ณ คุกโหมวเทียน!
หวงถิงกำลังถือน้ำเต้าสุรา พร้อมเรอเสียงดัง เดินโซเซไปมาอยู่ท่ามกลางยอดเขาของคุกโหมวเทียน เขาอดที่จะมองดูเหล่าผู้แข็งแกร่งแต่ละคนที่ถูกกักขังเอาไว้นานนับปีไม่ได้ หวงถิงใอย่างมากจนไม่อาจสงบลงได้เป็เวลานาน แม้ว่านี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเข้ามาที่นี่ แต่เขาก็ใเช่นนี้ทุกครั้งที่ได้เข้ามา!
เมื่อรู้สึกได้ถึงพลังปราณของผู้แข็งแกร่งเหล่านี้ หวงถิงไม่เพียงแต่ถอนหายใจ แต่ใบหน้าของเขากลับแสดงให้เห็นชัดเจนถึงรอยยิ้มอันขมขื่น คนที่ถูกกักขังอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็คนระดับสูงสุดของขั้นเขตแดนเต๋าสินะ?
แต่ตอนนั้นเป็ตัวเขาเองที่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ เพียงแค่ก้าวเข้าสู่ขั้นเขตแดนเต๋าเท่านั้น ก็กล้าที่จะบุกเข้ามายังเหวลึก...
เพียงแต่ หวงถิงไม่รู้สึกเสียใจเลยที่ตัดสินใจบุกรุกเข้ามาในเหวลึก ก่อนที่เขาจะรู้เื่ราวในเหวลึกนั้น หวงถิงตัดสินใจแน่วแน่แล้ว ว่าศิษย์ของตนเองเข้ามายังเหวลึกเช่นนี้จะต้องตายอย่างแน่นอน และหากตนเองเข้ามา บางทีอาจจะพอมีทางรอด ดังนั้น หวงถิงจึงไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ที่จะทำเพื่อหนทางรอดที่ยังมีหวังอยู่
มีคำกล่าวว่า เป็ครูเป็ศิษย์กันวันเดียว เท่ากับเป็ครูเป็ศิษย์ชั่วชีวิต หวงถิงรู้สึกผิดต่อฉินอวี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ยินว่าฉินอวี่ถูกมองว่าเป็คนใกล้ตายในสำนักยุทธ์ว่านจ้ง และยังถูกศิษย์สำนักหลายคนเยาะเย้ยถากถาง หวงถิงโกรธมากจนได้แต่โทษตนเอง หากไม่ใช่เพราะตนเองวางข้อจำกัดไว้ในร่างของฉินอวี่ เกรงว่า ร่างอสุนีลึกลับของเขาก็คงเป็ที่สนใจไปแล้ว และทุกอย่างนี้ ล้วนเป็สิ่งที่ตนเองก่อขึ้นทั้งสิ้น
ในครั้งนี้ หลังจากเข้ามายังเหวลึก บอกตามตรง หวงถิงรู้สึกยอมแพ้และหมดหวังไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นผู้แข็งแกร่งขั้นเขตแดนเต๋าในเหวลึกเหล่านี้ หวงถิงจึงได้แต่คิดว่าฉินอวี่คงตายไปแล้วอย่างแน่นอน
ในตอนที่ได้พบกับฉินอวี่ ในใจของหวงถิงทั้งยินดีทั้งตื่นเต้น จนอธิบายไม่ได้ เขานึกไม่ถึงเลยว่าไม่เพียงแต่ศิษย์ของเขายังไม่ตาย แต่กลับดูเหมือนโตเป็ผู้ใหญ่อยู่ในแดนต้าโหมวเทียน แม้แต่ชายชราอย่างถงนู่ก็ยังต้องพาเขาชมคุกโหมวเทียนด้วยตนเอง...
