เมื่อเฉินอวี๋ตื่นนอนตอนเช้าและเปิดหน้าต่าง ฝนสุดท้ายของฤดูใบไม้ร่วงเพียงสายเดียว มันได้นำพาความหนาวเย็นมาด้วย จนสายลมที่พัดลอดผ่านหน้าต่างจะทำให้ทุกคนในห้องตัวสั่น
อากาศที่เริ่มเย็น การสวมเสื้อผ้าชั้นเดียวที่ขาดวิ่นจะทำให้คนป่วยจากความหนาวได้ ดังนั้นเฉินถั่วถงจึงตัดสินใจที่จะทำชุดสำหรับผู้ใหญ่และเด็กเพื่อสวมใส่
ผ้าไหมหนึ่งม้วนสามารถแลกผ้าลินินได้ 3 ม้วน ส่วนผ้าป่านแลกได้มากถึง 5 ม้วนใหญ่ เมื่อประเมิน ผ้าป่านนั้นคุ้มค่าที่จะเอามาทำเป็เสื้อกันหนาว คนทั่วไปไม่ต้องแต่งกายหรูหราเหมือนขุนนาง พวกเขาให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายเน้นการใช้งานเป็หลัก
ดังนั้น เมื่อเดินอยู่บนถนน ผู้คนจึงสามารถบอกได้ว่าใครเป็คนประเภทไหนเพียงแค่ดูจากเสื้อผ้าที่พวกเขาสวม
ยุคนี้ ไม่มีใครคิดที่จะขายเสื้อผ้าเป็ชุด แม้แต่ขุนนางและพวกพ่อค้ายังต้องสั่งร้านขายผ้าให้ตัดเย็บขึ้นใหม่ เฉินถั่วถงและฮูหยินหยู่จึงพากันไปที่ตลาดแลกเปลี่ยนผ้าและซื้อเข็มกับด้าย ก่อนจะแยกย้ายกลับไปที่ห้องเพื่อทำชุดให้กับครอบครัว
แต่ว่า เมื่อทุกคนเห็นแม่กลับมาแล้วนั่งอยู่บนเสื่ออย่างเงียบๆ ไม่ขยับ ดวงตาเอาแต่มองม้วนผ้าบนโต๊ะที่ซื้อมา
เฉินอ่าวและเด็กๆ ที่กำลังเรียนหนังสือและฝึกฝนอยู่ สังเกตเห็นได้ว่าแม่ของพวกเขาั้แ่กลับมาจากตลาด เหมือนจะเซื่องซึมดูเหงา ไม่ได้แข็งแกร่งทรงพลังอย่างที่เคยเห็น
จนคิดในใจ ว่าคนๆ นี้ใช่ภรรยาและแม่ของพวกเขาจริงๆ หรือเปล่า
“...”
เฉินอ่าววางกระบี่ไม้ที่สร้างขึ้นลง เดินย่องๆ เข้าไปหาอย่างช้าๆ ถามเฉินถั่วถงเบาๆ ว่า “ภรรยาข้า เกิดอะไรขึ้นระหว่างทางเช่นนั้นรึ?”
ปกติต้องขี้วีนไม่ก็มองใส่พ่อด้วยสายตาที่ดุร้าย แต่แม่แค่เหลือบมองด้วยความรู้สึกรำคาญ ไม่ได้ใส่ใจหรือมีท่าทีว่าจะตอบ
เฉินอวี๋เห็นก็โยนกระบี่ไม้สำหรับในมือลง จำได้ว่าแม่และน้าหยู่ซื่อนัดกันไปซื้อผ้าลินินเพื่อเตรียมเย็บชุด และควรที่จะพากันไปเย็บปักทำเสื้อด้วยกัน แต่แม่ที่กลับมามีแค่นั่งและมองม้วนผ้าไม่ได้ทำอะไรเลย
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ประกอบกับเห็นสีหน้าหดหู่ของแม่ อยู่ๆ หางคิ้วของเฉินอวี๋ก็กระตุก อดสงสัยว่าเป็ไปได้หรือไม่ ที่แม่แสนดีของเขาจะเย็บผ้าไม่เป็?
“เอ่อ..ท่านแม่”
“ท่านไม่เคยเย็บผ้ามาก่อนใช่หรือไม่?”
