หลังจากเดินทางต่อไป ไป๋หยุนเฟยก็ต้องตื่นตะลึงเมื่อพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างจิ้งิเฟิงและเทียนิพัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนน่าใ
เพียงผ่าน่เช้าไปเท่านั้นก็เห็นทั้งสองคนกอดคอกันแล้ว ดูไปราวกับเป็พี่น้องร่วมสายโลหิตก็ไม่ปาน ตกเย็นทั้งสองคนก็แยกตัวออกจากกลุ่มพากันชี้มือชี้ไม้พลางพูดคุยอย่างตื่นเต้น
ม่านวิกาลเริ่มคลี่คลุมลงมา ทุกคนรวมตัวกันใกล้เชิงเขาโดยมีหวงว่านคอยสั่งการให้ตั้งกระโจมและเตรียมอาหารเย็น
ถังซินหยุนปลีกตัวออกไปชื่นชมทิวทัศน์หมายจะได้ชมอาทิตย์อัสดง นางคิดจะขึ้นไปถึงยอดเขาให้ได้ก่อนอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไป จ้าวม่านฉาก็ติดตามอยู่ด้านหลังอย่างใกล้ชิด จิ้งิเฟิงและเทียนิวิ่งเข้าไปในป่าด้านข้างหายลับไป เพียงได้ยินเสียงหัวเราะดังแว่วมา ไป๋หยุนเฟยที่เบื่อหน่ายได้แต่นั่งบนก้อนหินซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกล พร้อมกับเริ่มอัพเกรดมีดสั้นที่เหลืออยู่
……
อัพเกรดล้มเหลว
ไอเทมถูกทำลาย
ขณะปัดเศษผงในมือทิ้ง ไป๋หยุนเฟยก็สั่นศีรษะอย่างผิดหวัง “ล้มเหลวอีก หรือข้าใช้โชคหมดไปเมื่อคืนก่อนแล้ว?” มันถอนหายใจออกมา
จากนั้นกำไลสายโซ่สีน้ำตาลก็ปรากฏขึ้นในมือ เพียงกวาดตามองแวบเดียวก็เพ่งสมาธิ “อัพเกรด”
อัพเกรดสำเร็จ
“ระดับไอเทม: ดีเลิศ”
“ระดับการอัพเกรด: +10”
“คุณลักษณะเพิ่มเติม: พละกำลัง +51”
“ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10 : แขนที่โจมตีโดยสวมไอเทมชิ้นนี้ไว้ มีโอกาส 1% ที่จะเพิ่มพลังขึ้นสองเท่า”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด: แต้มิญญา 28 แต้ม”
ทีแรกไป๋หยุนเฟยรู้สึกยินดียิ่ง แต่เมื่อได้เห็นผลกระทบเพิ่มเติมใบหน้าก็ปรากฏความผิดหวัง “เพิ่มพลังสองเท่านับว่าไม่เลว แต่กลับมีข้อจำกัดและแทบจะไม่มีโอกาสได้ใช้งาน...”
หลังจากบรรลุด่านภูติญญาแล้ว ปัจจัยสำคัญในการต่อสู้จะแปรเปลี่ยนเป็การต่อสู้ระหว่างการใช้พลังธาตุของแต่ละฝ่าย ผู้ที่มีเปรียบกว่าคือผู้ซึ่งพลังธาตุเข้มแข็ง ดังนั้น จึงกลายเป็ว่าแทบจะไม่ได้ต่อสู้พัวพันกันอีก ด้วยพลังในระดับนี้หาได้ยากนักที่จะมีคนต่อสู้ระยะประชิดกัน เช่นการต่อสู้ระหว่างเจียงฟ่านกับชายชุดดำแม้จะทิ้งระยะห่างนับร้อยวา แต่ยังคงดุเดือดน่าตื่นเต้น แน่นอนว่ายังพอมีผู้ฝึกปรือิญญาที่ชื่นชอบการใช้เคล็ดิญญาต่อสู้ระยะประชิด แต่ก็เป็เพียงส่วนน้อยในหมู่ผู้ฝึกปรือิญญาเท่านั้น ทว่าแม้ฝ่ายหนึ่งยินดี แต่หากอีกฝ่ายเลือกที่จะทิ้งระยะห่างจากคู่ต่อสู้เล่า ด้วยเหตุผลเช่นนี้ ผลกระทบพิเศษของเครื่องประดับชิ้นนี้จึงกลายเป็ไร้ค่า ไป๋หยุนเฟยในยามนี้ก็ไม่คิดจะใช้มันเช่นกัน โอกาสเพียงหนึ่งในร้อยนับว่าน้อยนิดจนน่าเวทนา นอกว่าจากว่าโชคดีอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้นในระหว่างต่อสู้มีหรือที่ศัตรูจะยอมให้ซัดใส่ถึงร้อยครั้งได้
