“เก่งนักก็ตามข้ามาสิ”
รอบกายของตู้เซ่าฝู่มีประกายแสงสีทองอร่ามห่อหุ้มไว้ จอมยุทธสาวน้อยคนนั้นมีสีหน้าตะลึงตาโตอ้าปากค้าง เมื่อเห็นตู้เซ่าฝู่ะโลงจากหน้าผาอันสูงชัน ทันใดนั้นเขาก็หายวับไปอยู่ใต้หมอกหนาที่อยู่ภายล่างช่องเขา
จอมยุทธสาวคนนั้นช้าไปเพียงนิดเดียว คว้าตัวไว้ไม่ทัน ร่างบางๆ หยุดเท้าอยู่ที่เพียงปลายหน้าผา นางโมโหจนกระทืบเท้าอย่างแรง ทว่าก็ไม่สามารถตามต่อไปได้ ตีนเขาปลายสุดด้านล่างของหน้าผามองไม่เห็นปลายทาง ไม่มีที่ให้ยืนได้ แถมยังมีหมอกหนาปกคลุม ต่อให้เป็อสูรที่เหาะเหินได้ก็ยากที่จะตามหาคนด้านล่างทะเลหมอกนั่น
“ซู่ๆ!”
มีเงาของคนะโลงมาจากบนหลังของอสูรเหยี่ยวประกายเพลิง เป็ผู้เฒ่าอายุราวๆ ห้าสิบปี สวมชุดหลวมๆ สีเหลือง เขากล่าวว่า “เ้าหนุ่มคนนี้รนหาที่ตายจริงๆ ผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาะโลงหน้าผาไปเช่นนี้จะอย่างไรก็ตายแน่นอน และยังกินเห็ดหลินจือโลหิตทารกสดๆ เช่นนั้นอีก เขาต้องถูกพิษมันตายแน่นอน ช่างไม่รักชีวิตของตนเองจริงๆ”
“ท่านอาจารย์หวง ตามเขาลงไปได้หรือไม่?” จอมยุทธสาวนางนั้นมองลงไปทางใต้หน้าผาด้วยความรู้สึกไม่ยอมแพ้ นางคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะเลือกกินเห็ดหลินจือโลหิตทารก แถมยังบ้าระห่ำจนขนาดะโลงหน้าผาอีก การกระทำเช่นนี้คือการล้อเล่นกับชีวิตชัดๆ เ้าหนุ่มนั่นต้องบ้าไปแน่ๆ คนสติดีๆ ที่ไหนจะทำเช่นนี้ เพื่อเห็ดหลินจือโลหิตทารก กลับไม่สนชีวิตของตัวเองแล้ว
ผู้เฒ่าชุดเหลืองคนนั้นส่ายศีรษะให้กับจอมยุทธสาว แล้วกล่าวว่า “องค์หญิงใหญ่ ด้านล่างหมอกหนาเกินไป ต่อให้เป็อสูรเหยี่ยวประกายเพลิงก็หาเ้าหนุ่มคนนั้นไม่เจอหรอก แต่อย่างไรก็ตามเ้าเด็กหนุ่มคนนั้นตายแน่นอน เสียดายเห็ดหลินจือโลหิตทารกจริงๆ”
“พวกเราไปเถิด คนของสำนักยันต์ปราณ สำนักอสรพิษ์ และสำนักกระเงี้ยวนิลอยู่ในเทือกเขาอสุรกายนี้ ทว่ากลับไม่พบยอดฝีมือนำกลุ่ม คิดว่าน่าจะเกิดเื่ใหญ่อะไรขึ้น พวกเราหาวิธีสืบข่าวให้รู้เื่กันก่อน”
ดังนั้นจอมยุทธสาวคนนี้เลยต้องจำใจปล่อยวาง นางะโขึ้นหลังของอสูรเหยี่ยวประกายเพลิง จากนั้นมันก็บินออกจากหน้าผาไป
ภายใต้ซอกเขาใต้หน้าผา ตู้เซ่าฝู่ตกจากที่สูงดิ่งลงพสุธาด้านล่างราวกับตกลงมาจากดาวดึงส์ชั้นเก้า พร้อมกับมีเศษหินมากมายตกโครมๆ ลงมาด้วย ร่างของเขากลิ้งตกลงมาราวกับก้อนเนื้อลูกกลมๆ ทั้งยังตัวกระแทกหินที่ยื่นออกมาข้างหน้าผา และหินที่ตกลงมาจากข้างบนหลายต่อหลายครั้ง
เมื่อตู้เซ่าฝู่ตกลงมาถึงพื้นล่างสุดที่อยู่ใต้หน้าผา ท่าทางราวกับไม่ได้าเ็อะไรมากมาย แต่ยังพอลุกขึ้นมายืนได้ ทว่าหน้าและดวงตาสองข้างแดงก่ำ ร่างกายก็บวมราวกับจะะเิออกมาให้ได้
ฉากในตอนนี้หากจอมยุทธสาวนางนั้นได้เห็นคงตะลึงตาโตอ้าปากค้าง เด็กหนุ่มคนนี้ะโลงจากหน้าผาสูงชันขนาดนั้นกลับไม่ได้าเ็อะไรมากมาย นี่ไม่น่าเป็เื่ที่เกิดขึ้นได้
“อ๊าก!”
