หลังจากที่จ้าวไห่เฟิงชี้มาที่อันหรง ต้วนหยวนและหูฉิงเหวินต่างก็พุ่งเข้าใส่เนี่ยตงไห่และอันเหอ
“หมับ!”
ต้วนหยวนยื่นมือคว้าจับไปทางกำไลเก็บของ ขวานรบสองคมส่องแสงสีทองระยิบระยับเล่มหนึ่งก็บินพรวดออกมา
ขวานรบสองคมเล่มนั้นเป็สีทองทั้งเล่ม แสงสีทองแวววาวที่ส่องประกายอยู่ใต้ม่านรัตติกาลแผ่คลื่นพลังิญญาน่าตะลึง
ขวานรบถูกต้วนหยวนโบกสะบัด ใบขวานที่คมกริบอย่างหาอะไรมาเปรียบไม่ได้ฟันฉับเข้าใส่เนี่ยตงไห่
เนี่ยตงไห่หน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ หลบเลี่ยงว่องไว
ก่อนหน้าที่มหาสมุทริญญาของเขายังไม่แตกทลายออก ตบะอยู่ในขั้นกลาง์่สมบูรณ์แบบ ห่างจากต้น์เพียงแค่ก้าวเดียว
ทว่าเนื่องด้วยหลายปีมานี้พลังิญญาในมหาสมุทริญญามิอาจรวมตัวกันได้ อีกทั้งยังไหลหายไปทุกวัน ทำให้ขอบเขตของเขาถดถอยจากกลาง์่สมบูรณ์แบบมาอยู่ที่กลาง์่กลาง
อีกอย่างเนื่องด้วยเขาหมดอาลัยตายอยากในการฝึกบำเพ็ญตบะ คิดแต่จะอบรมเลี้ยงดูเนี่ยเทียนให้ดี ดังนั้นเขาจึงแอบเอาอาวุธที่เคยอยู่คู่กายของตัวเองออกไปขาย
เขาไม่มีอาวุธวิเศษที่สามารถใช้ได้ อีกทั้งวันนี้เพิ่งรวบรวมมหาสมุทริญญาได้ใหม่ ทำให้เมื่อเจอกับต้วนหยวนที่อยู่ขอบเขตกลาง์่ต้นจึงไม่กล้าเผชิญหน้าตรงๆ ได้แต่หลบเลี่ยงไปก่อน
“ออกมา!”
หูฉิงเหวินที่มาจากวังยมบาลก็อยู่ในขอบเขตกลาง์่ต้นเช่นกัน แค่ความคิดของนางขยับไหวก็มีธนูสีเขียวคันหนึ่งเผยกายออกมาจากกำไลเก็บของของนาง
มือหนึ่งของนางถือคันธนู อีกมือหนึ่งเอาลูกศรที่ปล่อยประกายแสงวับวาววางทาบลงไปบนคันธนู
นางเล็งไปที่อันเหอ ดึงรั้งสายธนูออกสุดเหนี่ยว ลูกศรดอกนั้นเริ่มดูดรับเอาปราณิญญาฟ้าดินจากบริเวณใกล้เคียงเข้ามา
ลูกศรแหลมคมที่รวบรวมพลังิญญาเข้มข้นคล้ายงูที่แลบลิ้นออกมาไม่หยุด
“ฟิ้ว!”
ลูกศรถูกปล่อยออกจากแล่ง พุ่งเข้าหาตำแหน่งหน้าอกของอันเหอรวดเร็วราวดาวตก
อันเหอหน้าเผือดสี รีบเอาโล่ทองสัมฤทธิ์ขึ้นมาสกัด
“เคร้ง!”
บนโล่นั้นมีแสงไฟเปล่งวาบออกมา อันเหอร้องอู้อี้อยู่ในลำคอ เซถอยออกไปสามก้าว ง่ามนิ้วระหว่างหัวแม่มือและนิ้วชี้ชาหนึบ สีหน้าเคร่งเครียด
“แกร๊ง!”
ลูกศรร่วงลงพื้น หูฉิงเหวินขมวดคิ้วมุ่น หยิบเอาลูกศรขึ้นมาใหม่แล้วเล็งไปที่อันเหออีกครั้ง
“ไม่ว่าจะเป็คาถาวิเศษ เคล็ดลับวิเศษ หรืออาวุธวิเศษ พวกเ้า...ล้วนเทียบกับพวกข้าไม่ได้” จ้าวไห่เฟิงไม่ได้รีบร้อนลงมือ แต่มองอันหรงที่ไฟโทสะพุ่งปะทุเสียดฟ้า กล่าว “วันนี้ข้าจะทำให้พวกเ้าเข้าใจว่าตระกูลในสังกัดอย่างพวกเ้า กับลูกศิษย์ที่เป็จุดศูนย์กลางของวังยมบาลอย่างพวกข้า มีความต่างกันมากเพียงใด”
“พวกเ้าจะเข้าใจว่าขอบเขต... ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ใช้วัดศักยภาพของคนคนหนึ่ง”
“คาถาวิเศษที่สูงส่งลึกล้ำ เคล็ดลับวิเศษที่ประณีตละเอียดอ่อน อาวุธวิเศษระดับสูง ล้วนเป็กุญแจสำคัญที่ช่วยเพิ่มพลังในการต่อสู้ได้เช่นกัน!”
