เมื่อรถม้าหยุดที่หน้าจวนผู้เป็บิดาอย่างแม่ทัพใหญ่ ต้องประคองฮูหยินของตนลงจากรถม้าอย่างทะนุถนอม ส่วนผู้เป็พี่ชายจำต้องอุ้มน้องสาวลงมาทีหลัง เนื่องจากนางง่วงนอนจนทนไม่ไหวจึงหลับเสียระหว่างทาง ครอบครัวของอวี้จิ่นเดินเข้าจวนอย่างที่เคยเป็ แต่กลับมีเงาร่างหนึ่งที่ติดตามมา กำลังจะก้าวเท้าตามเข้าไปในจวน มีเหตุให้ต้องหยุดชะงักไม่สามารถตามเข้าไปได้
เงาร่างนี้ก็คือดวงิญญาของอดีตหวงกุ้ยเฟย ที่สำคัญพระนางยังเป็พระมารดาขององค์หญิงใหญ่ ผู้หายตัวไประหว่างเดินทางไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ พระนางได้ยินเื่ของอวี้จิ่นผ่านการพูดคุยของิญญาดวงอื่น ด้วยความหวังว่าจะได้พบองค์หญิงใหญ่อีกครั้ง ก่อนที่ดวงิญญาของพระนางจะต้องไปชดใช้กรรม ในเมื่อตามอวี้จิ่นเข้าไปไม่ได้พระนางจึงนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่บริเวรหน้าจวน เพื่อรอพบนางอีกครั้งในยามเช้าของวันพรุ่งนี้
เมื่อถึงเวลาของวันใหม่แม่หมออวี้จิ่นย่อมออกจากจวน เพื่อไปทำภารกิจช่วยเหลือบรรเทาความทุกข์ใจของชาวบ้าน แต่วันนี้มีสิ่งที่อวี้จิ่นกระทำซ้ำ ๆ จนตงลู่กับเฟยอินงุนงงกับท่าทาง ที่นางใช้เท้าทั้งสองข้างสลับไปมาคล้ายกับว่าจะก้าวเท้าไหนก่อน นอกจากเื่เท้าก็คงเป็การขยี้ตาหลายครั้งจนเฟยอินต้องเอ่ยห้าม
“นา ๆ ๆ ๆ นะ นะ นั่นคืออะไรอีกล่ะเนี่ย!!!” จากอารมณ์ดี ๆ อวี้จิ่นต้องหยุดชะงักอยู่กับที่ เมื่อสายตาของนางดันเห็นสตรีวัยกลางคน ที่ยังคงเค้าความงดงามใส่ชุดหรูหรา นั่งพิงอยู่หน้าบันไดประตูของจวน อวี้จิ่นไม่แน่ใจว่าจะใช่อย่างที่ตนคิดหรือไม่ จึงลองใช้วิธีก้าวเท้าเลือกข้างที่โชคดีที่สุดก้าวออกไป
“ซ้ายดีหรือขวาก่อน ขวาแล้วกัน..ไม่ดีกว่าขวาร้ายซ้ายดีนะ อืม ซ้ายย่อมดีที่สุด”
“..??”
“คุณหนูกำลังเล่นอะไรอยู่น่ะเฟยอิน ทำไมต้องเลือกด้วยว่าจะก้าวเท้าไหนดี แล้วเช่นนี้เมื่อไหร่จะได้ออกจากจวนกัน”
“ข้าก็เห็นพร้อมกับเ้าแล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าที่คุณหนูทำอยู่มีสาเหตุมาจากเื่อันใด คิดก่อนจะถามหรือไม่ ชิ”
“หรือว่าคุณหนูกำลังชั่งน้ำหนักว่าเท้าข้างไหน ที่ก้าวออกไปแล้วจะพบเจอแต่ความโชคดี ใช่! ข้าคิดว่าต้องเป็เช่นนั้นอย่างแน่นอน” ตงลู่เชื่อมั่นในสิ่งที่ตนเองคิดอย่างมาก และยังคิดว่าจะทำตามอวี้จิ่นเมื่อนางเลือกได้แล้ว ว่าจะก้าวเท้าข้างไหนออกจากจวน
‘ฮ้าววววว อืมมม หืม นั่นบุตรสาวแม่ทัพใหญ่เจียงนี่ ในที่สุดนางก็ออกมาจาก เอ๋? แล้วนั่นนางกำลังเล่นอันใดเดี๋ยวก้าวเดี๋ยวไม่ก้าว ลองถามดูเสียหน่อยก็แล้วกัน’
ดวงิญญาสีขาวของหวงกุ้ยเฟยลอยไปใกล้อวี้จิ่น ก่อนจะเอ่ยถามสิ่งที่อวี้จิ่นกำลังทำอยู่จนคนถูกถาม ที่ยังไม่ทันตั้งตัวถึงกับใส่งเสียงร้อง จนองครักษ์ทั้งสองรวมถึงบ่าวไพร่ที่อยู่ใกล้เคียงใตาม
‘นี่คุณหนูเจียงเ้ากำลังทำสิ่งใดอยู่เช่นนั้นรึ เหตุใดไม่ออกจากจวนเสียทีเล่า?’