“เอ๊ะ? นั่นไม่ใช่... เทียนิหรอกหรือ?” ทันทีที่เก็บกำไลเอาไว้ ไป๋หยุนเฟยก็พบเห็นเงาร่างที่ซ่อนเร้นอยู่ในเงามืดยามราตรีกำลังลอบไปที่กระโจมหลังหนึ่ง คนอื่นๆมองมันไม่ออก แต่ไป๋หยุนเฟยกลับบอกได้อย่างชัดเจนว่านั่นเป็เทียนิ
เทียนิที่เคลื่อนไหวอย่างแช่มช้าท่วงท่าราวกับแมว ที่บริเวณอกเสื้อพองออกเล็กน้อยราวกับซุกซ่อนบางอย่างเอาไว้ หลังจากสังเกตมองรอบด้านมันก็หายเข้าไปในกระโจมอย่างว่องไว
ผ่านไปราวชั่วน้ำเดือด กระโจมก็เปิดออกพร้อมกับที่เทียนิออกมาอย่างลอบเร้น หลังจากดึงกระโจมปิดก็สำรวจให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดสังเกต
“เทียนิเ้ากำลังทำอะไร?”
ขณะหันขวับกลับมา สีหน้า‘สำเร็จลุล่วง’ของเทียนิก็พลันแปรเปลี่ยนเป็ความแตกตื่น มันะโตัวลอยขึ้นครึ่งวาด้วยความหวาดหวั่นโดยไม่รู้ตัวจนแทบหล่นกลับลงไปกองกับพื้น
“พี่... พี่ไป๋ ท่านทำอะไรอยู่ที่นั่น?” เทียนิถามอย่างกระอักกระอ่วนก่อนจะมองดูไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาหวาดระแวง จากนั้นจึงหันมองรอบตัว
“ไม่ใช่ว่าข้าสมควรถามเ้ามากกว่าหรือ? เ้าลับๆล่อๆทำอะไร?”
“ไม่ ไม่มีอะไร... ข้าเพียง เอ่อ มาเตรียมที่นอน! ใช่แล้ว! ข้ามาช่วยเตรียมที่นอน ท่านก็รู้ว่าข้ามีหน้าที่ต้องทำอะไร” เทียนิกลอกตาพลางหาข้อแก้ตัว
“อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว...” ไป๋หยุนเฟยมองดูเทียนิ เมื่อไม่เห็นว่าอีกฝ่ายมีอะไรผิดปกติ ไป๋หยุนเฟยก็สั่นศีรษะ “ถ้าเช่นนั้นเมื่อครู่ไฉนเข้าทำตัวราวกับกำลังทำเื่เลวร้าย”
“เอ๊ะ? จะ จริงหรือ? คงเป็เพราะความมืด พี่ไป๋ท่านจึงมองผิดไป เอาล่ะ ข้า ข้า ไม่มีอะไรแล้ว ข้ายังต้องไปเตรียมที่นอนอื่นๆอีก ขอตัวก่อน!” หลังจากมองขวาแล้วก็มองซ้าย เทียนิก็กล่าวเพียงประโยคเดียวและรีบวิ่งไปยังกระโจมหลังอื่นทันที
“โอ...” ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะก่อนจะเดินกลับไปหาหวงว่านและคนอื่นๆซึ่งกำลังย่างกระต่ายอยู่ ไปได้เพียงห้าวาไป๋หยุนเฟยก็หยุดและเหลียวกลับไปมองกระโจมที่เทียนิออกมา
“นั่นไม่ใช่กระโจมของแม่นางถังกับป้าจ้าวหรอกหรือ? ดูเหมือนพวกมันจะมุ่งเป้าที่พวกนางไม่เลิกรา...”
