“ข้ารู้มาว่าโรงเตี๊ยมที่นี่ทำอาหารอร่อยมาก!” จินหลิงเอ๋อร์ตาเป็ประกาย
นางเคยขโมยถุงเอกภพของจูชิงมาก่อนเลยรู้ว่าจูชิงมีเงินถุงเงินถัง ถ้านางพาไปกินอาหารไม่มีคุณภาพ จินหลิงเอ๋อร์คงเสียใจไปตลอดชีวิต
“จันทราเต็มดวงเป็โรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดในเมืองนี้แล้ว!” จินหลิงเอ๋อร์พาจูชิงมาหยุดหน้าโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
“ขอทานอย่างเ้ามาเสียงดังเอะอะโวยวายอะไรที่นี่ จะไปไหนก็ไป!” ทว่าจินหลิงเอ๋อร์เพิ่งมาถึงจันทราเต็มดวงก็ถูกคนไล่ตะเพิด สิ่งที่พวกเขาเป็กังวลที่สุดก็คือมีขอทานมาวุ่นวายอยู่ใกล้ๆ กับโรงเตี๊ยม
“ตาหมาหยามคนน้อย เ้าคิดว่าคุณชายไม่มีเงินงั้นรึ?” จินหลิงเอ๋อร์ลากจูชิงเข้ามาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงหยิ่งยโส
จูชิงยิ้มเล็กน้อย “เ้าช่วยเปิดห้องส่วนตัวให้ข้าได้หรือไม่!”
แม้ว่าคนผู้นั้นจะฉงนสงสัย ทว่าพอเห็นว่าจูชิงสวมเสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน ดูแล้วคงไม่น่ามากินฟรีชักดาบหนี คิดๆ ดังนั้นเขาจึงพาจูชิงไปที่ห้องส่วนตัวบนชั้นสอง
“รายการอาหารล่ะ ชักช้าเสียจริง ทำธุรกิจอยู่ได้ยังไง” จินหลิงเอ๋อร์ะโ
พอจูชิงดูรายการอาหารที่เสี่ยวเอ้อร์ยื่นให้พลันรู้สึกเบื่อหน่ายทันใด กระทั่งจูชิงยังไม่อยากกิน ไม่ต้องพูดถึงัคะนองน้ำน้อยกับสุนัขโลกันตร์สามหัว เ้าสองตัวนี้เื่มากยิ่งกว่าจูชิงเสียอีก
ที่นี่เป็เมืองเล็กๆ มีจอมยุทธ์อยู่ไม่มากนัก ขั้นพลังที่สูงกว่าขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณน้อยนิดเพียงหยิบมือ ในโรงเตี๊ยมจึงมีเนื้อสัตว์อสูรอยู่เพียงไม่กี่ชนิด อีกทั้งยังเป็สัตว์อสูรขั้นหลอมกายา ไม่ดึงดูดใจจูชิงเลยแม้แต่น้อย
ทว่าพวกจูชิงไม่อยากกินไม่ได้หมายความว่าจินหลิงเอ๋อร์ก็ไม่อยาก นางสั่งเนื้อสัตว์อสูรหลายสิบชนิดในคราวเดียว
“ราคาไม่ใช่ถูกๆ นะ พวกเ้ามีเงินมากขนาดนั้นเชียว?” เสี่ยวเอ้อร์มองจูชิงกับจินหลิงเอ๋อร์ เพราะรายการอาหารที่สั่งมีแต่อาหารราคาแพง เขากลัวว่าทั้งสองจะกินแล้วชักดาบ
“ข้ามีเงินพอ วางใจเถอะ” จูชิงโยนหินปราณสิบก้อนให้กับเสี่ยวเอ้อร์ เขารับหินปราณโดยไม่พูดอะไรสักคำ จากนั้นก็รีบวิ่งแจ้นลงไปส่งรายการอาหาร
“ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณหนึ่งชั้นฟ้าถูกพวกขั้นหลอมกายาไล่ล่า เ้าฝึกฝนยังไงของเ้า” จูชิงถกแขนเสื้อของจินหลิงเอ๋อร์ขึ้น หยิบยาขึ้นมาป้ายลงบนแผลแล้วถูอย่างแรง
“โอ๊ย เบาหน่อยสิ ข้าเจ็บนะ!” จินหลิงเอ๋อร์ร้องเสียงหลง