“ข้ากำลังเลือกว่าจะกะ...กรี๊ดดด!! อุ๊บ!”
“ว๊ากก!! คะ คะ คุณหนู ทะ ทะ ท่านเห็นสิ่งใดเช่นนั้นหรือขอรับ” ตงลู่ที่ใไปด้วยรีบถามอวี้จิ่นที่ยามนี้ยืนปิดปากตนเองนิ่ง ๆ
“อึก หยะ หยะ อย่าบอกนะเ้าคะคุณหนู ว่าท่านเห็นเหมือนกับเื่ของคุณชายน้อยเหลียง” เฟยอินกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น และรู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวมันขนลุกแปลก ๆ
“อะ ฮึ่ม ๆ ไปขึ้นรถม้าด้วยกันเ้าค่ะ มีอะไรค่อยพูดคุยกัน ตอนนี้คงไม่เหมาะจะคุยเื่สำคัญได้เ้าค่ะ” คำพูดของอวี้จิ่นนั้นคล้ายจะพูดกับตงลู่และเฟยอิน แต่ในทางกลับกันนางเอ่ยชวนหวงกุ้ยเฟยไปกับตนต่างหาก
‘โอ้ว ฉลาดไม่น้อยเลยนะคุณหนูเจียง เปิ่นกงขอชมเ้าตรง ๆ ก็แล้วกันนะ แม่ทัพใหญ่ช่างโชคดีที่มีเ้าเป็บุตรสาว ไป ๆ ๆ ขึ้นรถม้าประเดี๋ยวเปิ่นกงจะเล่าบางอย่างให้เ้าฟัง’
ตงลู่ที่รู้สึกไม่ต่างกับเฟยอินรีบเดินตามอวี้จิ่น เมื่อเห็นว่านางก้าวเท้าออกจากประตูจวนไปตอนไหนไม่รู้ได้ ด้านในรถม้าจึงมีเพียงอวี้จิ่นและดวงิญญาของหวงกุ้ยเฟย ที่ยามนี้นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับนางและเริ่มพูดถึงเื่ที่จะขอความช่วยเหลือ หลังจากเมื่อคืนวานนี้พระนางได้รู้เสียทีว่า คนที่เป็ต้นเหตุให้พระธิดาของพระองค์ต้องหายตัวไป คือเจิงจิ้นสือกับไช่จิงซือที่หลอกลวงเบื้องสูงเื่คำทำนาย
‘ขอบคุณ์ที่ให้เ้ามองเห็นดวงิญญาเปิ่นกง ชื่อเสียงของเ้าโด่งดังไปทั่วแม้แต่ในโลกของดวงิญญาก็ไม่เว้น ส่วนเปิ่นกงขอพูดเื่ที่อยากให้ช่วยเหลือก็คือธิดาเพียงคนเดียว ที่ถูกสำนักพยากรณ์ใช้คำทำนายส่งนางออกไป จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครตามหานางพบ เปิ่นกงที่ตรอมใจจนล้มป่วยและตายในที่สุด เพราะยังเป็ห่วงองค์หญิงมากจึงยึดติดและยอมติดอยู่ในวังหลวงแห่งนี้ เผื่อว่าสักวันหนึ่งพระธิดาของเปิ่นกงจะมีคนช่วยเหลือไว้ และพามาส่งที่เมืองหลวง
ถึงยามนั้นเปิ่นกงย่อมหมดห่วง และไปชดใช้กรรมของตนได้เสียที ฮึก แต่สองปีแล้วคุณหนูเจียงยังไม่มีผู้ใดพบเจอตัวพระธิดาของเปิ่นกง ฮึก ๆ’
“....!!???”
“พระมารดาขององค์หญิงใหญ่งั้นรึ?”
