ตอนที่ 7 พระสนมเอก เต๋อเฟย
เหยาเจินเจิน ยืนนิ่งแต่มือที่สั่นเทาจนน่าเวทนา หยดเหงื่อผุดพรายบนใบหน้าที่พอกแป้งหนาเตอะ สายตาของเต๋อเฟยที่จ้องมองมานั้นเย็นเยียบดั่งคมมีด
รุ่ยเอ๋อร์ที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเมื่อฝนหมึกเสร็จ ก็ขยับตัวเข้าไปใกล้จนชายแขนเสื้อกว้างของนางบดบังข้อมือของเจินเจินไว้สนิท ด้วยความลุ้นระทึกทำให้หัวใจของรุ่ยเอ๋อร์ก็เต้นรัวแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอกไม่แพ้กัน
‘ยังไม่เคยลองวิชานี้มาก่อนเลย ข้ายังไม่เคยลองใช้กับคนอื่นเลยจริงๆ ’
ความเสี่ยงนี้ใหญ่หลวงนัก หากนางลงน้ำหนักผิดเพียงนิด ข้อมือของเจินเจินอาจจะเคล็ดจนพิการ หรือหากคุมจังหวะไม่ได้ ตัวอักษรที่ออกมาจะกลายเป็เส้นยุ่งเหยิงที่ประจานความลวงโลกของพวกนางทั้งคู่
แต่ในวินาทีที่เต๋อเฟยขยับปากจะเอ่ยตำหนิ รุ่ยเอ๋อร์ก็ตัดสินใจละทิ้งความกลัวทั้งหมด!
‘ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว ต้องเดิมพันด้วยทุกอย่างที่มี!’
รุ่ยเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึก นิ้วชี้และนิ้วกลางของนางขยับอย่างรวดเร็วดั่งสายฟ้าฟาด ซ่อนอยู่ใต้ความพลิ้วไหวของผ้าไหม นางสะกิดลงบนจุด ไท่เยว่ เพื่อล็อกข้อมือของเจินเจินให้นิ่งสนิท ก่อนจะใช้นิ้วโป้งกดเบาๆ ลงบนมัดกล้ามเนื้อ เฟล็กเซอร์ คาร์ไพ ที่ข้อมือด้านใน
ฉับพลัน! เจินเจินก็สะดุ้งเฮือกสุดตัว ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตระหนก นางรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าสายเล็กๆ วิ่งพล่านไปทั่วแขน บังคับให้นิ้วมือของนางคีบด้ามพู่กันไว้แน่นราวกับถูกคีมเหล็กคีบไว้
“ขยับตามข้า! อย่าต้าน” รุ่ยเอ๋อร์กระซิบเสียงเย็นที่ข้างหู
รุ่ยเอ๋อร์เริ่มขยับปลายนิ้วเป็จังหวะ สะกิดซ้าย กดขวา ค่อย ๆ บังคับมือของเจินเจินให้จุ่มปลายพู่กันลงในหมึกอย่างแ่เบา แล้วรีดน้ำหมึกกับแท่นฝนอย่างเนิบช้า ก่อนตวัดปลายพู่กันลงบนกระดาษพัดจีบอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย เส้นอักษรที่ปรากฏจึงทั้งหนักแน่น ทรงพลัง และเปี่ยมด้วยจังหวะจะโคนอันงดงาม งามล้ำเกินกว่าสตรีในห้องหอจะรังสรรค์ได้ด้วยตนเอง
เจินเจินรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็เพียงหุ่นไม้ที่ถูกเชิดด้วยเส้นด้ายที่มองไม่เห็น ทุกครั้งที่รุ่ยเอ๋อร์สะกิดจุดชีพจร มือของนางจะขยับไปเองตามสัญชาตญาณที่ถูกยัดเยียดให้ ความกลัวในตอนแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความอัศจรรย์ใจ
นี่มันวิชาอะไรกัน! เจินเจินคิดในใจด้วยความหวาดพรั่น แต่ขณะเดียวกันนางก็รู้สึกโล่งอกเมื่อเห็น ปลายพู่กันเริ่มตวัดลงบนเนื้อพัด หมึกโลหิตัที่ผสมอยู่ทำให้เส้นอักษรดูมีความลึกซึ้งและเงางามผิดปกติ อักษร อายุยืนค่อยๆ ปรากฏขึ้น ทรงพลัง นุ่มนวล และมีชีวิตชีวา
ทว่าสำหรับรุ่ยเอ๋อร์ เหงื่อเย็นไหลซึมตามไรผม ความตึงเครียดพาดผ่านสันกรามและปลายนิ้วราวสายพิณที่ขึงตึงถึงขีดสุด นางต้องรวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี คำนวณแรงกด น้ำหนักข้อมือ และทิศทางการเคลื่อนของกล้ามเนื้อแขนของเจินเจินให้สอดประสานกับจังหวะอักษร ทุกหยดหมึกคือการเดิมพัน หากหนักไปเพียงเสี้ยว เส้นจะกระด้าง หากเบาไปเพียงนิด ิญญาของถ้อยคำจะพร่าเลือน
เต๋อเฟยลุกขึ้นเดินเข้ามาอย่างช้า ๆ แสงจากโคมทองสะท้อนบนผืนพัดจีบราวผิวหยก นางหยิบพัดขึ้นพิจารณาใกล้ตา ก่อนจะทอดถอนหายใจแ่เบา
“ลายมือนี้! ช่างประหลาดนัก ดูประหนึ่งมีจิติญญาสถิตอยู่จริง ๆ”
เส้นหมึกมิได้เป็เพียงเส้น หากเป็ลมหายใจที่ถูกตรึงไว้บนกระดาษ ทุกขีดทุกตวัดมีแรงสะท้านดุจัเหินลม ปลายเส้นสะบัดดั่งหงส์สยายปีก จังหวะหนักเบาไหลเลื่อนไปดังคลื่นน้ำยามต้องแสงจันทร์ ความงามนั้นหาใช่เพียงรูปทรงอักษร หากเป็พลังเร้นลับที่แทรกซึมอยู่ระหว่างช่องไฟ ราวกับผู้เขียนได้ถ่ายทอดหัวใจลงไปทั้งดวง
ผู้ใดได้เห็นย่อมอดรู้สึกขนลุกมิได้ คล้ายกำลังยืนอยู่เบื้องหน้าคัมภีร์โบราณที่สืบทอดจากเซียนผู้เร้นกาย ลายเส้นนั้นงามขลัง เหลือจะเชื่อ และหาใครในแผ่นดินนี้เปรียบปานได้ยากยิ่งนัก
ทันใดนั้น เต๋อเฟยก็แสร้งทำพัดหลุดมือ พัดจีบตกลงไปในอ่างน้ำที่ตั้งอยู่ข้างโต๊ะ!
"อุ๊ย! ข้าช่างซุ่มซ่ามนัก" เต๋อเฟยยิ้มเย็น
"ดูท่าตัวอักษรที่เ้าเขียนด้วยใจคงต้องละลายหายไปกับน้ำเสียแล้ว น่าเสียดายจริงๆ!"