“เจ็บก็ถูกแล้ว ยาจะได้ออกฤทธิ์เร็วขึ้น แล้วเ้าจะได้จำใส่หัวไว้ ถ้าขืนยังทำแบบนี้ต่อ วันดีคืนดีได้ถูกฆ่าตายจริงๆ แน่” จูชิงแค่นเสียง
“ข้าแค่ยังฝึกฝนไม่มากพอหรอกน่า ประเดี๋ยวพอข้าฝึกจนเชี่ยวชาญแล้ว ข้าอยากรู้นักว่าใครจะจับข้าได้” จินหลิงเอ๋อร์ทำหน้ามุ่ย
“นอกจากวิชาหนีเอาตัวรอด อาจารย์เ้าไม่ได้สอนอะไรอย่างอื่นให้กับเ้าเลยรึ เป็ถึงขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณหนึ่งชั้นฟ้า แต่กลับหนีจอมยุทธ์ขั้นหลอมกายาหัวซุกหัวซุน หน้าขายหน้าเสียจริง” จูชิงพูด
“ข้าไม่มีอาจารย์!” จินหลิงเอ๋อร์กล่าว
จูชิงผงะ “ไม่มีอาจารย์แล้วเ้ารู้จักวิชาของสำนักสุญญาได้อย่างไร อย่าบอกนะว่าเรียนด้วยตัวเอง”
“ก็ใช่น่ะสิ กับแค่เรียนวิชายุทธ์ ง่ายเหมือนกับกินข้าวดื่มน้ำ!” จินหลิงเอ๋อร์พูดอย่างภาคภูมิใจ
ทว่าจูชิงกลับมองจินหลิงเอ๋อร์ด้วยสายตาประหลาดใจ ไม่มีอาจารย์สอน อาศัยความเข้าใจของตัวเองบำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณ ถึงจะเป็แค่วิชามุดดินกับทลายควัน ทว่าทักษะการตระหนักรู้ของนางนั้นสูงกว่าที่เขาคาดเอาไว้มากโข!
จูชิงอยากถามนางต่อแต่อาหารมาเสิร์ฟแล้ว จินหลิงเอ๋อร์ไม่รอช้าหยิบเนื้อชิ้นใหญ่กัดเข้าไปคำโต ขาดความเป็กุลสตรีโดยสิ้นเชิง
จอมยุทธ์ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณกินเก่งมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจินหลิงเอ๋อร์ที่อดอยากปากแห้งมากนาน อาหารทั้งหมดที่อยู่บนโต๊ะถูกจินหลิงเอ๋อร์สวาปามอย่างรวดเร็วในพริบตา นี่เป็อาหารที่อร่อยที่สุดที่นางเคยกินมา
“เสี่ยวเอ้อร์ เอาแบบนี้มาอีกสิบที่ กลับบ้านให้ข้าด้วย!” จินหลิงเอ๋อร์ะโ
“เ้ายังกินไม่อิ่มอีกรึ? ขืนยังกินเข้าไปอีก เ้าตัวะเิแน่” จูชิงกล่าว
“ใครบอกว่าข้ากิน ข้าเอากลับไปให้คนที่บ้านข้าต่างหาก นานๆ ทีจะเจอคนมีเงินแบบเ้า ถ้าไม่รีบกอบโกยก็แย่น่ะสิ” จินหลิงเอ๋อร์ปากไว พูดทุกอย่างที่คิดไว้ในใจออกมาหมด
จูชิงพูดไม่ออก เขาอุตส่าห์ใจดี แต่ในสายตาของจินหลิงเอ๋อร์ เขาเป็แค่ถุงเงินถุงทองของนางเท่านั้น
จินหลิงเอ๋อร์เพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป “เอ่อ ข้าหมายถึง คนดีๆ แบบเ้ามีอยู่ไม่มาก…”
จูชิงกลอกตา “เ้าไม่ต้องอธิบาย ยิ่งอธิบายข้าก็ยิ่งหดหู่”
จินหลิงเอ๋อร์ยิ้มเฝื่อน จูชิงช่วยนางถึงสองครั้ง ทั้งยังเลี้ยงอาหารนางอีก นางรู้สึกว่าตัวเองใจร้ายเกินไปจริงๆ
“จะว่าไป เ้ารู้ได้ยังไงว่าวิชาที่ข้าฝึกเป็ของสำนักสุญญา?” จินหลิงเอ๋อร์หน้าเปลี่ยนสี มองจูชิงอย่างไม่อยากเชื่อ
จูชิงเจอนางแค่สองครั้ง แล้วนางก็ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนว่าตัวเองเป็ผู้สืบทอดสำนักสุญญา
