสูงได้อย่างไร
“เ้าค่ะ แต่ระหว่างพักรักษาตัวอยู่ที่นี่ ท่านมิใช่บุตรชายขุนนางใหญ่ ทำตัวเป็ชาวบ้านธรรมดาทั่วไป หมั่นฟื้นฟูกำลังและฝึกฝนวรยุทธ์ให้ดีก็พอ เพื่อหลีกเลี่ยงสายตาของผู้คนมากมาย ที่เข้าออกเมืองเหอเฟยแห่งนี้ด้วยนะเ้าคะ ส่วนในถาดที่พี่หนิงอวี่ถือมา มีทั้งยากินและยาทารักษาแผล พวกท่านใช้ตามคำอธิบาย ที่เขียนติดเอาไว้อย่างเคร่งครัดก็พอ อีกอย่างอย่าได้อยากรู้ในสิ่งที่ข้าไม่อนุญาต หวังว่าพวกท่านจะเข้าใจ” จ้าวจางิ่พูดเน้นน้ำเสียงให้ดูจริงจัง รวมถึงดวงตาที่บ่งบอกว่ามิได้พูดเล่นด้วยเช่นกัน
จ้าวจางิ่ยังคงจดจ้องเสิ่นหนิงเทียนตาไม่กระพริบ จนได้รับคำตอบที่น่าพอใจถึงมีรอยยิ้ม และรอยบุ๋มตรงแก้มด้านซ้ายปรากฏให้เห็น
“คุณหนูจ้าววางใจ ข้ากับคนสนิทรู้ว่าอะไรควรไม่ควร”
“เช่นนั้นก็ดีเ้าค่ะ เมื่อทำความเข้าใจกันตรงกันแล้ว ข้าขอตัวก่อนก็แล้วกัน พวกท่านจะได้พักผ่อนเสียที หากขาดเหลือสิ่งใดให้บอกกับคนของข้าได้อย่าได้เกรงใจนะเ้าคะ”
“รบกวนคุณหนูจ้าวแล้ว”
จ้าวจางิ่ไม่ลืมทำความเคารพ ก่อนจะออกจากเรือนหลังเล็กนี้ไป โดยมีสายตาคู่คมคอยมองตามหลังของนาง จนเ้าของร่างหายไปยังเรือนใหญ่ เสิ่นหนิงเทียนคิดถึงท่าทางของจ้าวจางิ่ ก็แอบยกยิ้มมุมปากเล็กพร้อมส่ายหน้า
คงมีเพียงนางกระมังที่ไม่ยอมหลบสายตา ยามถูกเขาจ้องมองด้วยสายตาดุดันเช่นนั้น แม้แต่ญาติพี่น้องที่เป็สตรี พวกนางไม่มีใครกล้าอย่างนางสักคน
‘หึ จ้าวจางิ่ข้าจดจำชื่อนี้ของเ้าไว้แล้ว’