หลังจากนั้น หวงถิงก็นึกย้อนถึงท่าทางและดวงตาของฉินอวี่ในความทรงจำอย่างละเอียด และก็นึกขึ้นได้ถึงเื่ที่ทำให้ใบหน้าเขาร้อนผ่าว ศิษย์ของเขารู้ว่าตัวเขาอยู่ในคุกโหมวเทียน จึงคิดจะหาวิธีช่วยตนเองออกไป... เมื่อนึกขึ้นได้เช่นนี้ หวงถิงก็ดื่มเหล้าจนเมาไม่ได้สติ ถอนหายใจออกมาเหมือนถูกชะตากลั่นแกล้ง ไม่เพียงแต่จะช่วยฉินอวี่ออกไปไม่ได้ แต่กลับเหมือนลากฉินอวี่ลงมา และตนเองกลับกลายเป็ภาระของเขาเสียแล้ว...
ดูเหมือนจะเป็เพราะความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางไปมา หวงถิงจึงนั่งลงตรงเชิงเขาที่สูงตระหง่านลูกหนึ่งในส่วนลึกของคุกโหมวเทียน พิงหลังลงกับูเา และเล่นสนุก ใช้มือขวาหยิบน้ำเต้าวางไว้บนเข่า ดวงตาที่ขุ่นมัวมองตรงไปเบื้องหน้าด้วยความสับสน
หากฉินอวี่อยู่ที่นี่ในตอนนี้ เขาคงจะตกตะลึง สถานที่ซึ่งอาจารย์หวงถิงกำลังนั่งอยู่ในตอนนี้ เป็ที่ซึ่งเขาไม่เคยมาถึงมาก่อน หรืออาจพูดได้ว่า มันคือส่วนที่ลึกที่สุดของคุกโหมวเทียน ที่แห่งนั้น เป็สถานที่ซึ่งแม้แต่ถงนู่ก็ไม่กล้าจะย่างกรายเข้าไป
หลังจากนั้นไม่นาน สายลมเย็นอยู่อีกนานก็พัดผ่าน พัดพาความคิดของเขาออกไป ก่อนจะถอนหายใจ สายตาของเขามองไปด้านหลังและพูดอย่างเฉยเมย “ไอ้แก่ตายยากเอ๊ย เ้า้าเวลานานแค่ไหนกันแน่? หากคิดจะมายึดร่างก็รีบเสียเถอะ อย่าชักช้าอยู่เลย เร็วเข้า เชื่อหรือไม่ว่าข้าฆ่าตัวตายต่อหน้าเ้าได้นะ?”
หวงถิงไม่กลัวความตาย และรู้ดีว่าตนเองจะต้องตายแน่แล้ว ใน่เวลาก่อนที่เขาจะจากไปเช่นนี้ มันเป็คืนวันที่ทรมานยิ่งนัก...
คำตอบที่มีให้หวงถิงคือความเงียบสงบ หวงถิงเอนกายพิงูเา แหงนหน้ามองไปบนท้องฟ้าสีเทา และพูดขึ้น “ไอ้แก่ตายยาก สำเร็จก็เพราะเ้า พ่ายแพ้ก็เพราะเ้า หากไม่มีเ้า ข้าคงไม่มีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ หากไม่ใช่เ้าที่จะมายึดร่างข้า ข้าคงขัดขืน ไม่เช่นนั้น หากเป็คนอื่นๆ มาคิดลองดี ตัวข้าคงจะะเิตนเองไม่ยอมเอาเปรียบใครๆ ...”
“เ้าเองก็รู้ จุดประสงค์ที่ข้าเข้ามาที่นี่ ก็เพื่อตามหาศิษย์ของข้า... เฮ้อ... ข้าละอายใจตนเองยิ่งนัก ที่ศิษย์ของข้าเติบโตเป็ผู้ใหญ่เช่นนี้ เ้าไม่รู้หรอก... แม้แต่ตาเฒ่าถงนู่ก็ยังไม่กล้าทำอะไรเขา... ได้ยินมาว่าเขาเป็ที่ถูกใจของผู้เฒ่าร้องไห้... ในชั่วชีวิตนี้ของข้าหวงถิง ไม่เคยเป็หนี้บุญคุณใครเลย แต่ครั้งนี้ กลับต้องติดหนี้บุญคุณศิษย์ของตนเองเสียแล้ว...”