“ดูเหมือนเ้าจะไม่ได้ฉลาดอย่างที่ข้าคิดถึงเพิ่งมารู้ตัวเอาป่านนี้” จูชิงส่ายหัว
“แม้ว่าผู้สืบทอดสำนักสุญญาจะน่าตะลึง ทว่าสำหรับข้าไม่ได้น่าใขนาดนั้น” จูชิงยิ้มเล็กน้อย
“เ้าเข้าหาข้าด้วยเหตุผลนี้งั้นรึ ข้านึกแล้วเชียวบนโลกนี้จะมีคนจิตใจดีได้อย่างไร ที่แท้เ้าอยากได้สมบัติของสำนักสุญญานี่เอง!” จินหลิงเอ๋อร์โวยวาย
“โอ้ สำนักสุญญามีสมบัติล้ำค่าอยู่ด้วยงั้นรึ ข้าไม่รู้มาก่อนเลย” จูชิงยิ้ม
จินหลิงเอ๋อร์อยากกัดลิ้นให้ตายเสียรู้แล้วรู้รอด เหตุใดตัวเองถึงโง่เขลาเบาปัญญาเฉกเช่นนี้ ดันไปบอกความลับที่ยิ่งใหญ่ให้กับจูชิงรู้ซะอย่างนั้น
“พวกจอมยุทธ์มีแต่คนชั่ว!” จินหลิงเอ๋อร์ฉุนเฉียว
จูชิงลูบจมูก “ข้าไม่สนใจสำนักสุญญาของเ้าและก็ไม่สนใจสมบัตินั่นด้วย ถ้าเ้าไม่เชื่อข้า ความสัมพันธ์ของพวกเราก็จบสิ้นแต่เพียงเท่านี้!”
จูชิงโยนหินปราณหลายสิบก้อนทิ้งไว้แล้วเดินออกไปจากโรงเตี๊ยมโดยไม่หันกลับมามอง
“ฮ่าๆๆ เ้าหนู เป็คนดีแท้ๆ แต่กลับไม่ได้ดี ทั้งยังถูกสงสัย เ้าอารมณ์เสียหรือว่าหดหู่กันแน่?” เฒ่าปีศาจหัวเราะชอบใจ
“พูดกันตามตรงข้าอารมณ์เสียนิดหน่อย ทว่าแค่หินปราณไม่กี่ก้อนช่างมันเถอะ ถือซะว่าเลี้ยงหมาก็แล้วกัน” จูชิงยักไหล่
“ถ้าอย่างนั้นเ้าก็ไม่ควรสนใจว่านางจะอยู่หรือจะตาย อย่างไรเสียนางก็ไม่ได้เห็นเ้าเป็คนดีอยู่แล้ว” เฒ่าปีศาจยิ้มเยาะ
“หมายความว่ายังไง?” จูชิงขมวดคิ้ว
“นางอยู่ได้อีกไม่นาน!” เฒ่าปีศาจกล่าว
หลังจากที่จูชิงออกมาได้ไม่นาน ศิษย์นิกายหมาป่าจรหลายสิบคนบุกเข้าไปในโรงเตี๊ยมจับตัวจินหลิงเอ๋อร์ที่กำลังหิ้วของพะรุงพะรัง
นิกายหมาป่าจรเป็ขุมพลังอำนาจที่มีอิทธิพลสูงสุดใน่รัศมีร้อยลี้ ในแง่ของความแข็งแกร่งนั้นเหนือชั้นยิ่งกว่าสำนักหมอกวัสสาน ผู้าุโส่วนใหญ่ในนิกายเป็ขั้นหลอมลมปราณหนึ่งชั้นฟ้า
ทว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของนิกายหมาป่าจรก็คือสัตว์อสูรที่พวกเขาเคารพบูชา ว่ากันว่าเดิมทีมันเป็หมาป่าธรรมดาที่บังเอิญเกิดสติปัญญา ฝึกฝนบำเพ็ญเพียรถึงขั้นหลอมลมปราณระดับกลาง บรรพบุรุษนิกายหมาป่าจรพบเข้าจึงพามันกลับมาที่นิกาย กลายเป็สัตว์อสูรพิทักษ์นิกายหมาป่าจร จากนั้นจึงเปลี่ยนชื่อขุมพลังอำนาจเป็นิกายหมาป่าจร โดยที่มีมันเป็สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมากที่สุดในนิกาย
ก่อนหน้านี้ไม่รู้ว่าจินหลิงเอ๋อร์เกิดบ้าอะไรขึ้นมาถึงได้พุ่งความสนใจไปที่นิกายหมาป่าจร แม้ว่านางจะใช้วิชามุดดินกับทลายควันหนีจอมยุทธ์ส่วนใหญ่ได้ แต่นางก็เป็แค่ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณหนึ่งชั้นฟ้า ไม่อาจซ่อนตัวจากจมูกของหมาป่า ไม่นานนักก็ถูกหาตัวพบ
