เขาแทบจะพูดต่อไปไม่ได้แล้ว ลู่เซี่ยนชิงเก่งกาจขนาดนี้ก็น่าจะเข้าใจความหมายของเขาสิ ทว่า 'ลู่เซี่ยนชิงผู้เก่งกาจ' กลับทำเหมือนไม่เข้าใจพลางเลิกคิ้วขึ้น
"หืม ด้วยกันทำไมล่ะ"
ฉินซือเจิงหอบหายใจเบาๆ กะพริบตาปริบๆ แล้วเติมคำในช่องว่างเสียงเบา
"กินข้าวครับ มากินข้าวด้วยกันกับพวกเรา"
ลู่เซี่ยนชิงเอาแต่เงียบ ฉินซือเจิงแทบอยากจะปล่อยให้อีกฝ่ายหิวตายไปซะให้รู้แล้วรู้รอด แอบก่นด่าอยู่ในใจตั้งนานกว่าจะได้ยินเสียงทุ้มเ็าตอบกลับมาว่า 'ตกลง'
ฉินซือเจิงไม่อยากเดินใกล้ชิดกับเขามากนักจึงจงใจเดินไปอยู่อีกฝั่งของน้องมะเขือเทศ เว้นระยะห่างตรงกลางไว้กว้างเท่ากับเด็กสองคน
ลู่เซี่ยนชิงเอ่ยขึ้น
"เมื่อคืน ... "
ฉินซือเจิงราวกับถูกเหยียบหาง
"เมื่อคืนผมรีบนอนั้แ่หัวค่ำ ไม่ได้ออกไปไหนเลยนะ"
ลู่เซี่ยนชิงชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมา
"ฉันหมายถึงเมื่อคืนฝนตก บ้านของพวกนายไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เปียกฝนหรือเปล่า"
ฉินซือเจิงทำตัวมีพิรุธชัดเจน ตอนนี้เขารู้สึกขวยเขินเป็อย่างมาก
"มะ ไม่เปียกครับ"
ทั้งสองคนไม่พูดอะไรกันอีก ฉินซือเจิงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก โชคดีที่อีกฝ่ายไม่รู้ว่าเมื่อคืนเขาเป็คนพาเดินกลับบ้าน
นึกไม่ถึงเลยว่าลู่เซี่ยนชิงจะมีอาการตาบอดกลางคืน แล้วที่ผ่านมาฉากถ่ายทำตอนกลางคืนเขาผ่านมาได้ยังไงกันนะ
เขามองไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ
เขาต้องจ้องมองนักแสดงคู่หูในความมืด ความรู้สึกรักลึกซึ้งและกระแสอารมณ์ที่ซ่อนเร้นในดวงตานั้นสะกดใจคนดูได้อย่างอยู่หมัด แม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็ยังถ่ายทอดออกมาได้อย่างชัดเจน
ทั้งที่ต้องแบกรับอาการป่วยที่หนักหนาขนาดนั้น แต่กลับไม่มีใครสังเกตเห็นเลยสักคน เขาคือนักแสดงที่เกิดมาเพื่อสิ่งนี้จริงๆ
สักวันหนึ่งเขาเองก็จะต้องเป็คนที่เก่งกาจแบบนี้ให้ได้
พอคิดมาถึงตรงนี้ฉินซือเจิงก็ถอนหายใจอย่างหมดอาลัยตายอยาก
เขาไม่มีทางเก่งเหมือนลู่เซี่ยนชิงได้หรอก ข้ามสายงานก็เหมือนข้ามูเา จะให้คนที่เอาแต่ชกมวยอย่างเขาไปแสดงละครมันจะเป็ไปได้ยังไง นายเอกในนิยายอย่าง 'เจี่ยงเจิน' ต่างหากล่ะที่เป็ยอดรักในดวงใจของพี่สี่
"เยี่ยนเยี่ยน" จู่ๆ ลู่เซี่ยนชิงก็เอ่ยขึ้น
ฉินซือเจิงชะงักไปเล็กน้อย เขาเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย กำลังเรียกใครอยู่นะ
ลู่เซี่ยนชิงจ้องมองเขาแล้วเรียกอีกครั้ง
"เยี่ยนเยี่ยน"