เฉินถั่วถงที่ถูกถามชะงักเล็กน้อย
คำว่า “เด็กพูดจาไม่ยั้งคิด” แวบเข้ามาในหัว อยากจะขอให้ลูกชายแสนรักอย่าพูดถึงประเด็นนั้นเด็ดขาด จนทำเอาเฉินอ่าวที่ได้ยินเกือบจะหัวเราะ “ก๊าก” ออกมา
แน่นอน ว่าเขาต้องกลั้นอารมณ์ขันนี้ไว้ เพราะหากหัวเราะออกมาแล้วละก็ วันนี้เขาคงได้นอนหยอดข้าวต้มไม่ได้เห็นเช้าอันสดใสของวันใหม่แน่นอน
ด้วยความกลัวว่าจะถูกภรรยาทำร้ายจนตาย เขาจึงฝืนทำหน้านิ่ง ก้าวเข้าไปนั่งลงข้างๆ เพื่อปลอบใจ
“ภรรยาข้า ไม่มีใครในโลกที่จะเก่งในทุกๆ ด้านหรอก ทุกคนล้วนมีของถนัดและไม่ถนัดเป็ของตัวเอง เ้าของเดิมร่างนี้ก็ชอบจ้างคนมาช่วยตัดเช่นกัน การไม่รู้วิธีเย็บปักจึงปกติสุดๆ คึ..อุ๊บ!!"
เกือบจะกลั่นเสียงไม่ไหวในตอนท้าย แต่เขาก็เอามือปิดปากของตัวเองไว้ได้ทันการ แต่ไหล่ที่สั่น “ริกๆ” ของเฉินอ่าว ไม่สามารถพ้นการมองของลูกสาวคนรองอย่างเฉินเหนียนอู่
หืม…
เฉินถั่วถงเหลือบมองสามีตัวดีของตัวเอง จากนั้นก็นึกขึ้นได้ ว่านายพลและผู้บัญชาการไม่จำเป็ต้องมาเสียเวลากับเื่เล็กๆ น้อย เพราะงานพวกนี้มีไว้สำหรับพวกพลทหารและผู้ใต้บัญชาการตัวเล็กๆ มากกว่า
นางเกิดไอเดียและคิดขึ้นมาได้อย่างกะทันหัน รีบยัดกระสอบป่านผ้าใส่มือเฉินอ่าว พลางพูดออกมาว่า
“สามีข้า งานหนักแบบนี้นี้ต้องฝากไว้กับเ้าแล้ว ทำหน้าที่ให้ดี ครอบครัวเราเชื่อมั่นในตัวท่านอยู่!”
“แหกกก!!”
“…”
เฉินอ่าวหุบยิ้ม มองไปที่ผ้าลินินและผ้ากระสอบปานในมืออย่างโง่งมแน่นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
“เย้ย!! บุรุษโตแบบใดกันที่จะจับเข็มกับด้ายเย็บผ้า? มันคืองานของสตรีไม่ใช่หรือ!!?” เฉินอ่าวกระเด้งขึ้นยืน แค่รับหน้าที่ทำอาหารก็ยังถูกสายตาของคนอื่นมองแปลกๆ มามากพอแล้ว หากมีใครสักคนมองเห็นเขานั่งเย็บผ้ากลางแจ้ง แล้วจะไม่โดนล้อไปทั้งชีวิตจนแก่ตายเลยหรอกเหรอ
เขาโยนผ้าลินินและผ้าป่านสี่ม้วนในมือทิ้งราวกับว่ามันกำลังเผามือ ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวใหญ่ ใบหน้าเขียวคล้ำเต็มไปด้วยความต่อต้านว่าไม่ยอมเอาด้วยหรอก
อย่างไรก็ตาม การต่อต้านของเฉินอ่าวไร้ผลเสมอเมื่อเผชิญกับการปราบปรามของเฉินถั่วถง
“ไม่มีใครรู้มาั้แ่เกิด และเ้าสามารถที่จะเรียนรู้และฝึกเย็บได้ หากทำไม่ได้จริงๆ ลองแวะไปห้องข้างๆ เพื่อขอความช่วยเหลือสิ”
เฉินถั่วถงตบไหล่เฉินอ่าวเบาๆ เป็สัญญาณให้เขาตั้งใจทำงานให้ดี ส่งกล่องเข็ม ด้าย กรรไกร ผ้าลินิน ทุกอย่างให้พร้อม ยิ้มบอกเป็นัยว่าสามารถเริ่มงานได้เลย
“…”
เฉินอ่าวเหลือบมองสตรีร้ายตรงหน้า จากนั้นก็มองเด็กน้อยสามสี่คนที่นั่งหันหน้ามองออกไปที่นอกหน้าต่างทำตัวไม่รู้เื่รู้ราว
เฉินอ่าวตั้งสติ ยกมือขึ้นแล้วพูดว่า
“ขอตัวช่วย ข้าขอตัวช่วย”
“เฉินต้า เฉินอวี๋ เหนียงอู่ อิงเอ๋อ ลูกๆ มาพูดและทำแทนพ่อกับแม่หน่อยสิ”
“...”
“...”
“...”
