กงจื้อิรีบยื่นมือมาพยุงท่านแม่ทัพาุโขึ้น “ท่านแม่ทัพเฝิง ข้าเคยได้ยินชื่อเสียงของท่านั้แ่เด็ก แต่เพื่อปกป้องความสงบสุขของแผ่นดินซีเฮา ท่านได้ออกรบจนเหน็ดเหนื่อยไปทั่วสารทิศ ไม่เคยได้พบกันสักครั้ง วันนี้นับเป็วาสนาของข้า เชิญท่านเข้าไปในค่ายเพื่อดื่มชาก่อนเถิด”
ท่านแม่ทัพาุโเฝิงอาจไม่คาดคิดว่ากงจื้อิจะพูดเช่นนี้ สองตาของเขาจ้องตรงไปที่ใบหน้าของกงจื้อิ และเห็นว่ามีเพียงความจริงใจ ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความดูิ่หรือความสงสาร
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ท่านแม่ทัพาุโเฝิงถึงรู้สึกเบาใจขึ้นอย่างกะทันหัน แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้ทดสอบความสามารถทางการต่อสู้ของกงจื้อิด้วยตนเอง แต่เพียงจิตใจและความกลมกลืนนี้ การยอมสวามิภักดิ์ต่อเขาก็ไม่นับว่าเป็เื่น่าอับอาย…
ลูกชายคนโตของสกุลเฝิงและคนอื่นๆ ที่พยายามแสดงสีหน้าเ็า แต่ในใจกลับรู้สึกไม่สบายใจเป็อย่างยิ่ง เพราะการยอมแพ้แบบนี้เท่ากับว่าโยนศักดิ์ศรีและชีวิตของตนเองลงบนพื้นให้คนอื่นเหยียบย่ำ แม้ว่าทุกคนจะเป็ชาวซีเฮ่าแต่การหลีกเลี่ยงการต่อสู้ก็ไม่อาจหนีจากคำเสียดสีและคำพูดเยาะเย้ยได้
แต่ไม่คิดว่ากองทัพอี้จวินจะให้การต้อนรับพวกเขาเป็อย่างดีั้แ่รับตัวมา ทำให้พวกเขาคลายความกังวลไปบ้าง และเมื่อเดินทางเข้าสู่กระโจมใหญ่กลางค่าย นอกจากทหารที่ลาดตระเวนแล้ว ก็ไม่มีการป้องกันใดๆ อีก ทำให้ทุกคนยิ่งรู้สึกผ่อนคลายขึ้น คนที่เฉลียวฉลาดเริ่มพูดคุยกับแม่ทัพของกองทัพอี้จวิน
ทุกคนล้วนเป็ชาวซีเฮ่า และต่างก็เป็นักรบที่สร้างชื่อจากการรบ จึงไม่น่าแปลกที่พวกเขาจะมีความสัมพันธ์ต่อกันบ้าง
ภายในเวลาไม่นาน แม่ทัพจากทั้งสองฝ่ายก็เริ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บางคนเป็สหายร่วมชั้นเรียนของพี่ชายของอีกฝ่าย บางคนมีภรรยาเป็ญาติห่างๆ ของครอบครัวของอีกฝ่าย หรือบางคนเคยประจำการในเมืองชายแดนเดียวกันใน่เวลาที่ต่างกัน