……
ระหว่างอาหารเย็น ไป๋หยุนเฟยนั่งอยู่ข้างคนหน้าสุกรสองคน --- อ้อ นั่นเป็จิ้งิเฟิงกับเทียนิ
เป็ผู้ใดทุบตีพวกมัน? ย่อมต้องเป็ป้าจ้าว เดิมทีพวกมันวางแผนจะให้สตรีทั้งสองเข้านอนแล้วพบว่ามีแมงป่องคลานอยู่เต็มที่นอน แมงป่องที่คลานยั้วเยี้ย เป็การเล่นพิเรนทร์ที่เลยเถิดนัก...
แต่เป็โชคร้ายของพวกมัน ป้าจ้าวกลับมาที่กระโจมก่อน่เวลาอาหารค่ำ แผนการของพวกมันจึงถูกเปิดเผย
เหตุผลก็คือเทียนิรีบขุดหลุมเพื่อฝังแมงป่องเอาไว้ แต่กลับลืมกลบหลุมกลับเป็ดังเดิม...
หลังจากสอบสวนอย่างฉับไว ทั้งสองคนก็ถูกทุบตีจนน่วมไปทั้งตัว
นี่เป็ผลอันร้ายแรงของการขุดหลุมแล้วไม่ยอมกลบ...
……
ยามมองดูทั้งคู่ที่ฟกช้ำดำเขียวรับประทานโจ๊กด้วยริมฝีปากชาด้านจนโจ๊กไหลออกจากปากโดยไม่รู้ตัว ไป๋หยุนเฟยต้องกลั้นรอยยิ้มไว้สุดชีวิต ทั้งสองคนเหลือบตามองป้าจ้าวที่แสร้งทำเป็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถังซินหยุนรับประทานอาหารด้วยรอยยิ้ม ขณะที่ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะปราศจากคำพูด ในใจจิ้งิเฟิงเต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาแก้แค้นอันซุกซนแต่กลับไม่อาจทำได้ดังที่หวัง ที่ไป๋หยุนเฟยไม่เข้าใจก็คือไฉนเทียนิก็ร่วมมือในการกลั่นแกล้งในครานี้ด้วย? จิ้งิเฟิงใช้อะไร‘กระตุ้น’เทียนิให้สนับสนุนมันอย่างกระตือรือร้นกัน ที่น่าสงสัยยิ่งกว่าก็คือไฉนเทียนิไม่โกรธแค้นจิ้งิเฟิงแม้แต่น้อยที่ทำให้เป็เช่นนี้?
ราวกับรู้สึกถึงสายตาของมันได้ ถังซินหยุนจึงเงยหน้าขึ้นยิ้มทักทาย นางยิ้มจนเผยให้เห็นลักยิ้มบนแก้มทั้งสองข้าง ขณะไป๋หยุนเฟยเตรียมจะยิ้มตอบ สายตาระวังภัยของป้าจ้าวก็ตวัดมาที่มัน ไป๋หยุนเฟยจึงรีบหันหน้าไปทางอื่นในทันที หลังจากกระแอมสั้นๆมันก้มลงมองชามโจ๊กในมือราวกับจะกล่าวว่า “ข้าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมันทั้งสอง การกลั่นแกล้งของพวกมันไม่เกี่ยวกับข้า...”
ในคืนนั้น คนหน้าสุกรทั้งสองก็เอ่ยปากขึ้นมาว่าจะนอนร่วมกระโจมเดียวกันและให้ไป๋หยุนเฟยย้ายไปนอนกระโจมอื่น สร้างความตื่นตะลึงแก่ไป๋หยุนเฟยยิ่ง --- หรือนี่จะเป็ไมตรีพี่น้องที่ก่อเกิดระหว่างความทุกข์ยากร่วมกัน?
…………
วันต่อมา ใบหน้าไร้รอยขีดข่วนของจิ้งิเฟิงและเทียนิก็เข้าหาป้าจ้าวพร้อมด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าเพื่อขออภัย พวกมันรบเร้าจนในที่สุดป้าจ้าวยอมให้อภัย ทั้งคู่จึงโค้งศีรษะอย่างว่องไวก่อนจะะโโลดเต้นโห่ร้องคำพูดที่มีแต่พวกมันเข้าใจ บางครั้งบางคราวจะเห็นจิ้งิเฟิงชี้มือชี้ไม้ในขณะที่เทียนิตาเป็ประกายพร้อมกับพยักหน้าถี่ๆ
หลังจากถอนหายใจอย่างอับจนปัญญา ไป๋หยุนเฟยมองออกไปและพึมพำกับตนเอง “มันเคยเป็เด็กหนุ่มดีงาม แต่ถูกชักนำไปผิดทางได้รวดเร็วนัก...”