“สวบๆๆ!”
พูดจบ หอกกระดูกสามเล่มที่ไม่เคยร่วงลงพื้นก็เรียงตัวกันเป็อักษร “พิ่น” แล้วพุ่งเข้าใส่อันหรงในชั่วพริบตา
ต่างไปจากตอนที่สังหารอู๋เทาและชาวบ้านเมืองเฮยอวิ๋น คราวนี้หอกกระดูกสามเล่มที่คำรามเข้าใส่ได้กลายมาเป็เหมือนแท่งน้ำแข็ง
หอกกระดูกสีเทาซีดมีไอเย็นลึกล้ำแผ่ออกมา ตัวหอกถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดน้ำแข็ง รวดเร็วและดุดันถึงขีดสุด
ชั่วขณะที่หอกกระดูกสามเล่มคำรามออกมา เนี่ยเทียนรู้สึกได้ว่าอุณหภูมิรอบด้านลดต่ำลง ฤดูร้อนที่อากาศร้อนอบอ้าวคล้ายเปลี่ยนมาเป็ฤดูหนาวที่หนาวเหน็บเย็นสะท้าน
“พลังน้ำแข็ง!” เนี่ยเทียนอุทานขึ้นเบาๆ
เห็นได้ชัดว่าจ้าวไห่เฟิงผู้นั้นมีธาตุน้ำแข็งซุกซ่อนอยู่ในร่าง อีกทั้งคาถาวิเศษที่เขาฝึกก็น่าจะเป็คาถาความเย็นอย่างหนึ่งที่ประณีตและลึกซึ้ง
แม้แต่หอกกระดูกสามเล่มก็ยังถูกสร้างขึ้นมาตามสภาวะร่างกายของเขา จึงแฝงเร้นไว้ด้วยไอความเย็นน่าหวาดกลัวอยู่แล้ว
หลังจากหอกกระดูกเย็นะเืถูกพลังน้ำแข็งในร่างของเขากรอกเทลงไป ทำให้หอกกระดูกสำแดงพลังอนุภาพที่แท้จริงออกมา ลำพังเพียงแค่ความเย็นน่าสะพรึงก็เหมือนจะทำให้เืของทุกคนแข็งตัวได้แล้ว
“กลาง์่ท้าย!”
อันหรงอุทานด้วยความตะลึง ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ รู้สึกว่าจ้าวไห่เฟิงที่อายุเพียงสิบห้าสิบหกปีก็สามารถฝึกได้ถึงขั้นกลาง์่ท้าย ช่างเป็เื่ที่น่าเหลือเชื่ออย่างยิ่ง!
ตอนนี้เขาอายุหกสิบแล้ว ทว่าขอบเขตกลับอยู่แค่ต้น์่แรกเท่านั้น
แค่จ้าวไห่เฟิงขยับมาอีกก้าวเดียวก็จะเท่าเทียมกับเขาแล้ว เหยียบย่างเข้าสู่ขอบเขตต้น์เช่นกัน!
“ก่อนอายุยี่สิบก็น่าจะเหยียบย่างเข้าสู่ต้น์ได้! เ้าเด็กคนนี้ช่างเป็ตัวประหลาดยิ่งนัก! หรือว่าผู้ที่ถูกฝึกจากวังยมบาล... ล้วนน่ากลัวแบบนี้ทุกคน?” อันหรงแอบตกตะลึง
เขารู้ดีว่าหอกกระดูกสามเล่มที่พกพาไอความเย็นน่าในั้นไม่ใช่วัตถุธรรมดา ดังนั้นทั้งๆ ที่ขอบเขตเขาสูงกว่าจ้าวไห่เฟิงหนึ่งขั้นก็ยังไม่กล้าเผชิญหน้ากับหอกกระดูกนั่นตรงๆ
เหมือนเนี่ยตงไห่ เขาเองก็หลบหลีกอย่างว่องไว คิดจะรอให้หอกกระดูกหมดกำลังลงก่อนแล้วค่อยลงมือกับจ้าวไห่เฟิง
น่าเสียดาย หอกกระดูกที่ไอความเย็นเชี่ยวกรากสามเล่มนั้นกลับไม่มีท่าทีว่าจะหมดแรงร่วงลงพื้น
อันหรงไม่รู้ว่านับั้แ่วินาทีที่จ้าวไห่เฟิงปรากฏตัวขึ้นในเมืองเฮยอวิ๋น หอกกระดูกทั้งสามก็ลอยอยู่กลางอากาศตลอดเวลา คล้ายไม่ได้รับอิทธิพลใดๆ จากแรงโน้มถ่วง
“ฟิ้วๆๆ!”