"เรียก ... ผมเหรอครับ" ฉินซือเจิงเอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ เขาจำไม่ได้เลยว่าตัวเองมีชื่อเล่นแบบนี้ด้วยหรือเปล่า หรือว่าจะมีนะ
ลู่เซี่ยนชิงก้มมองเขา
"นายกำลังคิดอะไรอยู่"
ฉินซือเจิงหันหน้าหนีด้วยความรู้สึกผิด เขาจะกล้าบอกได้ยังไงว่ากำลังคิดเื่ที่อีกฝ่ายจะได้ครองรักกับผู้ชายอีกคนเมื่อไหร่
"มะ ไม่ได้คิดอะไรครับ อ๊ะ เราถึงบ้านแล้ว"
ไม่รู้ว่าคำไหนไปสะกิดใจลู่เซี่ยนชิงเข้า แววตาของเขาอ่อนโยนลงชั่ววินาทีหนึ่งก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
ฉินซือเจิงที่เดินนำอยู่ข้างหน้าไม่ทันได้เห็น เขาวางอาหารเช้าลงแล้วหยิบแยมผลโทงเทงที่ทำไว้เมื่อวานออกมา
"อันนี้คุณลองชิมดูนะครับ มันช่วยรักษาอาการวิตกกังวล แล้วก็ช่วยบำรุงไตเสริมสมรรถภาพ ... " พูดมาถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักกะทันหัน เขาเม้มริมฝีปากล่างแน่นราวกับเด็กที่รู้ตัวว่าพูดผิดและไม่ยอมพูดต่อ
แย่แล้ว เขาเผลอหลุดปากออกไปได้ยังไงเนี่ย
ข่าวลือบอกว่าพี่สี่นกเขาไม่ขัน ถึงมันจะเป็เื่จริงก็ไม่ควรพูดออกมาแบบนี้สิ โทษโหยวซือคนเดียวเลยที่ชอบเอาเื่ 'ยอมรับบทเป็รุกทั้งน้ำตา' มาเป่าหูเขาทุกวัน
ลู่เซี่ยนชิงกำลังยิ้ม เขาต้องตายแน่ๆ
"รุ่นพี่ลู่ ... " เด็กหนุ่มกะพริบตาปริบๆ เม้มริมฝีปากแน่นจนเป็รูปจันทร์เสี้ยว
ลู่เซี่ยนชิงส่งยิ้มให้เขา
"พูดสิ ทำไมไม่พูดต่อล่ะ"
ฉินซือเจิงขนลุกซู่ กะพริบตาถี่ๆ แล้วรีบหาข้อแก้ตัวเสียงอ้อมแอ้ม
"ก็ ... หลักๆ คือช่วยรักษาอาการวิตกกังวลน่ะครับ ผมฟังจากพี่สวีมาว่าคุณพักผ่อนไม่ค่อยพอ ... "
เขาพูดต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงก้มหน้าก้มตาทาแยมแบ่งให้น้องมะเขือเทศกับน้องบัวลอย จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตากินข้าวของตัวเองโดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาอีกเลย
ผู้ชายคนนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว แถมยังสู้ด้วยไม่ได้อีกต่างหาก
ลู่เซี่ยนชิงตักแยมผลไม้หนึ่งช้อนทาลงบนแผ่นขนมปัง ฉินซือเจิงลอบมองการกระทำนั้นด้วยหางตา จังหวะที่เขาคิดว่าระดับจักรพรรดิภาพยนตร์คงไม่ถือสา จู่ๆ อีกฝ่ายก็เอ่ยปากขึ้นมา
"บำรุงไต"
ฉินซือเจิงทำหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้ มองอีกฝ่ายด้วยสายตาน่าสงสาร
"ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นนะครับ"
ลู่เซี่ยนชิงเอ่ยเสียงเรียบ
"อ้าปาก"
ฉินซือเจิงไม่เข้าใจความหมาย แต่ก็ยอมอ้าปากอย่างว่าง่าย ช้อนคันหนึ่งถูกส่งเข้ามาป้อนแยมผลไม้รสชาติเปรี้ยวอมหวานคำโตเข้าปากเขาจนเต็มพวงแก้ม