ยิ่งใกล้เมืองกู่ยี่เข้าไป ผู้คนที่พบเจอบนเส้นทางก็มากขึ้นเท่านั้น บางครั้งถึงกับมีร้านน้ำชาและโรงเตี๊ยมปรากฏให้เห็นระหว่างทาง ทุกคนจึงแวะรับประทานอาหารกลางวันที่โรงเตี๊ยมที่พบก่อนจะเดินทางต่อ
ยามบ่ายคล้อย ไป๋หยุนเฟยกำลังสอบถามเกี่ยวกับเมืองกู่ยี่จากหวงว่าน แต่จู่ๆเสียงของเทียนิก็ดังมาจากด้านหลัง
“พี่ไป๋ พี่ไป๋! รีบมา ข้ามีเื่จะบอก...” เทียนิโบกมือแก่ไป๋หยุนเฟย
“อ้อ? มีอะไร?” ไป๋หยุนเฟยเดินเข้าไปถาม
“ฮี่ ฮี่ ข้ามีความลับจะบอกท่าน...” เทียนิมองซ้ายมองขวาด้วยท่าทีลับๆล่อๆ ก่อนจะขยับเข้าใกล้ มันใช้มือซ้ายป้องปากโน้มกายเข้าไปกระซิบข้างหูไป๋หยุนเฟย “เมื่อครู่ข้าเพิ่งพบเห็นว่าพี่ซินหยุนให้ความสนใจต่อท่าน!”
“หา?” ไป๋หยุนเฟยลืมตัวหันขวับไปมองถังซินหยุนซึ่งอยู่ด้านหน้า แต่จู่ๆดวงตาไป๋หยุนเฟยก็ทอประกายวูบพร้อมกับยกมือขวาขึ้นคว้าจับมือที่ยื่นมายังข้างเอว
มันเลิกคิ้วมองดูเทียนิด้วยสีหน้าขุ่นเคือง ก่อนจะกล่าวว่า “เทียนิ หรือนี่เป็สิ่งที่เ้าเรียนรู้มาจากการสุมหัวกับจิ้งิเฟิงใน่สองวันมานี้?”
“โอ เอ่อ... ข้าแค่ล้อเล่น แค่ล้อเล่นเท่านั้น! พี่ไป๋ พวกเราแค่เล่นสนุกกันเท่านั้น...”
เทียนิรีบชักมือกลับ ก่อนจะหันไปมองจิ้งิเฟิงที่อยู่ห่างออกไปโดยไม่รู้ตัว จากนั้นเทียนิชะงักเท้าพลางโค้งศีรษะกล่าวอย่างละอายว่า “พี่ไป๋ อย่างเพิ่งมีโทสะ ข้าเพียงเล่นสนุกเท่านั้น อย่าได้กังวล ข้าจะไม่ทำเื่เลวร้ายแน่นอน...”
“อ้อ...” เมื่อได้ยินอีกฝ่ายยอมรับผิดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ไป๋หยุนเฟยก็ไม่ทราบจะตอบอย่างไรดี จึงถลึงตาไปยังจิ้งิเฟิง ขณะจะเอ่ยปาก จู่ๆก็หันขวับมองเข้าไปยังป่าที่ด้านขวาทันที
ขณะเดียวกัน ท่าทีของไป๋หยุนเฟยก็สร้างความตื่นตัวแก่ป้าจ้าวและจิ้งิเฟิง ถังซินหยุนแม้รู้ตัวได้ช้า แต่เมื่อเห็นไป๋หยุนเฟยเคลื่อนไหว นางก็รับรู้ได้ถึงสถานการณ์ผิดปกติและหันไปมองยังทิศทางเดียวกับไป๋หยุนเฟย
“แกว๊ก!!”
เสียงร้องของวิหคดังมาจากส่วนลึกในป่า เสียงนั้นทรงพลังดังสะท้านไปทั่ว ไม่ช้าฝูงวิหคในป่าก็แตกฮือออกรอบทิศ...