“เขาคงจะพยายามสรรหาวิธีเพื่อช่วยข้าสินะ? หากข้าต้องตายอยู่ที่นี่จริงๆ ... คิดว่าเขาเองคงจะรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต พูดตามตรง เื่อื่นข้าไม่กังวล ข้ากลัวว่าสิ่งนี้จะเป็ปมในใจเขา จนอาจส่งผลกระทบต่อการฝึกฝนก็ได้”
“เฮ้อ... บอกตามตรงเลยนะ อันที่จริงข้าก็ไม่กล้าตายเร็วแบบนั้นหรอก ไม่ใช่ข้าพูดไปเองนะ ตาแก่ตายยากเอ๋ย หากวันเวลาผ่านไป ลูกศิษย์ของข้าคนนี้จะต้องประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่แน่นอน! กลึก...” หวงถิงพูดไปพลางก็ดื่มหนักคำโตไปด้วย
หวงถิงดื่มหนักมาก จนใบหน้าของเขาแดงก่ำ ดวงตาที่ขุ่นมัวก็เริ่มพร่ามัวมากขึ้นเรื่อยๆ
“ไอ้แก่ตายยากเอ๋ย ข้าเองก็ไม่มีความ้าอื่นใด หลังจากเ้ายึดร่างไปแล้ว... ก็... ก็ช่วยข้าชดเชยความรู้สึกผิดที่ข้ามีต่อศิษย์ของข้าด้วย... แม้ว่าเ้าอาจจะไม่ยอมรับก็ตาม... แต่วันข้างหน้าเ้าต้องดูแลศิษย์ของข้า... ได้หรือไม่? ... จริงสิข้ายังมีศิษย์อีกคนหนึ่งในสำนักยุทธ์ว่านจ้ง ชีวิตนี้ของข้าหวงถิง ไม่อาจปล่อยเขาสองคนได้เลย... เ้าต้องช่วยข้านะ...”
“จะว่าไป... ตาแก่เอ๋ย เ้าก็นับว่าเป็อาจารย์ข้าเหมือนกันนะ...”
เมื่อดูเหมือนจะไม่ได้รับคำตอบ หวงถิงจึงพยายามลุกขึ้นอย่างโซเซ และแหงนหน้ามองขึ้นไป มองไปยังูเาั์ที่สูงตระหง่านอยู่ตรงหน้า และพูดเสียงดัง “ใช่ไหมล่ะ ตาแก่ตายยาก...”
หวงถิงที่กำลังมีตาพร่ามัวดูเหมือนจะเห็นภาพบางอย่างบนยอดเขาแห่งนี้ มีศีรษะขนาดใหญ่สูงสิบจ้างอยู่บนนั้น มีรอยแผลจากกระบี่จำนวนมากอยู่บนใบหน้าของศีรษะนั้น บนใบหน้าเต็มไปด้วยาแ จนไม่อาจมองเห็นรูปลักษณ์ก่อนหน้านี้ได้เลย แต่ตรงกึ่งกลางระหว่างคิ้ว สามารถมองเห็นตัวอักษร “ยุทธ์” ! ที่ดูทรงพลังปรากฏอยู่อย่างเลือนราง
ตัวอักษร “ยุทธ์” นี้ดูเหมือนจะแทรกซึมเข้าไปถึงกะโหลกระหว่างคิ้ว ราวกับว่ามันถูกแกะสลักไว้บนกระดูกศีรษะ
และบนกึ่งกลางศีรษะ พบเป็รอยร้าวที่ดูรุนแรงอยู่เช่นกัน ราวกับว่ามีคนใช้กระบี่ฟันศีรษะของเขาอย่างเต็มแรง จนคำว่า “ยุทธ์” ที่อยู่ตรงระหว่างคิ้วแยกออกจากกัน