“เอ่อ ไม่ทราบว่าพระสนมมีพระนามว่าอย่างไร หม่อมฉันจะได้เรียกพระองค์ถูกเพคะ”
‘เฮ้อ อย่าได้ใช้คำราศัพท์เลยยามนี้เปิ่นกง เอ๊ย! ข้าเป็แค่ดวงิญญาดวงหนึ่ง มิได้เป็คนที่ต้องถือยศตำแหน่ง เ้าเรียกข้าว่าท่านป้าเซี่ยก็พอ ส่วนเ้าข้าจะเรียกว่าอวี้จิ่นแทนดีหรือไม่’
“ได้เ้าค่ะท่านป้าเซี่ย ท่านคงจะทุกข์ใจมากถึงกับตรอมใจจนตาย เพราะไม่มีใครตามหาองค์หญิงใหญ่พบ และไม่มีข่าวคราวมาตลอดสองปี แต่เท่าที่ข้าเห็นดวงชะตาขององค์หญิงใหญ่แล้ว ยังคงมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอนเ้าค่ะ ครั้งนี้อาจจะต้องออกเดินทางไปยังทิศที่เกิดการลักพาตัว หากมีคนที่เคยพบเห็นย่อมตามหาองค์หญิงใหญ่ได้ไม่ยากเ้าค่ะท่านป้า” เื่นี้อวี้จิ่นมั่นใจมาก ขอเพียงแค่มีใครสักคนเคยพบองค์หญิงใหญ่เท่านั้น
‘อวี้จิ่นเ้าพูดจริงรึ! เช่นนั้นเ้าพอจะมีวิธีพาข้าไปด้วยได้หรือไม่ ที่ผ่านมาข้าพยายามที่จะออกไปตามหาด้วยตนเอง แต่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถออกจากเมืองหลวงได้’
“หืม โดยปกติดวงิญญาสามารถไปที่ใดก็ย่อมได้ ฟังจากที่ท่านป้าบอกมาอาจมีคนใช้ยันต์สะกดท่านเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ดวงิญญาของท่านไปแก้แค้นก็เป็ได้เ้าค่ะ เื่นี้ดูจะมีลับลมคมในมากกว่าการลักพาตัวแล้วเ้าค่ะท่านป้า” อวี้จิ่นชักจะสงสัยเื่นี้ว่าจะต้องมีเื้ัและมีบางคนที่เป็ผู้บงการ
‘อวี้จิ่นเ้าคิดเหมือนกับข้าว่ามีคนจงใจทำร้ายข้ากับลูก’
“ข้าขอััมือของท่านป้าสักประเดี๋ยวได้หรือไม่เ้าคะ เผื่อจะพบเจอคนที่น่าสงสัยภายในความทรงจำของท่านเ้าค่ะ”
‘ได้สิเชิญเ้าตามสบาย’
อวี้จิ่นยกมือขึ้นเพื่อขออนุญาตดูชะตาชีวิตของดวงิญญา เพียงชั่วอึดใจสตรีผู้สูงศักดิ์ที่มีใบหน้างดงาม จากตระกูลเซี่ยผู้คอยดูแลสำนักฮั่นหลินของวังหลวง หนึ่งในพระชายาผู้เป็ที่โปรดปรานของฮ่องเต้ก็ปรากฏให้เห็น แม้จะตั้งครรภ์ประสูติองค์หญิงให้กับฮ่องเต้ แต่ความโปรดปรานนั้นมิเลยลดน้อยลงแต่อย่างใด และยังได้รับตำแหน่งเหอซั่วเจียเฟยจ่างกงจู่ (เชื้อพระวงศ์ลำดับที่สองบรรดาศักดิ์เทียบเท่าจวิ้นอ๋อง)
ด้วยความโปรดปรานนี้หลังจากประสูติองค์หญิงใหญ่ได้ไม่กี่ปี ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็ซู่เจี๋ยหวงกุ้ยเฟย ั้แ่หวงกุ้ยเฟยเข้าวังมักจะมีสตรีผู้หนึ่ง ที่ได้ชื่อว่าเป็น้องสาวต่างมารดาคอยแวะเวียนมาเยี่ยมอยู่เสมอ สตรีผู้นั้นก็คือเซี่ยเยว่เสี่ยงที่ดวงตาของนางบ่งบอกว่า อิจฉาริษยาความโชคดีของหวงกุ้ยเฟยเพียงใด อวี้จิ่นได้เห็นผู้ที่น่าสงสัยแล้วจึงลืมตามองดวงิญญาตรงหน้าด้วยความเห็นใจ