ตู้เซ่าฝู่ร้องโหยหวนด้วยความเ็ป ทั้งร่างของเขาสั่นหวั่นราวกับจะะเิ ตอนนี้เขารู้สึกว่ามีพลังบางอย่างกำลังพองตัวขยายราวกับสามารถดันให้ร่างของเขาจนแตกได้
“เห็ดหลินจือโลหิตทารกมีฤทธิ์พลังของยาวิเศษมหาศาลเกินไปแล้ว”
ตู้เซ่าฝู่รู้สาเหตุ นี่เป็เพราะการกินเห็ดหลินจือโลหิตทารกสดๆ เห็ดหลินจือโลหิตทารกมีฤทธิ์พลังของยาวิเศษมากมายมหาศาล มีผลทำให้ร่างกายเขาจะะเิ สร้างความเ็ปอย่างสาหัสไปทั้งร่าง ร่างกายของเขาเอาแต่สั่นหงึกๆ
“บ่มเพาะขนสีทอง!”
ตู้เซ่าฝู่กัดฟันแบกรับความทรมาน เขาต้องรีบบ่มเพาะดึงพลังอันมหาศาลของเห็ดหลินจือโลหิตทารกเข้าสู่เนื้อหนังมังสา มิเช่นนั้นร่างของเขาจะต้องะเิไปทั้งในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่เป็แน่ ตามวิชาฝึกร่างของเหยี่ยวั์ปีกทอง เขาต้องพุ่งชนกำแพงหินของหน้าผา การพุ่งชนเช่นนี้ ทำให้บริเวณที่ใช้กระแทก เจ็บเสียดไปถึงขั้วหัวใจ หลังจากเ็ปอย่างรุนแรงก็กลายเป็ความรู้สึกด้านชาไป
“ไปต่อ!”
ความเ็ปเหนือเกินบรรยาย ทว่าตู้เซ่าฝู่ก็ไม่กล้าหยุด ยังคงกระโจนพุ่งชนกำแพงหินอย่างไม่หยุดยั้ง เขาทำเหมือนว่าตัวเองไม่ใช่คน
การกระแทกหลายต่อหลายครั้งทำให้เจ็บแสบทรมานไปทั่วร่าง แต่ละครั้งที่กระแทกพลังของเห็ดหลินจือโลหิตทารก ก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็พลังที่ดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว ฤทธิ์พลังทั้งหมดถูกส่งไปที่เนื้อหนังที่ปกคลุมอวัยวะภายใน ทุกๆ เสี้ยวของพลังถูกหลอมรวมกับกล้ามเนื้อและิั แม้ความเ็ปจะทรมานจนเกือบทนไม่ไหว แต่ตู้เซ่าฝู่ก็รู้สึกได้ว่าร่างของเขากำลังแข็งแกร่งขึ้น...