อยู่ๆ การเย็บผ้าก็กลายมาเป็เื่ใหญ่ของครอบครัวแซ่เฉิน ทุกคนได้แต่มานั่งสุ่มหัวกันมองม้วนผ้า ดูเข็มและด้ายด้วยอาการที่ทำอะไรไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นที่ตรงจุดไหนดี
เฉินต้าผู้บ้าพลังหยิบผ้าขึ้นมาดู ดึงมันอย่างแรงราวกับจะฉีกให้ขาด เฉินอวี๋เห็นท่าไม่ดีก็ถีบพี่ชายตกเตียงรีบแย่งผ้าจากมือ ยื่นกระดานไม้และแท่งถ่านให้ พร้อมไล่พี่ชายคนโตไปฝึกเขียนอ่านคำกับอิงเอ๋อไม่ต้องมายุ่งเื่พวกนี้
“หยุดเลยพี่ชาย เราจะทำเป็เสื้อไว้ใส่ไม่ได้จะฉีกมันทำเป็ผ้าเช็ดโต๊ะ”
“กลับไปฝึกเขียนและอ่านประโยคกับอิงเอ๋อต่อเถอะ ซิ๊วๆ!!”
เฉินอวี๋โบกมือไล่ และเฉินต้าพยักหน้าอย่างไม่ค่อยเข้าใจมากนัก ทันทีที่ลุกขึ้น เขาก็เดินไปเล่นกระดานไม้อย่างเชื่อฟัง โดยมีอิงเอ่อค่อยประกบบอกและฝึกพูดอยู่ข้างๆ อ่านน้ำเต้าปูปลา
สุดท้าย เฉินอ่าวก็เหลียวมองไปที่ลูกสาวคนรองอย่างเฉินเหนียนอู่ นางเป็สตรีที่โตที่สุด จึงค่อนข้างคาดหวังว่านางน่าจะช่วยพ่อให้รอดพ้นจากภารกิจเสี่ยงตายนี้ได้
“เหนียนอู่ เ้าเป็สตรีเช่นกัน ควรจะรู้วิธีตัดเย็บเสื้อผ้ามาก่อนใช่หรือไม่?”
จากคำถามของพ่อ ฉินเหนียนอู่ก็เงยหน้ามองพองแก้ม พูดออกมาอย่างไม่เห็นด้วยว่า
“ท่านพ่อ ท่านคิดว่าสตรีทุกคนเกิดมาจะรู้จักวิธีเย็บปักถักร้อยเหมือนกันหมดเลยเช่นนั้นหรือ?”
“นี่”
“…”
จากการย้อนถามของลูกสาว มันก็ทำให้เฉินอ่าวก้มหน้าลงต่ำ คิดสงสัยว่าสุดท้ายแล้วคงจะไม่รอด ต้องจบลงด้วยการฝึกเย็บผ้าถือเข็มร้อยด้านด้วยตัวเองแล้วจริงๆ
แต่เหมือนจะไม่ได้ไร้ความหวังทั้งหมด เฉินเหนียนอู่เชิดหน้ากล่าวด้วยรอยยิ้มหลังจากที่แกล้งพ่อสำเร็จว่า
“ฮ่ะๆ ดูหน้าของท่านสิท่านพ่อ อย่าลืมสิว่าข้านั้นมีเวทมนตร์”
“ขอแต่มีวัตถุดิบ รูนและคาถาที่ข้าใช้ก็จะสามารถผลิตและสร้างชุดได้เองอยู่แล้ว”
ทันใดนั้น เหมือนทุกคนจะลืมเื่นี้ไปเสียสนิทใจ เฉินอ่าวที่เคยหมดหวังก็เงยหน้าขึ้นอยากจะพุ่งเข้ามากอดและจูบลูกสาวสัก “มั๊วะ”
แต่เฉินเหนียนอู่เขินอายจึงปฏิเสธความเอ็นดูของพ่อทิ้ง หลังจากสอบถามถึงของที่ใช้ทำพิธี เืเป็หนึ่งในนั้นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เฉินอ่าวจึงกระเด้งตัววิ่งออกไปที่ข้างนอกเพื่อไปซื้อเืสดๆ จากร้านขายเนื้อ
ไม่นานก็กลับมาพร้อมมีถุงเืวัวในมือ ซึ่งทางนี้ เฉินเหนียนอู่ที่เตรียมผ้า เข็มและด้ายไว้แล้ว สิ่งที่เหลือจึงมีแค่วาดวงเวทย์รูนลงไป
