หลังจากทำเื่ส่วนตัวอะไรเสร็จ เ้าวั่งซูและฮวาเฟยฟาก็ได้ออกไปทานอาหารที่ถูกจัดเตรียมไว้ในสวนภายในคฤหาสน์ตระกูลเ้า จะกล่าวเพิ่มเติมไปเกี่ยวกับคฤหาสน์แห่งนี้ จริงๆ แล้วนั้นถูกสร้างโดยเสด็จพ่อของเ้าวั่งซู เ้าแห่งปรภพ ภายในคฤหาสน์นี้ตัวเรือนเก่า และโบราณแต่ถูกเคลือบด้วยสีดำลึกลับโดดเด่นท่ามกลางเหล่าแมกไม้ ข้าวของเครื่องใช้เครื่องประดับตกแต่งล้วนเป็มันวาวเคลือบดำและรูปทรงแปลกประหลาด และตัวแผนผังคฤหาสน์เองก็กว้างใหญ่ และเต็มไปด้วยกลไกมากมาย ตัวเรือนก็มีแยกออกเป็ตำหนักน้อยใหญ่มากมาย ตามโถงทางเดินก็ลึกลับซับซ้อน และมุมต่างๆ เยอะแยะมากมาย ส่วนมุมที่ทั้งสี่นั่งทานข้าวในวันนี้ คือ มุมตำหนักเคียงจันทร์ซึ่งเ้าแห่งปรภพสร้างเป็ของขวัญแด่เทพธิดาแสงจันทร์คนรัก ตำหนักนี้คือตำหนักย่อยในตำหนักทั้งหมดที่เปล่งแสงสว่างที่สุดในคฤหาสน์จันทร์เสี้ยวแห่งนี้ และอีกทั้งยังเป็ทางเชื่อมสู่ภพ์ ซึ่งคนที่พักอยู่ที่ในอดีตมายาวนานั้แ่สมัยเ้าวั่งซูรุ่นที่1 ก็คือ องค์ชายั เพื่อสะดวกในการไปกลับมาภพมนุษย์และภพ์
“ที่ตำหนักนี้ ที่ท่านพ่อสร้างให้ท่านแม่ เป็ที่ทีเดียวในบ้านข้าที่สว่างไสวที่สุด ช่างเป็เรือนที่งดงาม” เ้าวั่งซูเงยหน้ามองตำหนักระลึกถึงเทพธิดาแห่งแสงจันทร์ผู้เป็แม่ และยิ้มแบบอบอุ่น
“ข้าก็อยู่ที่ตำหนักนี้มาตลอดเพราะมันมีประตูเชื่อมไปภพ์ ข้าสามารถเดินทางข้ามไปมาได้ตลอด” ฮวาเฟยฟาเอ่ย
“ฮะ! นี่แสดงว่าขณะที่เ้าอยู่ที่นี่เรือนนี้ของท่านแม่ นี่ก็เป็ที่พำนักของเ้ามาตลอดหรอ” เ้าวั่งซูเอ่ยใ
“ใช่! ข้าอยู่ที่นี่มานานกว่าเ้ามาก แต่ข้าไม่ค่อยได้ไปไหนหลายที่ในนี้ ที่นี่ค่อนข้างกว้างและซับซ้อนมาก ที่ที่ข้าอยู่ส่วนใหญ่คือตำหนักนี้ และตำหนักของปู่ทวดเ้าสลับไปมา และส่วนใหญ่พวกเราจะออกเดินทางร่วมกันมากกว่า เหมือนที่ข้ากับเ้าก็กำลังจะออกเดินทางร่วมกัน” ฮวาเฟยฟาเล่าใบหน้ายิ้มเป็สุขมองมาที่เ้าวั่งซู ภาพความทรงจำในอดีตย้อนกลับมา บรรยากาศรอบด้านถูกเลื่อนออกและฉากในอดีตเมื่อพันปีก่อนเลื่อนสลับเข้ามาแทนที่ ฮวาเฟยฟา และ เ้าวั่งซู กำลังยืนมองหน้ากันตำแหน่งเดิม ณ ตำหนักเคียงจันทร์แห่งนี้
“เฟยเฟยท่านเคยได้ยินชื่อ “หมู่บ้านิหยวน” ไหม ถัดลงไปจากูเาลูกที่สี่ จากหมู่บ้านชุนเทียนเลี่ยงข้ามแม่น้ำซีเกียวงกไปและเดินเท้าไปอีกสามวัน ที่นั่นมีสมาชิคหมู่บ้านอยู่หลายพันครัวเรือนอาชีพหลักคือการทำโลงศพจากไม้ “ต้นยูหลกโฮ่ว” และทำกระดาษเกี่ยวกับงานศพทั้งหมด ไม้ยูหลกโฮ่วนั้นเป็ไม้ยืนต้นที่เติบโตมากมายกินบริเวณทั้งหุบเขาลูกที่สี่นั้น และ เป็วัตถุดิบชั้นดีที่เอามาทำโรงและตุ๊กตากระดาษ กระดาษเงินทอง และอีกมากมาย นั่นเป็ที่มาของชื่อหมู่บ้านโลงศพ” เ้าวั่งซูถามคนรัก