เจินเจินหน้าซีดเผือด นางเกือบจะร้องไห้ออกมา แต่รุ่ยเอ๋อร์กลับนิ่งสงบ นางเดินไปที่อ่างน้ำและหยิบพัดขึ้นมา
"พระสนมเอกโปรดทอดพระเนตรเพค่ะ!" รุ่ยเอ๋อร์ส่งพัดคืนให้
เต๋อเฟยและบ่าวไพร่ถึงกับตาค้าง อักษรคำว่า อายุยืน บนพัดที่เปียกโชกกลับไม่เลือนหายแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม หมึกกลับเปล่งประกายแดงเรื่อจาง ๆ ท่ามกลางหยดน้ำ ราวกับโลหิตที่กำลังไหลเวียนอยู่ใต้ผิวกระดาษ แลเห็นเงาร่างคล้ายักำลังแหวกว่าย คดเคี้ยวไปตามจังหวะขีดเขียน
นี่คือคุณสมบัติลับของหมึกโลหิตั ยิ่งต้องน้ำ ยิ่งฝังลึก ยิ่งชัดเจน ประหนึ่งมันมิใช่หมึก หากเป็สิ่งมีชีวิตที่เลือกจะตื่นขึ้นในยามถูกปลุกเร้า
“มหัศจรรย์!” เต๋อเฟยพึมพำ ทว่าน้ำเสียงนั้นหาได้มีเพียงความชื่นชม หากแฝงความหวาดระแวงลึกเร้น คล้ายผู้พบเห็นสิ่งงดงามเกินควรจะมีอยู่จริง
นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ สายตาคมปลาบหันมาจับจ้องรุ่ยเอ๋อร์
“เ้า! เ้านามว่าอะไรนะ?”
“บ่าวนามว่ารุ่ยเอ๋อร์เ้าค่ะ เป็เพียงผู้ติดตามของคุณหนูใหญ่”
เต๋อเฟยจ้องมองเด็กสาวอยู่นานเกินกว่าจะเรียกว่ามารยาท สายตานั้นราวกับ้าแหวกผ่านผิวเนื้อและกระดูก มองให้ลึกไปถึงชั้นิญญา เงาโคมไฟสะท้อนในดวงตารุ่ยเอ๋อร์ ทว่ากลับมิอาจสะท้อนความคิดภายในได้เลย
“รุ่ยเอ๋อร์งั้นหรือ! เ้าดูไม่เหมือนสาวใช้ทั่วไป” นางเอ่ยเนิบช้า
“สายตาเ้ามีน้ำหนัก เหมือนผู้ที่เคยเห็นโลกกว้างเกินฐานะของตน”
คำกล่าวนั้นทำให้บ่าวไพร่รอบด้านเหลือบมองกันอย่างเงียบงัน บรรยากาศที่เคยตื่นตะลึงแปรเปลี่ยนเป็อึดอัด
“บ่าวเพียงแต่เป็คนช่างสังเกตเ้าค่ะ” รุ่ยเอ๋อร์ก้มหัวลงต่ำ น้ำเสียงสุภาพอ่อนน้อม ท่าทีไร้พิษภัย
ทว่าแม้ศีรษะจะก้มต่ำ แผ่นหลังของนางกลับตั้งตรงอย่างไม่สะทกสะท้าน ไม่มีความลนลาน ไม่มีแววตาหวาดหวั่นดั่งเด็กสาวที่ถูกผู้มีอำนาจเพ่งพินิจ มีเพียงความนิ่งสงบ!นิ่งเกินไป
เต๋อเฟยหรี่ตาลงเล็กน้อย เด็กสาวผู้นี้กล่าวว่า เป็เพียงผู้ติดตาม แต่กลับยืนท่ามกลางแรงกดดันได้อย่างมั่นคง ราวกับมิได้หวาดกลัวต่อบารมีผู้ใด ความนิ่งของนางมิใช่ความไม่รู้ หากคล้ายผู้ที่ รู้มากเกินควร
บางสิ่งในแววตาคู่นั้นลึกล้ำ ราวบ่อน้ำไร้ก้นบึ้ง ต่อให้สาดแสงลงไปเท่าใด ก็ไม่อาจเห็นเงาสะท้อนของตัวเอง
เต๋อเฟยยิ้มบาง ๆ ทว่ารอยยิ้มนั้นมิได้แตะถึงดวงตา
ความมหัศจรรย์ของหมึกโลหิตัอาจชวนให้ผู้คนตื่นตะลึง
แต่เด็กสาวที่ยืนอยู่เื้ัมัน กลับน่าครั่นคร้ามยิ่งกว่า
"เอาเถอะ! วันนี้ข้าพอใจมาก เจินเจิน เ้ากลับไปพักผ่อนได้ พรุ่งนี้ข้าจะกราบทูลฮ่องเต้ถึงความสามารถของเ้า"
เมื่อกลับถึงเรือนพักของเหล่าถงหนี่ เจินเจินแทบจะล้มลงบนเตียง
"รุ่ยเอ๋อร์! ข้าจะหัวใจวายตายอยู่แล้ว! เ้าเอาหมึกที่ลบไม่ออกนั่นมาจากไหน? แล้วเ้าทำอย่างไรข้าถึงเขียนได้สวยขนาดนั้น?"