"กินให้หมด"
ฉินซือเจิงพยายามต่อรองเสียงเบา
"ถ้าผมกินหมดแล้ว คุณช่วยลืมเื่นี้ไปได้ไหมครับ"
ลู่เซี่ยนชิงตอบกลับ
"ไม่ได้"
ฉินซือเจิงร้อง 'อ้อ' ออกมาคำหนึ่ง ก้มหน้าบ่นอุบอิบในใจ อยากจะต่อยคนจริงๆ อยากจะชกให้สลบแล้วเปลี่ยนเอาสวี่จิ้นหานกลับมาแทน
น้ำเสียงเ็าของลู่เซี่ยนชิงเจือไปด้วยรอยยิ้ม
"อยากลงไม้ลงมือเหรอ"
"เปล่าครับ" ฉินซือเจิงส่ายหน้าดิก ลู่เซี่ยนชิงดูเหมือนคนไร้น้ำยาตรงไหนกัน
เห็นได้ชัดว่าฟีโรโมนแผ่กระจายออกมาจนเก็บทรงไม่อยู่ต่างหาก ควรจะให้ 'ชะนี' อย่างโหยวซือมาลองทดสอบดูว่าตกลงเขาไร้น้ำยาจริงไหม จะได้รู้ไปเลยว่าลู่เซี่ยนชิงเป็รุกหรือเปล่า
ระหว่างที่กำลังกินข้าว เฉินเยว่ก็ส่งการ์ดภารกิจให้ ลู่เซี่ยนชิงที่นั่งอยู่ใกล้เป็คนรับมาเปิดอ่าน
"วันนี้เป็เทศกาลศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้านเย่หู ตอนค่ำจะมีงานรอบกองไฟ พวกเราเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ไว้ให้เด็กๆ ขอให้คุณพ่อกับเด็กๆ ร่วมมือกันคว้าของรางวัลมาให้ได้นะครับ"
เขาอ่านจบก็โยนการ์ดทิ้งลงบนโต๊ะ
"ของขวัญชิ้นใหญ่ พูดมาเถอะ คราวนี้จะให้ทำอะไรอีก"
รายการนี้ไม่เคยมีอะไรได้มาฟรีๆ หรอก ทุกก้าวมีแต่หลุมพรางทั้งนั้น
เฉินเยว่ตอบกลับ
"ของขวัญก็ต้องแลกมาด้วยความพยายามสิคะ พวกเราต้องเป็ตัวอย่างที่ดีให้เด็กๆ สอนให้พวกเขารู้ว่าอาหารอร่อยๆ ต้องได้มาจากสองมือของตัวเอง เป็เื่ที่ดีออกนะคะ"
ลู่เซี่ยนชิงแค่นหัวเราะ
น้องมะเขือเทศเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นถาม
"คุณพ่อครับ เทศกาลศักดิ์สิทธิ์คืออะไรเหรอครับ"
ก่อนมาที่นี่ฉินซือเจิงค้นหาข้อมูลของหมู่บ้านเย่หูมาบ้างแล้ว นอกจากผลโทงเทงที่ช่วย 'บำรุงไต' แล้ว ก็ยังมี 'เทศกาลศักดิ์สิทธิ์' นี่แหละ เขาจึงหันไปอธิบายให้น้องมะเขือเทศฟัง
"มีตำนานเล่าว่า มีนางฟ้าองค์หนึ่งตกหลุมรักกับสุนัขจิ้งจอก ต่อมาทั้งสองคนก็แอบลักลอบคบกัน แต่เ้าแม่หวังหมู่ไม่ยอมรับ จึงจับทั้งสองแยกจากกัน สุนัขจิ้งจอกก็เฝ้ารอคอยนางฟ้าอยู่ที่นี่ตลอดไปจนกระทั่งกลายเป็รูปปั้นหินไปเลยครับ"
น้องมะเขือเทศทำหน้าเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ
"คุณพ่อครับ ตกหลุมรักแปลว่าอะไรเหรอครับ เหมือนที่คุณพ่อชอบน้องมะเขือเทศแบบนี้ไหมครับ"
ฉินซือเจิงขำกับความไร้เดียงสาของเด็กน้อย เขาเอื้อมมือไปลูบหัวอีกฝ่ายพลางอธิบาย
"ไม่ใช่แบบนั้นสิครับ มันเป็ความชอบอีกแบบนึง ต้องเป็ผู้ใหญ่ที่โตเท่ากันถึงจะตกหลุมรักกันได้ น้องมะเขือเทศยังเด็กอยู่ ยังตกหลุมรักใครไม่ได้นะครับ"
[จบแล้ว]