เมื่อเข้าสู่กระโจมใหญ่กลางค่าย และนั่งลงในตำแหน่งเ้าบ้านและแขก สองฝ่ายก็เริ่มรู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น กงจื้อิและท่านแม่ทัพาุโเฝิงเห็นเช่นนี้สีหน้าของพวกเขาก็ผ่อนคลายขึ้นสามส่วน
ท่านแม่ทัพาุโเฝิงไม่ใช่คนช่างพูด เมื่อได้ตัดสินใจยอมแพ้แล้ว และตอนนี้ก็อยู่ในค่ายของกองทัพอี้จวิน หลังจากที่เขานั่งแล้วก็นำตราพยัคฆ์ [1] และตราประทับของแม่ทัพใหญ่ออกมา จากนั้นก็คุกเข่าลงอีกครั้ง พร้อมทั้งใช้สองมือประคองขึ้นเหนือหัว
กงจื้อิใช้มือทั้งสองข้างรับของเ่าั้ จากนั้นก็พยุงท่านแม่ทัพาุโเฝิงขึ้น “ท่านแม่ทัพาุโ จากนี้ไปพวกเราเป็ครอบครัวเดียวกันแล้ว ชาวซีเฮ่าทั้งหลายจะต้องจดจำในความกล้าหาญและความรอบคอบของท่าน หากท่านมีความ้าใดๆ ก็ขอให้เอ่ยปากได้ทันที”
ท่านแม่ทัพาุโเฝิงส่ายศีรษะแล้วพูดว่า “สกุลเฝิงของเราทั้งตระกูลล้วนเป็ทหาร ในอนาคตก็จะยังคงซื่อสัตย์และกล้าหาญเช่นเดิม เพื่อปกป้องประชาชนซีเฮ่า”
ท่านาุโพูดอย่างตรงไปตรงมา ดูเหมือนจะเป็การกระทำเพื่อส่วนรวมโดยไม่คิดถึงประโยชน์ส่วนตน แต่การยอมจำนนครั้งนี้เท่ากับยอมสละอาณาจักรครึ่งหนึ่ง แม้ว่าเขาจะไม่ขอรางวัลใดๆ กงจื้อิก็ไม่อาจไม่มอบรางวัลให้เขา เพราะสายตาของชาวซีเฮ่าทั้งหมดต่างจับจ้องอยู่ และสกุลเฝิงก็เปรียบเสมือนฝูหม่ากู่โถว [2] หากรับรางวัลนี้ต่อไปคนอื่นๆ ก็จะทำตาม หากสกุลเฝิงถูกเชือดเหมือนไก่ “ลิง” ที่เฝ้ารอดูก็จะหวาดกลัวและหนีไปด้วยความใ
ท้ายที่สุดแล้วขิงก็ยังคงเป็ขิงแก่ที่เผ็ดร้อน กงจื้อิเองก็เข้าใจเหตุผลที่เรียบง่ายนี้เช่นกัน เขามีแววตาเข้าใจและพูดขึ้นว่า “วันนี้นับเป็วันสำคัญของซีเฮ่าที่ควรจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ออกคำสั่งจัดงานเลี้ยงใหญ่! เมื่อทั้งสองกองทัพรวมเป็หนึ่งเดียว เราจะมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง รวบรวมซีเฮ่าให้เป็หนึ่งเดียว!”
ทันทีที่แม่ทัพทั้งสองฝ่ายได้ยินคำพูดนั้น พวกเขารีบลุกขึ้นและทุบหน้าอกตนเองพร้อมกัน พลางร้องะโด้วยความกระตือรือร้นว่า “ท่านแม่ทัพจงเจริญ! ท่านแม่ทัพจงเจริญ! ท่านแม่ทัพจงเจริญ!”