"นั่นไม่ใช่เื่สำคัญหรอกเ้าค่ะ" รุ่ยเอ๋อร์นั่งลงที่ขอบหน้าต่าง มองออกไปทางพระราชวังส่วนหน้า
"สิ่งที่สำคัญคือ ข้าสังเกตุว่าตอนนี้ท่านไม่ได้เป็แค่เป้าหมายของพระสนมเอกเต๋อเฟยแล้ว แต่ท่านคือนางหงส์ที่นางอยากจะเด็ดปีกทิ้งที่สุด!"
"เ้าพูดเหมือนกับว่านางจะฆ่าข้าให้ตายวันตายพรุ่ง!" เจินเจินโวยวาย
"หากท่านยังทำตัวโง่เขลาเช่นนี้ ก็ไม่แน่เ้าค่ะ" รุ่ยเอ๋อร์หันมามองพี่สาว
"วังหลวงไม่ใช่จวนสกุลเหยา ที่นี่ไม่มีใครรักท่านจริง ทุกคำชมคือยาพิษ ทุกรอยยิ้มคือมีดโกน!"
รุ่ยเอ๋อร์ลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ นางหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนชื่อบุคคลต่างๆ ลงบนกระดาษ เต๋อเฟย, มู่เยว่, เหยาต้าเหริน และสุดท้าย! เหยาอัน
"หมากกระดานนี้เริ่มเดินแล้วสินะ" นางพึมพำ
กลางดึกคืนนั้น ขณะที่รุ่ยเอ๋อร์กำลังจะดับตะเกียง เสียงนกฮูกร้องดังขึ้นอีกครั้งที่หลังเรือนพัก นางเดินออกไปที่หน้าต่าง และพบว่ามีกิ่งหลิววางอยู่ พร้อมกับกระดาษเล็กๆ ที่เปียกน้ำ
'บททดสอบที่หนึ่งผ่านไปได้ดี แต่ระวัง หงส์มักจะอิจฉาหงส์ด้วยกัน และสระน้ำที่เ้าเห็น อาจจะมีจระเข้ซ่อนอยู่ใต้ดอกบัว'
รุ่ยเอ๋อร์ขยำกระดาษทิ้ง นางรู้ดีว่ามู่เยว่กำลังเตือนเื่อะไร วังหลวงยามค่ำคืนเงียบสงัดแต่น่ากลัว นางมองไปที่ป้ายหยกในมือ ความรู้สึกเย็นเยียบของมันย้ำเตือนว่านางต้องเข้มแข็งกว่านี้
"อาอัน! พี่สาวจะทำทุกอย่างจนสุดความสามารถ เพื่อจะพาน้องกลับบ้านให้ได้!"
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องพัก!
"ตรวจค้นตำหนัก!" เสียงทหารองครักษ์ะโดังลั่น
"มีรายงานว่ามีไส้ศึกแอบลักลอบนำของต้องห้ามเข้ามาในวังหลวง!"
รุ่ยเอ๋อร์ใจเต้นรัว ของต้องห้าม? หมึกโลหิตั! ซวยแล้ว! หากถูกพบเข้า นางและเจินเจินต้องถูกปะาเป็แน่!
นางรีบมองหาที่ซ่อน แต่ในห้องเล็กๆ นี้ไม่มีที่ใดปลอดภัยพอ ทหารกำลังจะพังประตูเข้ามาในอีกไม่กี่อึดใจ!
รุ่ยเอ๋อร์มองไปที่ขวดหมึกที่เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียว นางตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด!