“เคยได้ยินว่าภพมนุษย์มีต้นไม้ที่น่าจะมีต้นกำเนิดมาจากภพพืชพันธุ์อยู่หนึ่งชนิดเป็พันธุ์ไม้พิเศษ ที่มีคุณสมบัติมหัศจรรย์ ยามที่มันโดนเผามันจะเปลี่ยนร่างหลอมเข้าหุ้มสิ่งที่อยู่ภายในคล้ายเกราะกำบังแก่สิ่งนั้นๆ และสร้างชีวิตขึ้นใหม่จากภายในเติบโตสู่ภายนอกเป็ต้นไม้ยืนต้นใหม่ นั่นคงหมายถึงต้นยูหลกโฮ่วนี้ อีกทั้งเมื่อมีการนำมาแปรรูปทำเป็กระดาษ กระดาษนั้นก็มีกลิ่นหอมของเนื้อไม้คล้ายดอกกฤษณากลั่น และ ทุกตัวอักษร และลวดลายนั้นจะถูกซ่อนพรางปรากฏให้เห็นแค่คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นๆ นั่นคือ คนสร้างลวดลาย คนซื้อ คนรับต่อในรัก และที่เหลือจะเป็ผู้ฝึกตน เทพ อื่นๆ ที่มีพลังจักราในการมองทะลุ ต้นยูหลกโฮ่วนี้จึงมีคุณสมบัติอย่างมาก และตรงต่อการสร้างโลงศพเพื่อห่อหุ้มร่างคนตาย และข้อความรวมถึงสารลวดลายแห่งความงามที่คนเป็้าสื่อถึงบรรดาคนรักที่ตายจากไป ซึ่งก็เป็ชาวหมูบ้านโลงศพแห่งนี้ ที่ได้ต้นไม้เลอค่าชนิดนี้ และสืบสานทำเื่นำส่งิญญาแห่คนตายมารุ่นต่อรุ่น มาช้านาน” ฮวาเฟยฟาเอ่ยต่อ
“ใช่! ที่นั่นแหล่ะ! และข้าคิดว่าบางทีอาจจะถึงเวลาที่พวกควรไปเยี่ยมชมที่หมู่บ้านนั่นสักครั้ง” เ้าวั่งซูเอ่ย
“เอ๊ะ! หรือท่านคิดว่า ที่นั่นอาจจะมี.......!?” ฮวาเฟยฟายังเอ่ยไม่จบ หิมะในฤดูเหมันต์ก็เริ่มตก ถึงแม้ที่หมู่บ้านต้องสาปแห่งนี้ถูกทำให้มีแต่ฤดูใบไม้ร่วง และเื่ราวจากลาของทั้งสองจะนำมาซึ่งการ่วงหล่นของใบไม้ในภายหลัง แต่ในเวลานี้ทุกอย่างยังเป็ปกติทั้งบริเวณคฤหาสน์สกุลเ้าแห่งนี้ และ หุบเขาเก้าจักยุตกรา หิมะสีขาวบริสุทธิ์เบาบางดั่งเกล็ดน้ำแข็งเริ่มโปรยปรายร่วงหล่นดั่งเกล็ดเถ้าจากฟากฟ้าสู่คฤหาสน์สีดำแห่งนี้
“เฟยเฟย ข้าว่าก่อนที่เราจะไปไหน เราแวะไปงานโคมไฟที่จัดในหมู่บ้านกันเถอะ ข้าอยากดื่ม “สุราโม่วซาง” ที่เกิดจากการเก็บน้ำค้างของตัวหิ่งห้อย มีชาวบ้านที่เป็ครึ่งเดรัจฉานได้รับฝีมือวิชาการหมักดองสุราชนิดนี้มาจากเผ่าพันธุ์หิ่งห้อยภพเดรัจฉาน และ เราไปดูโคมไฟที่เหล่าชาวบ้านจุดเพื่อขอพรกัน” เ้าวั่งซูเอ่ยชวย
“ไปสิ! ข้าก็อยากปล่อยโคมไฟกับคนที่ข้ารักอีกหลายๆ ครั้ง” ฮวาเฟยฟาพูดเสียงแ่เบาก้มหน้าสีหน้าเขิลแดง เ้าวั่งซูเบิกตาพร้อมหรี่ตาลงด้วยความอ่อนโยนพยักหน้า
“อื้ม! เราไปกันเถอะ” ทั้งสองเดินลงจากคฤหาสน์ตามทางมีจุดติดโคมไฟตลอดทาง มุ่งสู่ในตัวเมืองที่ห่างไปสักระยะ แสงสีเสียง และเสียงมหรสพดังนำทางทั้งสองเดินตรงไป