“ท่านป้าเ้าคะท่านมีน้องสาวต่างมารดา ที่เกิดจากอนุของบิดาท่านหนึ่งคนใช่หรือไม่เ้าคะ”
‘ใช่ นางชื่อว่าเซี่ยเยว่เสี่ยงนางแต่งเป็อนุภรรยาให้นายท่านตู้ คหบดีที่ร่ำรวยคนหนึ่งของเมืองหลวง’
“ข้าคิดว่าอนุเซี่ยผู้นี้น่าสงสัยอยู่มากเ้าค่ะ เอาเป็ว่าหลังปิดตำหนักดูดวงข้าจะไปหารือกับพี่ชาย หรือขอความช่วยเหลือจากพี่ชายฟู่ด้วยอีกคน ท่านป้าอดทนรออีกหน่อยนะเ้าคะได้โปรดเชื่อใจข้า”
‘อวี้จิ่นความหวังสุดท้ายของข้าฝากไว้ในมือเ้าแล้ว ขอบใจเ้ามากที่ให้ความช่วยเหลือ แม้ข้าจะเป็ดวงิญญาก็ตาม ช่วยทวงความเป็ธรรมให้ลูกของข้าด้วยเถิด ฮึก ๆ’
“แน่นอนเ้าค่ะท่านป้า หากอนุเซี่ยทำความผิดจริงนางไม่มีวันหลบหนีได้ และนางต้องได้รับโทษอย่างสาสม
กับความผิดของนางเ้าค่ะ” อวี้จิ่นเห็นหวงกุ้ยเฟยมีความหวังที่จะได้เจอพระธิดา นางยิ่งต้องช่วยเหลือให้ถึงที่สุดเพื่อดวงิญญาของพระนาง จะได้จากไปอย่างหมดห่วงเสียที
ดวงิญญาของหวงกุ้ยเฟยยังคงติดตามอวี้จิ่น แต่ที่ลืมไม่ได้คือองครักษ์ทั้งสองที่นั่งอยู่ด้านนอก เพื่อบังคับรถม้าพวกเขาล้วนได้ยินที่อวี้จิ่นพูดมาทั้งหมด แม้จะเป็การพูดเพียงลำพังก็ตามที ทั้งตงลู่และเฟยอินต่างมองหน้ากันั้แ่ได้ยินคำว่าองค์หญิงใหญ่
“หรือว่าที่คุณหนูกำลังพูดคุยอยู่ด้านในรถม้าก็คือ...” ตงลู่พูดได้เพียงเท่านั้นก็หันไปหาเฟยอินเพื่อความแน่ใจ
“อืม ข้าก็คิดเช่นเ้ามีเพียงตระกูลเดียวที่เป็พระญาติ ฝั่งพระมารดาขององค์หญิงใหญ่ เงียบไว้ก่อนอย่าเพิ่งพูดสิ่งใดออกไปเด็ดขาด”
ทั้งตงลู่และเฟยอินไม่คิดว่าเพิ่งจะผ่านเื่ใหญ่มาไม่กี่ชั่วยาม เื่ใหญ่ที่เกี่ยวพันมาจากสำนักพยากรณ์จะวิ่งมาหาเร็วเช่นนี้ ที่สำคัญดวงิญญาที่อวี้จิ่นพูดคุยด้วยยังเป็ผู้สูงศักดิ์แห่งวังหลัง ผู้เป็รองเพียงฮองเฮาพระองค์เดียวเท่านั้น
นับว่าโชคดีที่วันนี้คนที่มาดูดวงชะตากับอวี้จิ่นมีไม่มาก นางจึงปิดตำหนักในยามเซินและไปพบฟู่หลงเหยียน ที่ยังคงทำงานอยู่ที่สำนักตรวจสอบ เนื่องจากว่าบิดาและพี่ชายของนางยังไม่กลับจากค่ายทหารนั่นเอง
เ้าหน้าที่ด้านหน้าคุ้นเคยกับตงลู่มาก่อน จึงพาแขกที่พวกเขาล้วนรู้จักและมีชื่อเสียงในยามนี้ เข้าไปพบหัวหน้าที่เคยแสดงด้านอ่อนโยนให้เห็นทันที
“ก๊อก ๆ ๆ เรียนใต้เท้าตงลู่พาแขกมาขอพบท่านขอรับ”
“เข้ามาได้”
“คารวะพี่ชายฟู่เ้าค่ะ”
“คารวะนายน้อยขอรับ/เ้าค่ะ”
“หืม จิ่นเอ๋อร์ทำไมถึงมาหาพี่ที่นี่ได้เล่า แล้วนี่ที่ตำหนักของเ้าไม่มีลูกค้ามาขอความช่วยเหลือหรอกรึ?” ฟู่หลงเหยียนไม่คิดว่าอวี้จิ่นจะให้ตงลู่พานางมาพบเขาที่สำนักตรวจสอบ
“วันนี้มีไม่มากเ้าค่ะจึงปิดตำหนักเร็วกว่าทุกวัน เพียงแต่ว่าลูกค้าคนสำคัญที่มาขอความช่วยเหลือนั้น....”