ท่านแม่ทัพฉู่ก้าวไปข้างหน้าและรับตราพยัคฆ์ ก่อนคุกเข่าลงด้วยขาข้างหนึ่งเพื่อทำความเคารพ จากนั้นก็พาทหารไปยังค่ายทหารฝั่งเหนือเพื่อรับ่ต่อในการควบคุมเสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์ อีกทั้งยังทำการจัดทัพใหม่ และเปลี่ยนค่ายฝั่งเหนือให้กลายเป็ส่วนหนึ่งของกองทัพอี้จวินอย่างสมบูรณ์
เหล่าแม่ทัพที่ยอมจำนนนั้นย่อมรู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร ใบหน้าของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความเศร้าโศกและไม่พอใจอยู่สามส่วน โชคดีที่โต๊ะอาหารถูกนำมาทันเวลา พ่อครัวที่ถูกมอบหมายได้งัดฝีมือออกมาในวันนี้เพื่อทำอาหารสำหรับเหล่าแม่ทัพโดยเฉพาะ โต๊ะอาหารทั้งหกตัวถูกจัดไว้อย่างหรูหรา และยังมีเหล้ากลั่นที่มีเฉพาะค่ายอี้จวินถูกยกออกมาอีกหลายไห
บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารสีสันสวยงาม กลิ่นหอม และรสชาติโอชะ พร้อมด้วยเหล้าที่ร้อนแรงดุจไฟเผา ทันทีที่ััปากล้วนแทบจะชนะใจเหล่าแม่ทัพที่ยอมจำนนทุกคนในทันที เหล่าแม่ทัพกองทัพอี้จวินก็ตั้งใจที่จะมอมเหล้าให้พวก “คออ่อน” เหล่านี้เต็มที่ ความฝันที่จะทำผลงานอันยิ่งใหญ่และได้รับการยกย่องนั้นต้องถูกเก็บไว้ในใจเพราะการยอมจำนนที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ จึงได้แต่เก็บไว้ในใจ และทำให้มันกลายเป็เพียงความฝันเท่านั้น
แม้ว่าในอนาคตท่านแม่ทัพจะขึ้นครองอำนาจในตำแหน่งนั้น และไม่มีทางที่จะลืมความพยายามของพวกเขา แต่ในฐานะชายชาติทหารที่ยืนหยัดอยู่ในแผ่นดินนี้ หาก้าอำนาจและเกียรติยศแล้วล่ะก็ ย่อมต้องสู้ด้วยชีวิตของตนเอง รางวัลที่ได้รับมาอย่างง่ายดายนั้น ไม่มีทางที่จะทำให้รู้สึกถึงความภูมิใจเลย!
เมื่อคิดเช่นนี้ เหล่าแม่ทัพที่ยอมจำนนก็เคราะห์ร้ายไปโดยปริยาย ประกอบกับที่ไม่คุ้นเคยกับฤทธิ์ของเหล้าที่แรงมาก พอทุกคนดื่มเหล้าหนึ่งไหเข้าไปก็พากันหมดสติใต้โต๊ะกันไปหมด
งานเลี้ยงดำเนินไปครึ่งหนึ่ง ในที่สุดท่านแม่ทัพฉู่ก็กลับมา การรับกองทัพฝั่งเหนือมานั้นเป็ไปอย่างราบรื่นมาก แม่ทัพส่วนใหญ่ได้เข้ามาอยู่ในค่ายของกองทัพอี้จวินแล้ว ส่วนที่เหลือแม้ว่าจะมีบ้างที่ไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าที่จะก่อเื่อะไร กลับเป็พลทหารธรรมดาที่กล้าพอจะถามเกี่ยวกับการจัดการผู้ที่ได้รับาเ็หลังจากยอมจำนนด้วยซ้ำ
กงจื้อิรับตราพยัคฆ์กลับมาอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ ยกถ้วยเหล้าขึ้นชนกับท่านแม่ทัพาุโเฝิง…
เช้าวันนั้นติงเหว่ยให้อวิ๋นอิ่งเข็นนางไปที่ค่ายทหารหญิง ั้แ่สองเดือนที่ผ่านมาได้มีการโจมตีแบบสายฟ้าแลบเพียงครั้งเดียว และกองทัพอี้จวินก็ได้รับชัยชนะมาอย่างงดงาม กระโจมรักษาทหาราเ็นั้นก็มีผู้าเ็เพียงน้อยนิด ใช้เพียงกองเล็กๆ ก็สามารถดูแลได้ทั่วถึง คนที่เหลือมากกว่าครึ่งไม่มีงานทำมากนัก จึงมักจะไปช่วยงานพ่อครัวที่โรงครัวในแต่ละวัน
ใน่เวลานี้ค่ายทหารทั้งหมดเพิ่งกินอาหารเช้าเสร็จ โรงครัวก็ได้พักผ่อนชั่วคราว ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างสบายๆ ทันใดนั้นเมื่อเห็นติงเหว่ยเข้ามา เหล่าทหารหญิงต่างก็ยินดีเป็อย่างยิ่ง พวกนางรีบเข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังและทักทายกันอย่างสนุกสนาน
ติงเหว่ยยิ้มและพูดคุยกับพวกนางเพียงไม่กี่ประโยค ส่วนใหญ่ก็ถามไถ่ว่า่นี้เหนื่อยหรือไม่ หรือมีอะไรที่ไม่สบายใจบ้างหรือเปล่า?