ถ้าไม่ใช่เพราะจูชิงบังเอิญเจอจินหลิงเอ๋อร์ นางก็คงถูกจับตัวกลับไปที่นิกายหมาป่าจรแล้ว
นึกว่านิกายหมาป่าจรจะเห็นแก่จูชิงเลยปล่อยจินหลิงเอ๋อร์ไป คิดไม่ถึงว่านิกายหมาป่าจรจะวกกลับมาจับนางอีกครั้ง
“ท่านอาจารย์ ช่วยข้าด้วย!” จินหลิงเอ๋อร์มองจูชิงที่อยู่ไกลออกไป ะโร้องขอความช่วยเหลือ
จูชิงขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่าเขาไม่อยากมีปัญหา ตอนแรกที่เขาดูแลจินหลิ่งเอ๋อร์นั่นก็เพราะนิสัยของนางทำให้เขานึกถึงซั่งกวานจือหนิง
คงเพราะไม่ค่อยได้ใกล้ชิดกับผู้หญิงเท่าไหร่ หรืออาจเป็เพราะผู้หญิงมีลักษณะนิสัยคล้ายกัน เขาถึงรู้สึกว่าจินหลิงเอ๋อร์เหมือนซั่งกวานจือหนิงมาก
แต่ในเมื่อจินหลิงเอ๋อร์ไม่ยอมรับในความหวังดี แล้วเขาจะทำแบบนั้นต่อเพื่ออะไร
อีกทั้งสำหรับจินหลิงเอ๋อร์แล้ว จูชิงเป็เพียงแค่เกราะกำบังภัย นางไม่ได้สำนึกบุญคุณเลยสักนิด เขาจึงไม่อยากยุ่งเกี่ยวอะไรกับนางอีกแล้ว
“ท่านอาจารย์!” จูชิงได้ยินเสียงเรียกของจินหลิงเอ๋อร์ ทว่ายังเดินต่อไปโดยไม่หันกลับมามอง
จินหลิงเอ๋อร์มองแผ่นหลังของจูชิงที่ค่อยๆ หายไปจากสายตา นางรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป เขาไม่ช่วยนางแล้ว แล้วนางจะสู้กับพวกนิกายหมาป่าจรได้อย่างไร
“ไม่รู้ว่านังขอทานนี่มีดีอะไร ท่านเทพหมาป่าถึงได้สนใจนางนัก!” ศิษย์นิกายหมาป่าจรแค่นเสียงหึ
เหล่าศิษย์เรียกหมาป่าผู้พิทักษ์ว่าเทพหมาป่า ซึ่งมีสถานะสูงศักดิ์ยวดยิ่งในนิกาย
“สิ่งที่ท่านเทพหมาป่าคิดมิใช่สิ่งที่พวกเราสามารถคาดเดา แค่จับนางก็ได้โอสถลมปราณหนึ่งขวด ไม่มีภารกิจอะไรง่ายดายมากกว่านี้แล้ว” ศิษย์นิกายหมาป่าจรอีกคนหัวเราะ
แม้ว่าจินหลิงเอ๋อร์จะเป็ผู้สืบทอดสำนักสุญญา ทว่านางได้รับสิ่งสืบทอดเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น นอกจากวิชาหลบหนีแล้ว นางไม่เคยฝึกฝนการต่อสู้ขั้นพื้นฐานมาก่อนด้วยซ้ำ เป็ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณหนึ่งชั้นฟ้าก็จริง แต่กลับไม่รู้วิธีการต่อสู้อะไรเลย
รังแกคนธรรมดายังพอไหว ถ้าเป็ขั้นหลอมกายามีแต่ต้องหนีหัวซุกหัวซุน
ศิษย์นิกายหมาป่าจรทั้งสองพาจินหลิงเอ๋อร์กลับไปที่นิกายหมาป่าจร พอส่งตัวจินหลิงเอ๋อร์ให้กับผู้าุโใหญ่เสร็จ พวกเขาก็จากไปพร้อมกับโอสถลมปราณด้วยความปีติ!
เจตนาที่ดีกลายเป็เครื่องในของลา หมายถึง มีเจตนาที่ดีช่วยเหลือผู้อื่น แต่อีกฝ่ายกลับเข้าใจผิดว่านี่คือเจตนาที่ไม่ดี