ใต้หน้าผา ณ ้าแท่นหินั์แท่นหนึ่ง มีอสูราาพยัคฆ์กิเลนตัวหนึ่งที่แอบอยู่ลับๆ กำลังจับตามองดูตู้เซ่าฝู่ ในแววตาของมันเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกสงสัย
“อ๊าก...”
แต่ละครั้งที่พุ่งชน ตู้เซ่าฝู่จะร้องโหยหวนด้วยความเ็ป เขาปวดแสบปวดร้อนจนหน้าบูดและใบหน้าบิดเบี้ยว บริเวณนั้นจึงมีเสียงกระแทกอย่างรุนแรงปึงๆ กับเสียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ปของคนก้องกังวานอยู่ไม่ขาดสาย ดีที่อยู่ในช่องใต้หน้าผาจึงไม่น่ามีใครเห็นหรือได้ยิน
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานถึงสามวันสามคืน เสียงร้องโหยหวนด้วยความเ็ปนั้นจึงค่อยๆ สงบลง
ใต้หน้าผา มีกองเศษหินสุมจนเป็กองพะเนินเท่ากับเนินเขาเล็กๆ หินแผ่นใหญ่บริเวณนั้นถูกกระแทกจนเกิดฝุ่นจับตัวหนา ตู้เซ่าฝู่นอนแผ่อยู่บนกองเศษหิน ทั้งร่างมีรอยจ้ำบวมฟกช้ำจนเกิดสีเขียวเป็ดวงๆ ทั่วร่าง ร่างกายของเขาถึงขีดสุดแล้ว ไม่มีแรงหลงเหลือได้แต่นอนเป็อัมพาตเช่นนี้ไป
“ไม่ได้ ยังจะล้มไม่ได้ ยังมีฤทธิ์ยาหลงเหลือให้ฝึกต่อ”
ตู้เซ่าฝู่ตะเกียกตะกายปีนขึ้นมา จากนั้นนั่งขัดสมาธิอยู่บนกองหิน ฤทธิ์ยาของเห็ดหลินจือโลหิตทารกในร่างส่วนใหญ่ดูดซึมเข้าไปอยู่ในเนื้อหนังในร่างเขาแล้ว ทว่ายังคงมีพลังฤทธิ์ยาอีกมหาศาลค้างอยู่ในร่างกายของเขา
ตามการฝึกฌานของวิชาฝึกฌานของเหยี่ยวั์ปีกทอง ตู้เซ่าฝู่บ่มเพาะให้พลังฤทธิ์ยาของเห็ดหลินจือโลหิตทารกที่เหลืออยู่กลายเป็พลังปราณ และดูดซึมเข้าไปในจุดชีพจรเสินเชวี่ย เขากำลังเริ่มบำเพ็ญเพียรหล่อหลอมพลังปราณ
ตู้เซ่าฝู่นั่งอยู่บนกองเศษหิน รอบกายของตู้เซ่าฝู่เกิดประกายแสงสีทองอ่อนๆ ห่อหุ้ม และพลังปราณไหลเวียนทั่วร่าง จากนั้นก็มีพลังงานมากมายเคลื่อนไหวพุ่งเข้าออกจากร่างของตู้เซ่าฝู่ไม่หยุด เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ซ้ำไปซ้ำมา ดูแล้วช่างน่าพิศวง
ตู้เซ่าฝู่คิดว่าโลงศิลาในโถงบูชาบรรพบุรุษของบ้านสกุลตู้ช่วยพัฒนาทำให้สภาพร่างกายของเขาแข็งแรงยิ่งขึ้น เส้นลมปราณและจุดชีพจรต่างๆ ในร่างของเขาจึงแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป
ทว่าหลังจากฝึกวิชาฝึกฌานของเหยี่ยวั์ปีกทองแล้ว สภาพร่างกายเขาก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นดั่งร่างของอสูร เส้นลมปราณและจุดชีพจรก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น พลังปราณพัฒนาให้มีอานุภาพรุนแรงและมีปริมาณมากขึ้น จุดชีพจรเสินเชวี่ยยังสั่งสมปราณได้มากกว่าคนอื่นมากมาย