“ทำไมเ้าถึงไม่พูดต่อเล่าหรือว่าลูกค้าคนนี้ กล้ามาสร้างความลำบากใจให้กับเ้าเช่นนั้นหรือ?” ฟู่หลงเหยียนเห็นว่าอวี้จิ่นหยุดคำพูดไว้ ไม่ยอมพูดต่อคล้ายกับว่ากำลังลำบากใจ
“มิใช่หรอกเ้าค่ะพี่ชายฟู่ ที่ข้ามาพบท่านเพราะมีเื่ใหญ่เื่หนึ่งอยากปรึกษากับท่าน อันที่จริงก็อยากให้พี่ใหญ่อยู่ตรงนี้ด้วยเ้าค่ะ หรือว่าพวกเราจะไปพบพี่ใหญ่ที่ค่ายทหารดีเ้าคะ ข้าค่อนข้างรีบกับการช่วยเหลือลูกค้าผู้อยู่มากเ้าค่ะ” เพราะว่านางไม่อยากพูดหลายรอบต่างหาก
“เ้ารอประเดี๋ยวพี่ขอตัวไปสั่งงานกับผู้ช่วยไว้ก่อน แล้วพวกเราค่อยไปพบท่านลุงกับอาหยวนที่ค่ายทหาร” ฟู่หลงเหยียนเห็นความเป็กังวลในสายตาของอวี้จิ่น มีหรือที่เขาจะไม่รีบพานางไปพบบิดากับพี่ชายตามที่นาง้า
“ขอบคุณพี่ชายฟู่ที่เข้าใจเ้าค่ะ”
ฟู่หลงเหยียนสั่งงานกับผู้ช่วยไม่นานก็กลับออกมา จากนั้นรถม้าตระกูลเจียงก็วิ่งไปทางประตูเมือง โดยมีฟู่หลงเหยียนและผู้ติดตามทั้งสองขี่ม้านำทางไป เฉินอู่กับอู๋จิ้งอยากจะเอ่ยถามกับสหาย แต่ได้รับสัญญาณกลับมาว่ายังไม่ใช่ในยามนี้ จึงต้องเก็บความอยากรู้เอาไว้เสียก่อน
เมื่อมาถึงค่ายทหารฟู่หลงเหยียนให้ตงลู่ไปพบเจียงหยวน ส่วนเฉินอู่ให้ไปพบแม่ทัพใหญ่ เพื่อรายงานเื่อวี้จิ่นขอเข้าพบ เพียงหนึ่งจิบชาทั้งสองคนก็กลับมาและพาอวี้จิ่นไปที่กระโจมของผู้เป็บิดา ซึ่งข้าง ๆ อวี้จิ่นยามนี้ไม่มีดวงิญญาของหวงกุ้ยเฟยแล้ว
เจียงหยวนมารอน้องสาวอยู่ที่กระโจมของบิดา หลังจากได้ยินตงลู่บอกว่านางมีเื่้าปรึกษากับตน
“พรึ่บ คารวะท่านพ่อเ้าค่ะ”
“คารวะท่านลุงขอรับ”
“เข้ามานั่งก่อนทั้งสองคนเหตุใดถึงมาพร้อมกันได้เล่า ใยไม่รออยู่ที่จวนไม่เห็นต้องลำบากมาพบพ่อถึงที่ค่ายทหารก็ได้นะจิ่นเอ๋อร์” เนื่องจากอีกหนึ่งชั่วยามกว่า ๆ ตัวของแม่ทัพใหญ่และบุตรชาย ก็จะได้เวลากลับจวนอยู่แล้ว
“เื่นี้ไม่อาจรั้งรอได้อีกเ้าค่ะท่านพ่อ ที่ข้า้าปรึกษากับพวกท่านพร้อมกัน เนื่องจากเช้านี้ยามที่ข้ากำลังจะออกจากจวน มีดวงิญญาดวงหนึ่งมานั่งรอขอความช่วยเหลือเ้าค่ะ”
“ห๊า!! อะไรนะ!! ดวงิญญา!!” อย่าว่าแต่คนในกระโจมที่ใสิ่งที่อวี้จิ่นบอก คนที่ไม่รู้อีกสี่คนด้านนอกก็ใไม่แพ้กัน ถึงกับหันไปมองหน้าอีกสองคนที่ติดตามอวี้จิ่น ก็ได้รับคำตอบคือการพยักหน้าว่ามันคือเื่จริง
“ใช่เ้าค่ะ และยังเป็พระมารดาขององค์หญิงใหญ่ด้วยจะ..”
“ซู่เจี๋ยหวงกุ้ยเฟย!!”
“ฮ้าย พวกท่านจะใทำไมบ่อย ๆ เ้าคะ”
“เอ่อ พวกเราขอโทษเ้าด้วยลูกพ่อ ที่พวกเราใเพราะเป็ดวงิญญาของหวงกุ้ยเฟย แล้วพระนางมาขอความช่วยเหลืออันใดรึจิ่นเอ๋อร์” แม่ทัพใหญ่เอ่ยขออภัยกับอาการใของพวกตน
“เฮ้อ เพราะยังมีห่วงเื่องค์หญิงใหญ่น่ะสิเ้าคะ ดวงิญญาจึงไม่ยอมไปในที่ที่ควรจะไป และข้าได้ดูเื่ราวที่เกิดขึ้นผ่านพระนาง พบว่ามีผู้ที่น่าสงสัยมากอยู่หนึ่งคนเ้าค่ะ”
“นางคือใครงั้นหรือจิ่นเอ๋อร์” ฟู่หลงเหยียนถามขึ้นเมื่อได้ยินว่ามีคนน่าสงสัย