พี่หลิวหัวหน้ากลุ่มหงส์ฟ้าเป็คนตรงไปตรงมา และเคยสนิทกับติงเหว่ยเพราะเื่ของอวิ๋นหยา ดังนั้นเมื่อพี่สาวหลายคนขอร้องด้วยการกะพริบตา พี่หลิวจึงกล่าวขึ้นว่า “แม่นาง ่นี้พี่สาวทุกคนกินอิ่มนอนหลับ มีเสื้อผ้าอบอุ่นใส่ และพวกเราก็ไม่มีเื่ทุกข์ใจอะไร แต่เราเกิดมาเป็คนมีชะตาชีวิตลำบาก พอนั่งอยู่เฉยๆ ทั้งวันไม่มีงานทำกลับรู้สึกไม่สบายตัวมากกว่า ่นี้กำลังคิดว่าจะไปหาแม่นางเพื่อถามดูว่าพอมีงานอะไรให้ทำบ้าง แต่ไม่คิดเลยว่าแม่นางจะมาหาพวกเราก่อน!”
พี่สาวคนหนึ่งที่อายุมากกว่าอีกคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พูดเสริมว่า “ได้ยินว่ากองทัพฝั่งเหนือจะยอมจำนนในอนาคต เกรงว่าจะมีการสู้รบน้อยลงไปอีก พวกเราไม่ได้หวังให้มีคนาเ็มากขึ้นหรอกนะ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อไปในอนาคต แม่นางเป็คนใจดี ช่วยคิดหาทางออกให้พวกเราด้วยเถอะ”
ติงเหว่ยฟังพวกนางพูดจนจบอย่างตั้งใจ จากนั้นจึงพยักหน้าแล้วยิ้มพร้อมกล่าวว่า “พี่สาวทั้งหลายไม่ต้องกังวลไป พวกพี่เข้ามาในค่ายกับข้า การหาทางออกให้ทุกคนย่อมเป็หน้าที่ของข้าเช่นกัน จริงๆ แล้ว ตอนแรกก็ไม่คิดว่าาจะราบรื่นขนาดนี้ เลยอาจจะคิดไม่ถี่ถ้วน แต่วันนี้ข้าก็มาหาพวกพี่เพื่อเสนอทางออก และอยากฟังความคิดเห็นของพวกพี่ๆ กัน”
“จริงหรือ?”
เหล่าทหารหญิงต่างก็ยิ้มกว้างกันออกมา พวกนางพากันเบียดเข้าไปข้างหน้ามากขึ้นและถามกันเสียงเซ็งแซ่ “แม่นาง ท่านหางานอะไรให้พวกเราทำงั้นหรือ?”