ใช้เวลาเขียนไม่นานก็วาดสำเร็จ ไม้คถาในมือเล็กๆ โบกขึ้นพร้อมกพูดคาถา คราวนี้สัญลักษณ์รูนดวงดาวชัดเจนและดูอลังการมากขึ้น เหมือนว่าในวันก่อนๆ ที่นางศึกษาเื่ดวงดาวจากแม่จะไม่เสียเปล่า แม้ว่าโลกนี้จะไร้ซึ่งพลังเวทมนตร์ แต่กระบวนการยืมพลังจากรูน ทุกอย่างก็ดูราบรื่นไม่มีปัญหา
แสงสีเขียวอ่อนๆ สาดไปทั้งห้องเล็กๆ แม้แต่ท่านตาที่นอนหลับอยู่แอ่งน้ำหินยังลืมตาหันไปมอง
ภายใต้สายตาของทุกคน เข็มและด้ายก็ขยับเองเหมือนมีชีวิต ผ้าถูกกางออกและกรรไกรก็เริ่มตัดด้วยความเร็ว
เรียกได้ว่าการที่เห็นกระบวนการตัดเย็บด้วยตาจากพลังเวทมนตร์ มันเป็อะไรที่น่าทึ่งและดูเพลินมากๆ
แต่ว่าเมื่อชุดแรกเริ่มเป็รูปเป็ร่าง ชุดที่ใหม่เอี่ยมดูไร้รอยต่อก็ค่อยๆ ปรากฏต่อหน้าของทุกๆ คน
แต่ที่เฉินอวี๋และเฉินอวี๋กะพริบตา อดมองหน้ากันและกันอย่างช่วยไม่ได้นั้น
ก็เพราะเห็นพ้องเกิดความสงสัยในใจ ว่าไอ้ชุดที่มีกระดุมผ้าด้านหน้า ชายเสื้อและแขนขากางเกงที่บานออกเป็พู่ ปกเสื้อทรงปีเตอร์แพนกลมๆ และโบเข็มขัดบานๆ ลายดอกไม้ที่เห็นนั่นคืออะไร?!
“…”
“…”
เฉินเหนียนอู่กอดและอวดเสื้อผ้าที่เย็บเสร็จแล้วอย่างภาคภูมิใจชูขึ้นเหนือหัว ทุกคนที่เห็นชุดหรูหราหมาเห่า ได้แต่แน่นิ่งโดยไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้
จนในที่สุด เฉินอ่าวที่ได้สติก็ไม่สามารถยอมรับกับสิ่งที่ลูกสาวคนรองทำ หากจะให้ทุกคนใส่ชุดประหลาดนี้เดินกลางตลาด อย่าว่าแต่หมาที่จะวิ่งเข้ามากัด แม้แต่ชาวบ้านบ้านชาวเมืองก็คงวิ่งหนีแตกตื่นจนถูกไล่ออกจากเมืองแน่นอน
เฉินอ่าวยื่นมือใหญ่ๆ ไปััศีรษะเล็กๆ ของลูกสาว ถอนหายใจออกมาคำใหญ่ พูดกับเฉินเหนียนอู่ด้วยน้ำเสียงจริงใจออกมาว่า
“เหนียนอู่ บิดาคิดว่างานเรือนและงานเย็บปัก มันไม่เหมาะกับสตรีแซ่เฉินของเรานัก ปล่อยเื่นี้ให้เป็งานของผู้ชายเถอะ”
“…”
“…”
ด้วยความเห็นส่วนใหญ่ที่ตรงกัน ว่าจะไม่มีทางใส่ชุดปีเตอร์แพนนั้นไปออกข้างนอกแน่ๆ
สุดท้าย ทั้งเฉินอ่าวและเฉินอวี๋ จึงต้องคว้ากระดานไม้และแท่งถ่านจากมือพี่ชาย วาดแบบเสื้อผ้าลงบนนั้นเป็ต้นแบบเพื่อสร้างใหม่ให้เข้ากับยุค โดยจดบันทึกสัดส่วนและขนาดต่างๆ อย่างระมัดระวัง
ถึงเฉินอวี๋จะไม่รู้วิธีการตัดเย็บเสื้อผ้า แต่เขาก็มีความรู้และหลักการออกแบบชุดโบราณอยู่ วาดแบบเสื้อผ้าที่คนทั่วไปสวมใส่ในชีวิตประจำวันได้ไม่ยากเกินความสามารถ
แต่เหมือนเฉินเหนียนอู่จะไม่ยอมแพ้ในสไตล์ออกแบบของตัวเอง ผลลัพธ์ จึงตกไปที่น้องสาวคนเล็กอย่างเฉินอิงเอ๋อ ที่ถูกพี่สาวคนรองจับแต่งตัวสวมชุดที่นางทำขึ้นใหม่
ถักผมเปียผูกโบ จนกลายร่างเป็ตุ๊กตา
“หืม ชุดที่เ้าทำเหมาะกับอิงเอ๋อมากธิดาข้า”
“ใช่มั๊ยล๊าาา~ท่านแม่!! ข้าก็คิดว่าตัวเองมีพร์ด้านนี้นะ…คิกๆ”
“…”
“…”