สายลมเย็นพัดผ่าน ผ่านศีรษะซึ่งไม่รู้ตั้งอยู่ที่แห่งนี้มานานสักเท่าไร ในตอนนี้ เริ่มได้ยินเสียงล่องลอยมาตามลม เป็เสียงร้องคำรามที่แ่เบาซึ่งดังมาจากด้านใต้ของูเา
เวลาผ่านไปเพียงพริบตา มีเวลาเหลือเพียงครึ่งปีก็จะถึงการทดสอบสามสิบหกขุนพล์
ในวันนี้ ฉินอวี่ได้ลืมตาลุกขึ้นจากทำสมาธิ และส่องดูภายในร่างกาย ก่อนจะพึมพำกับตนเอง “ขั้นกุมารทิพย์ระดับปลายแล้ว ยังมีเวลาอีกประมาณครึ่งปีเพื่อเข้าสู่ขั้นเทพ์ และข้าจะปล่อยให้สิ้นเปลืองเวลาที่เหลืออีกครึ่งปีนี้ไปไม่ได้”
ในไม่กี่เดือนนี้ ฉินอวี่ได้ทำความเข้าใจเื่ยอดผนึกฟ้าดิน และยกระดับการฝึกฝนของตัวเองเช่นกัน เมื่อมีคำชี้แนะจากจู๋ฮวง ฉินอวี่ก็เข้าใจถึงแก่นแท้ของยอดผนึกฟ้าดิน และสามารถแยกแยะรูปแบบของยอดผนึกฟ้าดินทั้งสองรูปแบบได้
“ดูเหมือนว่า คงมีเพียงการใช้โอสถจึงจะช่วยให้ระดับฝึกฝนพัฒนาอย่างรวดเร็ว” ฉินอวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงลุกขึ้นยืน ใน่เวลาสำคัญเช่นนี้ มีเพียงการใช้โอสถเท่านั้นจึงจะช่วยทำให้ระดับการฝึกฝนของเขาเข้าสู่ขั้นเทพ์ได้ และมีเพียงหนทางนี้เท่านั้น จึงจะสามารถเพิ่มระดับการฝึกฝนได้
เมื่อเปิดประตูห้องออก ฉินอวี่ก็เหลือบมองไปที่ลานตรงสวน ก่อนที่เขาจะออกไป กลับมองเห็นขวดหยกวางอยู่ตรงหน้าประตู เมื่อเขาหันมองดูรอบด้านด้วยความแปลกใจ ฉินอวี่ยกมือขวาขึ้น เรียกขวดหยกขึ้นมาไว้ในมือ สาดส่องมโนจิตเข้าไปดูภายใน ก่อนจะขมวดคิ้วทันที “โอสถหลอมพลัง? ของใครกัน?”
โอสถหลอมพลังนี้เป็โอสถที่ช่วยให้ทะลุไปสู่ขั้นเทพ์ได้ ซึ่งนี่คือโอสถที่ฉินอวี่ตั้งใจจะไปหาซื้อ
“เป็ใครอีก?” ฉินอวี่พึมพำกับตนเอง แต่นึกอยู่นานก็นึกอะไรไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
“ช่างเถอะ ไม่ว่าเป็ใคร ขอแค่เข้าสู่ขั้นเทพ์ให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน” พูดจบ ฉินอวี่ก็ปิดประตูอีกครั้ง ก่อนจะนั่งทำสมาธิต่อไป
“จู๋ฮวง ข้าขอเตือนเ้าอีกครั้ง เหลือเวลาเพียงครึ่งปีแล้ว” ฉินอวี่พูดอย่างเฉยเมย ไม่ทันรอให้จู๋ฮวงตอบกลับ เขาก็รีบกลืนโอสถหลอมพลังเข้าไปทันที!