“นั่นสิ แม่นางอย่าได้กังวลใจ ไม่ว่างานอะไรข้าก็พร้อมที่จะทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ”
อวิ๋นอิ่งขมวดคิ้วและยกมือขึ้นเพื่อหยุดทุกคน นางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ขาของแม่นางยังไม่หายดี ระวังจะโดนท่านเข้า”
เหล่าทหารหญิงทั้งหลายเคยได้รับการฝึกฝนการใช้อาวุธจากอวิ๋นอิ่งมาก่อน จึงมีความเกรงใจนางอยู่สามส่วน เมื่อได้ยินนางพูดเช่นนั้น ก็เริ่มรู้สึกตัวว่าตนเองทำผิดไป จึงถอยหลังกันไปหลายก้าวและก้มตัวลงคำนับติงเหว่ย
ติงเหว่ยรีบยกมือขึ้นและบอกให้พวกนางหยุด “พี่สาวทั้งหลาย ไม่ต้องทำแบบนี้หรอก ข้าไม่ใช่ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่จะแตกหักได้ง่ายๆ นะ” จากนั้นนางก็หัวเราะ “ที่ข้าบอกว่าหาเส้นทางให้นั้น บอกตรงๆ ว่าอาจจะอธิบายกับพวกท่านทีเดียวไม่ชัดเจน ข้าแนะนำว่าให้ทุกคนไปทำงานของตนเองก่อน ส่วนหัวหน้ากลุ่มก็อยู่ฟังข้าพูด แล้วค่อยกลับไปบอกพี่สาวคนอื่นๆ ให้ละเอียดอีกที”
“เ้าค่ะ แม่นางพูดถูกแล้ว”
หัวหน้ากลุ่มต่างก็รีบลุกขึ้นมา ส่วนเหล่าทหารหญิงที่เหลือถึงแม้จะสงสัยและอยากรู้มาก แต่ก็ยอมทำตามคำสั่งและเดินออกไป แม้จะอยู่ต่อไปก็อาจฟังอะไรไม่ได้มาก เพราะในโรงครัวพ่อครัวเริ่มวุ่นวายเตรียมอาหารกลางวันอีกแล้ว การทำอาหารให้คนหลายแสนคนก็ถือเป็งานใหญ่เอาเื่
ติงเหว่ยพาเหล่าหัวหน้ากลุ่มกลับไปที่กระโจมของกองทหารหญิง อย่างไรก็เป็ที่อยู่อาศัยของหญิงสาวถึงแม้จะไม่หรูหราแต่ก็สะอาดสะอ้าน
พี่หลิวรีบยกเตาถ่านมาให้ อวิ๋นอิ่งก็ดันเตาอุ่นมือเล็กๆ มาให้ในมือนายหญิง แล้วจึงยืนเงียบๆ อยู่หลังรถเข็น
ติงเหว่ยที่ถูกพวกนางดูแลราวกับเป็ผู้สูงอายุนั้นทำให้นางอดยิ้มไม่ได้ แต่ก็รีบพูดเื่สำคัญทันที “พี่สาวทั้งหลายก็ทราบดีว่าข้าชอบทดลองทำอาหารใหม่ๆ โชคดีที่พวกท่านให้การสนับสนุน และต่างก็บอกว่าอร่อย ตอนนี้ข้าพอมีเงินเหลือในมืออยู่บ้าง ก็เลยคิดว่าจะเปิดร้านอาหารในเมืองต่างๆ ขายหม้อไฟ ขายข้าวต้ม ขายเตี่ยนซิน เอาเป็ว่าข้าจะเลือกมาห้าอย่าง ให้สองกลุ่มรับผิดชอบอาหารหนึ่งอย่าง เมื่อเรียนรู้จนชำนาญและทำออกมาได้ดีแล้ว ถือโอกาสตอนที่กองทัพใหญ่ยกทัพเดินหน้า พวกเราก็จะเปิดอาหารห้าร้านในแต่ละเมือง ซึ่งหมายความว่าในร้านหนึ่งจะต้องมีคนสี่คนช่วยกันดูแล”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ นางก็มองไปที่หัวหน้ากลุ่ม “ไม่ทราบว่าพี่สาวทั้งหลายสนใจกับงานนี้ไหม?”
“สนใจ!” หัวหน้ากลุ่มหลายคนแทบจะะโขึ้นพร้อมกัน แม้ว่าท่านแม่ทัพจะรับปากว่าเมื่อบ้านเมืองสงบ จะอนุญาตให้พวกนางตั้งบ้านและแบ่งที่ดินได้เช่นเดียวกัน แต่การดำเนินชีวิตคนเดียวเป็เื่ที่พูดง่ายแต่ทำยาก ไม่เพียงแต่คำพูดไร้สาระของผู้คน ยังมีพวกอันธพาลที่คอยรังควานอีกด้วย พวกนางคงไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข
โอกาสดีๆ เช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะได้เรียนรู้ทักษะการทำอาหาร แต่ที่สำคัญคือได้อยู่ด้วยกันกับเหล่าพี่น้อง และมีติงเหว่ยเป็นายจ้างที่ดีคอยปกป้องอยู่ พวกนางจะไม่ดีใจได้อย่างไร?