นางดื่มน้ำหมึกที่เหลือทั้งหมดลงไปในคอ!
รสชาติฝาดร้อนและกลิ่นเหล็กบาดคอทำให้นางแทบจะอาเจียนออกมา แต่ขวดเปล่าถูกนางซ่อนไว้ในรอยแตกใต้พื้นไม้ทันเวลาพอดี
ประตูถูกถีบออกอย่างแรง! ทหารองครักษ์สิบคนกรูเข้ามาในห้อง
"เ้า! ลุกขึ้น!" หัวหน้าองครักษ์ตวาด
"เราได้รับรายงานว่าเ้าพกพาของต้องห้าม เข้ามาในวังหลวง!"
รุ่ยเอ๋อร์ลุกขึ้นยืนช้าๆ ใบหน้าซีดเซียวแต่ดวงตายังคงนิ่งสงบ
"ใต้เท้า บ่าวเป็เพียงผู้ติดตาม จะมีของเช่นนั้นได้อย่างไรเ้าค่ะ เชิญตรวจค้นตามสบาย"
ทหารรื้อค้นทุกซอกทุกมุม แม้แต่หีบเสื้อผ้าของเจินเจินที่นอนขวัญเสียอยู่ข้างๆ แต่ไม่พบสิ่งใด
"ไม่มีครับใต้เท้า!" ทหารรายงาน
หัวหน้าองครักษ์จ้องมองรุ่ยเอ๋อร์ด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ เขาเดินเข้ามาใกล้และใช้ดาบเชยคางนางขึ้น
"ทำไมเ้าถึงดูซีดเซียวนัก? แล้วกลิ่นหอมประหลาดนี่มาจากไหน?"
"บ่าวไม่สบายเ้าค่ะ เลยดื่มยาต้มที่มีส่วนผสมของกฤษณาเข้าไป" รุ่ยเอ๋อร์ตอบเสียงนิ่ง แม้ภายในท้องจะรู้สึกเหมือนถูกไฟแผดเผา
"ไปได้! หากข้าพบหลักฐานในภายหลัง หัวเ้าหลุดแน่!"
เมื่อทหารจากไป รุ่ยเอ๋อร์ก็ทรุดลงกับพื้น นางไอออกมาเป็สายเืสีดำเข้มที่ผสมด้วยน้ำหมึกโลหิตั
"รุ่ยเอ๋อร์! เ้าเป็อะไรไป!" เจินเจินวิ่งเข้ามาหาด้วยความใ
"อย่า! อย่าแตะต้องเืนี้" รุ่ยเอ๋อร์กระซิบ
"มันคือ จิติญญาของข้า!"
นางหลับตาลงท่ามกลางความเ็ปที่รุนแรง แต่ในหัวของนางกลับเห็นภาพความทรงจำของเ้าของร่างเดิม และความรู้ใหม่ๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับหมึกที่ซึมเข้าสู่กระแสเื
หมึกโลหิตัไม่ได้เป็เพียงหมึก! แต่มันคือ สื่อกลาง ที่เชื่อมต่อจิติญญาของผู้เขียนเข้ากับแผ่นดิน
"มู่เยว่! ท่านจงใจให้ข้าดื่มมันใช่ไหม?" นางพึมพำก่อนจะหมดสติไป
ท่ามกลางความมืดมิด เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นที่หน้าต่าง มู่เยว่ยืนมองรุ่ยเอ๋อร์ด้วยสายตาที่ซับซ้อน
"หากเ้าผ่านคืนนี้ไปได้ รุ่ยเอ๋อร์! เ้าจะไม่ใช่แค่เงาอีกต่อไป แต่เ้าจะเป็เ้าของ ทุกตัวอักษรบนแผ่นดินนี้"
เขาะโลงมาและอุ้มนางขึ้นมาอย่างแ่เบา หายไปในม่านหมอกยามค่ำคืน ทิ้งให้เหยาเจินเจินยืนงงงวยอยู่เพียงลำพัง