หอกกระดูกสามเล่มห้อทะยานอยู่กลางอากาศ ตัดสลับกันเกิดเป็เส้นไอเย็นซีดขาวมากมาย ตามติดอันหรงไม่ปล่อย
จ้าวไห่เฟิงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เพียงแต่ลูกตาของเขาไม่มีสีดำ เปลี่ยนมาเป็สีเทาซีดเช่นเดียวกับหอกกระดูกนั้น
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของเขาค่อยๆ เกาะตัวกันเป็แผ่นน้ำแข็ง และพื้นที่บริเวณนั้นก็เต็มเปี่ยมไปด้วยไอเย็นสีขาวที่ลอยกรุ่นขึ้นมา ราวกับว่าตรงนั้นได้กลายมาเป็เกาะน้ำแข็งที่ปลดปล่อยไอเย็นออกมาอย่างต่อเนื่อง
เนี่ยเทียนรวบรวมสมาธิรับัั พบว่าไอเย็นสีขาวที่ตาเปล่ามองไม่เห็นถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของเขาแล้วค่อยๆ บินไปหลอมรวมกับหอกกระดูกทั้งสามเล่มนั้น
“คนหนึ่งกลาง์่ท้าย สองคนกลาง์่ต้น นี่น่ะหรือคือ... ศักยภาพของวังยมบาล?”
เมื่อเทียบกับโม่ซีของสำนักภูตผีและอวี๋ถงแห่งสำนักโลหิตแล้ว ดูเหมือนว่าจ้าวไห่เฟิงสามคนจะโตกว่าแค่สี่ห้าปี
ทว่าตอนที่อยู่ในโลกมายามรกต โม่ซีและอวี๋ถงต่างก็มีตบะอยู่แค่หลอมรวมลมปราณขั้นเก้าเท่านั้น
มาจนถึงตอนนี้ สองคนนั้นต่างก็เป็เหมือนเขาที่เพิ่งจะเหยียบย่างเข้าสู่ขอบเขตท้าย์ได้ไม่นาน
ระดับแค่โม่ซีและอวี๋ถงก็ถือว่าเป็หัวกะทิของสำนักภูตผีและสำนักโลหิตแล้ว ทั้งยังได้รับความสำคัญสูงสุดด้วย
ทว่าเด็กหนุ่มสาวสามคนของวังยมบาลที่ถูกส่งตัวมาแบบลวกๆ กลับมีตบะอยู่ในขั้นกลาง์ทุกคน!
และจ้าวไห่เฟิงที่เป็หัวหน้านั้นก็ยิ่งอยู่กลาง์่ท้าย ห่างจากขอบเขตต้น์อีกไม่ไกลเท่าไหร่แล้ว
“วังยมบาล เมื่อเทียบกับสำนักภูตผีและสำนักโลหิตแล้ว จะ... เหี้ยมโหดเกินไปหน่อยกระมัง?”
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าที่วังยมบาลสามารถเป็ผู้นำของสามฝ่ายได้ ดูท่าแล้วคงไม่ได้เป็เพียงเพราะมีผู้แข็งแกร่งเขตลี้ลับสองคนเท่านั้น
เห็นได้ชัดว่าแก่นแท้ของวังยมบาลเหนือล้ำเกินกว่าสำนักภูตผีและสำนักโลหิต!