“นั่นสิน้องพี่นางเป็ใครมาจากตระกูลใดเช่นนั้นรึ” เจียงหยวนยิ่งอยากรู้เพราะตนเองเคยติดตามเื่นี้ แต่ทุกอย่างก็ขาดหายไปไม่สามารถตามต่อได้
“นางเป็น้องสาวต่างมารดากับหวงกุ้ยเฟย ชื่อว่าเซี่ยเยว่เสี่ยงตอนนี้นางเป็อนุภรรยาของคหบดีตู้เ้าค่ะ ในภาพที่ข้าเห็นทุกครั้งที่นางเข้าเฝ้าหวงกุ้ยเฟย ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา กับเื่ดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับพี่สาวต่างมารดาที่ได้ดิบได้ดี เป็ที่โปรดปรานของฮ่องเต้”
“เ้าสงสัยว่าอนุเซี่ยผู้นี้มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการหายตัวไปขององค์หญิงใหญ่ใช่หรือไม่” ฟู่หลงเหยียนเอ่ยคำถามออกมาก่อนผู้ใด
“ใช่เ้าค่ะพี่ชายฟู่”
“เ้า้าให้พวกเราช่วยทำสิ่งใดจงพูดออกมาเถิด เื่นี้ไม่อาจกระโตกกระตากให้ใครรู้ เนื่องจากเกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของราชวงศ์ หากมีหลักฐานที่แน่ชัดค่อยลงมือตามหา และพาองค์หญิงกลับมาอย่างปลอดภัยกอบกู้ชื่อเสียงไปในคราวเดียวกัน” แม่ทัพใหญ่ยังไม่้าให้มีใครรู้เื่นี้ มิเช่นนั้นคนร้ายอาจไหวตัวทันลงมือสังหารองค์หญิงใหญ่ก็เป็ได้
“ข้า้าััตัวอนุเซี่ยผู้นี้ เพื่อดูเื่ราวในชีวิตของนาง หากว่าอนุเซี่ยมีส่วนเกี่ยวข้องจริงย่อมตามหาองค์หญิงได้ไม่ยากเ้าค่ะ”
“อย่าบอกนะว่า เ้าอยากให้พี่พาเ้าเข้าไปในจวนตระกูลตู้?” เจียงหยวนเดาความคิดของน้องสาวซึ่งเป็การเดาที่ถูกต้องเสียด้วย
“ถูกต้องเ้าค่ะพี่ใหญ่ เพราะชื่อเสียงของข้านางไม่มีทางมาที่ตำหนัก มีเพียงต้องไปพบนางถึงเรือนเท่านั้นถึงจะรู้ความจริง และข้าจะไปพบนางในคืนนี้พวกท่านจะไปด้วยหรือไม่เ้าคะ?” นางไม่อยากรั้งรอให้นานไปกว่านี้
“ตกลง! พี่กับอาเหยียนจะพาเ้าเข้าไปเอง เพื่อความจริงจะได้กระจ่างเสียทีว่าผู้ใดที่อยู่เื้ัเื่นี้” เจียงหยวนไม่มีทางขัดใจนาง
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
“พวกเรากลับจวนเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมจะดีกว่า อาเหยียนอย่าลืมบอกเื่นี้กับบิดาของเ้า ลุงคิดว่าหากมีข่าวดีนี้ฝ่าาคงคลายโทสะ จากเื่ของเหลียนเป่ยอ๋องลงไปได้บ้าง”
“ขอรับท่านลุง”
เมื่อผู้าุโตัดสินใจให้แล้วทุกคนย่อมทำตาม ฟู่หลงเหยียนกลับถึงจวนก็ได้บอกเล่าเื่ดังกล่าวกับบิดา รวมถึงภารกิจที่ตนต้องช่วยอวี้จิ่นในคืนนี้ ฟู่กั๋วกงแม้จะใแต่ยังต้องควบคุมสติ ก่อนจะนั่งรถม้าเข้าวังเพื่อขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้ทันที
ด้านอวี้จิ่นไม่ลืมขอยาสลบจากเฉินหนง เพื่อมอบให้กับตงลู่ล่วงหน้าไปก่อนพวกตนเล็กน้อย ทำการวางยาทุกคนในเรือนของอนุเซี่ย ยามที่นางไปถึงจะได้ไม่เสียเวลารอให้ทุกคนจัดการพวกบ่าวไพร่ ส่วนดวงิญญาของหวงกุ้ยเฟยนางให้รออยู่ที่หน้าจวนเช่นเคย