ถึงแม้พวกนางจะไม่ได้หวังว่าฐานะของนายจ้างจะสูงขึ้นไปอีก แต่ตราบใดที่พวกนางยังคงซื่อสัตย์และขยันขันแข็ง ก็ไม่มีวันต้องพบกับชีวิตที่ระหกระเหินอีกต่อไป บางทีอาจหาเงินได้มากพอแล้วเจอบุรุษดีๆ ก็แต่งงานไป หรือถ้าไม่อยากแต่งก็รับเด็กมาเลี้ยงเป็ลูก ยามแก่เฒ่าก็จะมีที่พึ่งพิง
“บุญคุณของแม่นาง พวกเราจะไม่มีวันลืม หากวันหน้ามีงานอะไรที่ต้องทำพวกเราก็ยินดีที่จะทำให้ต่อให้ต้องตายก็จะต้องทำให้สำเร็จ”
พี่หลิวเป็คนแรกที่คุกเข่าลง หัวหน้ากองคนอื่นๆ ก็รีบทำตามและก้มศีรษะลงคำนับสามครั้งอย่างจริงจัง
คราวนี้ติงเหว่ยไม่ได้ยกมือขึ้นห้าม เพราะก่อนหน้านี้นางยังเป็เพียงผู้นำทางของพวกนาง แต่เมื่อได้รับการเคารพเช่นนี้ จากนี้ไปทหารหญิงทั้งร้อยคนก็กลายเป็ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือทาสของนาง พวกนางต้องจงรักภักดีและทำงานอย่างหนัก นางก็จะคุ้มครองพวกนางไม่ให้ถูกดูิ่ และสอนทักษะการดำรงชีวิต การคุกเข่านี้เป็เหมือนคำสาบาน จากนี้ไปหากมีสิ่งใดดีก็ดีด้วยกัน หากมีสิ่งใดเสียก็ย่อมเสียด้วยกัน
“ลุกขึ้นเถอะ”
ทุกคนลุกขึ้นอีกครั้งและยืนรออยู่ข้างๆ ด้วยความเคารพ
ติงเหว่ยหยิบกระดาษหลายแผ่นออกมาจากแขนเสื้อ กระดาษแต่ละแผ่นเต็มไปด้วยตัวอักษรที่เขียนไว้แน่น บางแผ่นเป็รายการอาหาร บางแผ่นก็เป็วิธีการทำ
-----------------------------------------
[1] ตราพยัคฆ์ 虎符 หมายถึง สัญลักษณ์ที่ใช้ยืนยันสิทธิ์ในการสั่งเคลื่อนทัพของจีน
[2] ฝูหม่ากู่โถว 福马骨头 หมายถึง การรวบรวมพลังเล็กๆ เข้าด้วยกัน และอาศัยการทำงานอย่างขยันขันแข็งทีละนิดเพื่อบรรลุภารกิจที่ยากลำบาก เป็การเปรียบเปรยว่าหากมีคนมาก พลังที่รวมกันนั้นสามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้ มีที่มาจากสำนวนจีน หมาอี่เขิ่นกู่โถว(蚂蚁啃骨头) ซึ่งหมายความว่า ถึงแม้จะมีพลังเล็กๆ แต่ด้วยความพยายามร่วมกันก็สามารถทำภารกิจที่ดูเหมือนจะเป็ไปไม่ได้ได้ การเปรียบเปรยนี้เน้นถึงความสำคัญของการทำงานเป็ทีมและความอดทนไม่ย่อท้อ แม้จะเผชิญกับความยากลำบากและท้าทาย แต่หากทุกคนร่วมมือกัน ก็สามารถเอาชนะอุปสรรคและประสบความสำเร็จได้