วังยมบาลสามารถเป็ผู้ออกคำสั่งของสามฝ่าย สามารถทำให้สำนักภูตผีและสำนักโลหิตยอมเชื่อฟังอย่างว่าง่าย เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่เื่ไร้เหตุผล
“วังยมบาลแข็งแกร่งเกินไปแล้ว มิน่าล่ะ... พอคนนอกอาณาจักรเ่าั้รู้ว่าประตู์จะเปิดขึ้นที่วังยมบาล ถึงได้ไม่กล้าข้ามอาณาจักรเข้ามา ทำเพียงบอกข่าวให้วังยมบาลรู้ล่วงหน้า เพื่อขอส่วนแบ่งในรายชื่อผู้ที่ได้เข้าไป”
“ต่อให้เป็แขกจากต่างอาณาจักรก็ยังกริ่งเกรงในศักยภาพของวังยมบาล เลือกให้ความร่วมมือ แต่ไม่คิดเปิดศึก”
เขาพลันเข้าใจขึ้นมาทันทีว่าเหตุใดลำพังเพียงแค่พวกจ้าวไห่เฟิงสามคนถึงได้กล้าทำตัวกำเริบเสิบสานอยู่ในเมืองเฮยอวิ๋นโดยที่ไม่เห็นตระกูลอัน ตระกูลอวิ๋นและตระกูลเนี่ยอยู่ในสายตาแม้แต่นิด
ที่วังยมบาลสบประมาทพวกเขา นั่นก็เป็เพราะแก่นแท้ที่แข็งแกร่งของสำนัก เป็เพราะลูกศิษย์วังยมบาลเชื่อมั่นว่าวังยมบาลของพวกเขาต่างหาก... ถึงจะเป็นายแห่งอาณาจักรหลีเทียน เป็สำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรหลีเทียน!
“ฟั่บ!”
แสงสีทองบาดตาที่มาจากขวานรบสองคมพลันสาดกระจายไปรอบด้าน เนี่ยตงไห่ที่หลบไม่ทัน แขนซ้ายจึงถูกกรีดเป็รอยเืมากมาย
“ท่านตา!”
ทั้งๆ ที่รู้ว่าขอบเขตห่างจากต้วนหยวนอยู่มาก ทว่าเนี่ยเทียนก็ยังคำรามเดือดดาลถลันเข้าไปหาเนี่ยตงไห่
“เนี่ยเทียน! อย่าเข้ามา! เ้าในตอนนี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา!” เนี่ยตงไห่ะโเสียงดัง ห้ามปรามไม่ให้เนี่ยเทียนเข้าใกล้
“เนี่ยเทียน?”
เสียงะโดังของเนี่ยตงไห่ทำให้จ้าวไห่เฟิง ต้วนหยวนและหูฉิงเหวินที่ถือธนูอยู่ในมือหันขวับไปมองเขา
“ชื่อนี้คุ้นหูไม่น้อย” จ้าวไห่เฟิงพึมพำหนึ่งประโยค
“เด็กคนนั้นที่ตาแก่อูของสำนักหลิงอวิ๋นเพิ่งรับเป็ลูกศิษย์อย่างไรเล่า” ต้วนหยวนเอ่ยทวนความจำ
“ลูกศิษย์ของอูจี้!” ในที่สุดจ้าวไห่เฟิงก็หันมามองเนี่ยเทียนตรงๆ
เขามองเนี่ยเทียนอย่างลึกล้ำหนึ่งครั้ง ส่ายหัวแล้วพูดว่า “เหตุใดถึงเพิ่งอยู่ขอบเขตท้าย์่ต้น? อูจี้... แม้แต่สองท่านในวังก็ยังเคารพเลื่อมใสถึงขีดสุด บอกว่าเขาคือคนมหัศจรรย์ของอาณาจักรหลีเทียน”
“ลูกศิษย์ของเขาไม่น่าจะอ่อนด้อยขนาดนี้สิ?”
“เ้าเนี่ยเทียนผู้นั้นเพิ่งจะเป็ลูกศิษย์ของอูจี้ได้แค่ครึ่งปี” หูฉิงเหวินกล่าว
“อ้อ เป็อย่างนี้นี่เอง” จ้าวไห่เฟิงพยักหน้าน้อยๆ กล่าว “ลูกศิษย์ของอูจี้ห้ามฆ่า เก็บตัวเขาเอาไว้ ต่อไปจะมีประโยชน์อย่างมาก” เขาสั่งความต้วนหยวน
“รับทราบ” ต้วนหยวนกล่าวอย่างรู้ใจ
“ฟั่บ!”
และเวลานี้เอง เนี่ยเทียนที่พุ่งเข้ามาหยุดอยู่ข้างกายเนี่ยตงไห่ถูกแสงสีทองกลุ่มหนึ่งสาดมาโดน เืสดพลันอาบย้อมเต็มหน้าอก
เพียงแค่แสงสีทองจากขวานรบสองคมที่สาดมาโดนกาย เขาก็รู้สึกราวกับถูกคมมีดกรีดแล่เนื้อ หน้าอกเกิดเป็าแเส้นยาวที่มีเืไหลซึมออกมา
สีหน้าเนี่ยเทียนเปลี่ยนมาเป็เคร่งขรึมถึงขีดสุด บัดนี้เขามองต้วนหยวนเป็คู่ต่อสู้ที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา!
-----