จนกระทั่งได้เวลาที่ต้องลงมือสองสหายพร้อมผู้ติดตาม พาอวี้จิ่นที่สวมชุดสีดำดูทะมัดทะแมงไปที่ประตูข้าง จากนั้นเป็เฉินอิ่นรับหน้าที่สะเดาะกุญแจประตู ยามดึกที่ทุกคนต่างนอนพักผ่อน ย่อมไม่มีผู้ใดมาสนใจด้านเรือนเล็กของเหล่าอนุภรรยา กลุ่มของอวี้จิ่นจึงสามารถผ่านเข้ามาได้อย่างง่ายดาย เมื่อเห็นตงลู่ที่ซ่อนตัวอยู่ส่งสัญญาณมาให้ ทุกคนจึงตรงไปยังเรือนของอนุเซี่ยได้อย่างรวดเร็ว
“พวกเ้าเฝ้าด้านนอกให้ดี ข้ากับอาหยวนจะค้นหาหลักฐานเอง”
“ขอรับนายน้อย/ขอรับคุณชายฟู่”
อวี้จิ่นเข้ามาในเรือนก็ตรงไปยังห้องนอนทันที บนเตียงมีร่างของเซี่ยเยว่เสี่ยงที่อายุน่าจะสามสิบกลาง ๆ ด้วยฤทธิ์ของยาสลบนางจึงนอนหลับไม่รู้สึกตัว เจียงหยวนกับฟู่หลงเหยียนแยกย้ายกัน เพื่อค้นหาหลักฐานอื่นเพิ่มเติมในการใช้มัดตัวคนร้ายทีหลัง ส่วนอวี้จิ่นก็เริ่มทำหน้าที่ของตนเองทันที
เมื่อนิ้วเรียวบางของนางแตะลงไปที่หน้าผากอนุเซี่ย เื่ราวต่าง ๆ ก็ทำให้อวี้จิ่นถึงกับพูดไม่ออก เพราะมารดาที่เอาแต่หาวิธีเรียกร้องความสนใจจากสามี จึงไม่เคยอบรมสั่งสอนบุตรสาว ว่าควรทำหรือไม่ควรทำสิ่งใด บ่าวไพร่ของเ้านายจึงฉวยโอกาสสั่งสอน จนกลายเป็สตรีที่เต็มไปด้วยความอิจฉาและเห็นแก่ตัว เมื่อนางเติบโตก็ไม่อาจแก้ไขนิสัยนี้ของนางได้แล้ว
อวี้จิ่นมองการกระทำของเซี่ยเยว่เสี่ยง คอยเป่าหูบุรุษผู้เป็คนรักของตน ซึ่งเป็ขุนนางตำแหน่งเล็ก ๆ ในกรมอาลักษณ์ ว่าก่อนที่หวงกุ้ยเฟยจะเข้าวังเคยเป็สตรีร้ายกาจ คอยกลั่นแกล้งรังแกน้องสาวเช่นนางั้แ่เล็กจนโต แต่เซี่ยเยว่เสี่ยงไม่คิดถึงผลที่จะตามมาภายหลัง เมื่อคนรักของนางโกรธแค้นแทนจึงเขียนบทกวีต่อว่าหวงกุ้ยเฟย จนถูกทางการจับตัวและถูกปะาชีวิต
แม้จะกลายเป็เื่ใหญ่โต แต่เซี่ยเยว่เสี่ยงกลับไม่รู้สึกผิด ที่ตนเองเป็ผู้ทำให้คนรักต้องถูกปะา นางยังคงกล่าวโทษว่าที่คนรักต้องตายเป็เพราะหวงกุ้ยเฟย จนกระทั่งองค์หญิงใหญ่ถึงวัยที่สามารถอภิเษกสมรส ประจวบเหมาะกับมีคณะทูตจากเผ่าทุ่งหญ้า ได้เดินทางมาเพื่อเจรจาสงบศึกกับแคว้นจ้าวที่ต่อสู้กันมานาน จนสูญเสียทหารไปมากมายนับไม่ถ้วน
เซี่ยเยว่เสี่ยงได้ปลอมตัวเป็นางกำนัล เพื่อปรนนิบัติหัวหน้าคณะทูตเผ่าทุ่งหญ้า และบอกเล่าถึงความงดงามขององค์หญิงใหญ่ ว่าเหมาะสมกับท่านอ๋องของพวกเขาอย่างมาก โดยให้ติดสินบนสำนักพยากรณ์เพื่อใช้การทำนายดวงชะตา เป็ตัวช่วยส่งเสริมให้สมจริงมากยิ่งขึ้น เมื่อเป็คำนายจากสำนักพยากรณ์ฮ่องเต้ก็ไม่อาจปฏิเสธได้
เมื่อถึงเวลาที่องค์หญิงใหญ่ต้องเสด็จไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ เซี่ยเยว่เสี่ยงได้ส่งคนของท่านตาของนาง ปลอมตัวเป็โจรไปลักพาตัวองค์หญิงใหญ่ จากนั้นได้ให้ท่านหมอคนหนึ่งฝังเข็มทำให้เป็ใบ้ พร้อมกับกรีดใบหน้าที่งดงามนั่น ให้กลายเป็สตรีอัปลักษณ์และส่งตัวองค์หญิงใหญ่ ไปเป็สาวใช้ที่จวนตระกูลล่ายของท่านตาของนาง
ทางฟู่หลงเหยียนและเจียงหยวนค้นเจอจดหมาย ที่อนุเซี่ยติดต่อกับตระกูลล่ายเพื่อสอบถาม ถึงการทรมานองค์หญิงใหญ่กับการเป็สาวใช้ของจวน ทั้งสองไม่มีเวลาให้โมโหมากนักจึงเก็บจดหมายไว้ที่เดิม เพื่อให้คนร้ายทำเช่นนี้ต่อไปรอจนกว่าพวกเขาจะมาจับตัวนาง
เมื่อทำภารกิจสำเร็จและกลับออกมาจากจวนตระกูลตู้ อวี้จิ่นได้เล่าสิ่งที่นางเห็นให้ทุกคนฟังพร้อมกัน สีหน้าที่พวกเขาได้ฟังเื่ราวจากปากของอวี้จิ่น มีทั้งดีใจและโกรธแค้นปะปนกันอยู่ในนั้นทั้งหมด
“หึ นางไม่มีปัญญาทำให้ตนเองได้ดี แต่กลับทำร้ายผู้อื่นโดยไม่มองความผิดของตนเองก็ได้รึ ผ่านมาสองปีแล้วองค์หญิงใหญ่คงลำบากมากเป็แน่” เจียงหยวนคิดแล้วก็ให้สงสารชะตากรรมขององค์หญิงใหญ่
“พวกเราคงจะชักช้าไม่ได้แล้วหากถูกทรมานไปมากกว่า เกรงว่าองค์หญิงจะทนไม่ไหวและไม่รู้ว่า คนตระกูลล่ายทรมานด้วยวิธีใดไปบ้าง” ฟู่หลงเหยียนไม่อยากคิดไปในทางร้ายแต่ก็อดคิดไม่ได้อยู่ดี
“ข้า้าออกเดินทางในยามเหม่า ไม่ทราบว่าระยะทางจากเมืองหลวงไปเมืองเหลียวโจว ใช้เวลาเดินทางกี่วันกว่าจะไปถึงที่นั่นหรือเ้าคะ?”
“หากขี่ม้าด้วยความเร็วไม่เกินห้าวันก็ถึงแล้วล่ะ” เจียงหยวนเป็ผู้ตอบน้องสาว
“เช่นนั้นรบกวนพี่ใหญ่ เตรียมคนติดตามสักสิบคนนะเ้าคะ ครั้งนี้ข้าจะขี่เ้าเสี่ยวหงไปเอง แล้วพี่ชายฟู่จะไปกับพวกเราหรือไม่เ้าคะ” อวี้จิ่นกล่าวกับพี่ชายเสร็จก็ไม่ลืมหันไปถามบุรุษหน้านิ่งอีกคน
“แน่นอนว่าพี่ย่อมไปช่วยจัดการเื่นี้กับเ้า พี่จะไปพบจิ่นเอ๋อร์ที่จวนในยามเหม่าก็แล้วกัน” เขาย่อมต้องตามไปช่วยนางอยู่แล้วสิ
“ตอนนี้พวกเราแยกย้ายกันไปจัดการเื่สัมภาระ และยามเหม่ากลับมาเจอกันที่หน้าจวนของข้านะอาเหยียน นอกจากนี้ยังต้องบอกท่านพ่อให้ช่วยดูแลทางเมืองหลวงแทน” เจียงหยวนไม่อยากรอเพราะเื่นี้ เป็ปมในใจที่เขาไม่สามารถทำภารกิจในครั้งนั้นให้สำเร็จได้
“อืม อีกสองชั่วยามเจอกันที่หน้าประตูจวนของเ้า” ฟู่หลงเหยียนเองก็ต้องบอกเล่าสิ่งที่ได้รู้กับบิดาเช่นกัน
หลังจากนัดหมายเวลาเสร็จสิ้นจึงได้แยกย้ายกันไป เจียงหยวนให้หลี่อี้ไปเตรียมสัมภาระ ส่วนตนเองจะไปพบบิดา เพื่อขออนุญาตรวมถึงฝากเื่งานของตน ด้านอวี้จิ่นมีเฟยอินช่วยจัดการทุกอย่างให้นาง แม่ทัพใหญ่ได้รับรู้สิ่งที่บุตรชายบุตรสาวกำลังลงมือทำ จึงกล่าวเพียงเื่ความปลอดภัย และดูแลน้องสาวกับเจียงหยวน ทางฟู่หลงเหยียนก็ไม่ต่างกันมากนัก ฟู่กั๋วกงกำชับเื่การใช้ป้ายผู้แทนฮ่องเต้กับเขา ทุกอย่างต้องไม่เกิดความผิดพลาด องค์หญิงใหญ่ต้องปลอดภัย
และเสด็จกลับเมืองหลวงโดยเร็วที่สุด
และการช่วยเหลือนำตัวองค์หญิงใหญ่กลับเมืองหลวงครั้งนี้ อวี้จิ่นกลายเป็เทพจันทราผูกด้ายแดงให้กับคนสองคนโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งยังเป็ผลงานใหญ่ที่ทั้งสามคนจะได้รับรางวัลจากฮ่องเต้ สร้างความอิจฉาในหมู่คุณหนูในห้องหอและคุณชายหลายคน ที่ได้เป็ขุนนางเพราะบารมีบิดา แต่ไม่เคยมีผลงานเป็ของตนเองสักครั้ง