หลังจากบ่มเพาะพลังฤทธิ์ยาของเห็ดหลินจือโลหิตทารกในร่างกาย พลังปราณมากมายก็พุ่งเข้าสู่จุดชีพจรเสินเชวี่ย พลังปราณที่อยู่ในจุดชีพจรเสินเชวี่ยของตู้เซ่าฝู่ เพิ่มขยายขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน พลังปราณของในจุดชีพจรเสินเชวี่ยก็เพิ่มขึ้นถึงจุดอิ่มตัวแล้ว
ในขณะนี้ ฝ่ามือตั้งท่ารวบรวมพลังของตู้เซ่าฝู่เปลี่ยนไป แสงสีทองรอบกายของเขาเกิดเป็เสียงดังกังวาน และทันใดนั้นแสงนั้นก็กลายเป็แสงเจิดจ้าสีทองอร่าม พร้อมกับมีอักษรยันต์ไหลเวียนออกมา สุดท้ายเกิดเป็เงาของเหยี่ยวั์สีทองตัวอยู่ปรากฏอยู่ด้านหลังของเขา
บริเวณแห่งหนึ่งบนแท่นหินั์บนหน้าผา มีอสูราาพยัคฆ์กิเลนตัวหนึ่งเห็นร่างเงาของเหยี่ยวั์ปีกทอง ร่างของมันก็สั่นด้วยความหวาดกลัว
“ปึง!”
เกิดเสียงดังก้องเบาๆ ออกมาจากจุดชีพจรเสินเชวี่ย อักษรยันต์ด้านหลังตู้เซ่าฝู่ก่อตัวเป็ร่างเงาของเหยี่ยวั์ปีกทอง จากนั้นอักษรนั้นก็เรียงตัวใหม่ไหลเข้าไปสู่ในร่างของเขา สุดท้ายแสงสีทองอร่ามก็ค่อยๆ จางหายไป
“ฟู่!”
เมื่อบริเวณนั้นทุกอย่างเงียบสงัด ตู้เซ่าฝู่ก็เป่าปราณโสมมในร่างกายออกมา ดวงตาสองข้างเปิดออกทันใด ดวงตาของเขาดูสุกใสเป็ประกายมีแสงทองอ่อนๆ ลมปราณที่ออกมายาวนานและให้ความรู้สึกที่แข็งแกร่ง
“ขั้นเบิกนภาในระดับขั้นััพลังลี้ลับ”
ตู้เซ่าฝู่รู้สึกได้ถึงพลังในร่างกายที่เปลี่ยนแปลง เขาปีติยิ้มออกมาอย่างพอใจ ความเหนื่อยล้าและบอบช้ำอย่างแสนสาหัสก่อนหน้าได้หายไปแล้ว ใบหน้าของเขาดูสดชื่น ท่าทางกระปรี้กระเปร่า นึกไม่ถึงว่าครั้งนี้จะสามารถทำให้ขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสร้างรากฐาน กลายเป็ขั้นเบิกนภาในระดับขั้นััพลังลี้ลับได้
ทันใดนั้นเอง ตู้เซ่าฝู่ััได้ถึงอะไรบางอย่าง ร่างที่กำลังนั่งขัดสมาธิลุกขึ้น เขาเงยหน้า และมองอย่างระแวดระวัง
“โฮก!”
เสียงคำรามสนั่นราวกับฟ้าผ่าดังขึ้นมา บนหน้าผา มีอสูรเสือั์ตัวหนึ่งขนาดราวๆ ยี่สิบจั้งกำลังสยายปีกบินว่อนลงมา เมื่อมันกระพือปีกทำให้เกิดลมพายุกระแทกหินที่หน้าผาแตกเป็เศษ
“อสูราาพยัคฆ์กิเลน”
ตู้เซ่าฝู่มีสีหน้าใ อสูรเสือั์ที่ปรากฏตัวคืออสูราาพยัคฆ์กิเลนที่คิดจะแย่งชิงเห็ดหลินจือโลหิตทารกที่ช่องเขาจิตพิภพกับเขา นึกไม่ถึงว่าอสูราาพยัคฆ์กิเลนจะมาปรากฏตัวที่นี่
“โฮก!”
อสูราาพยัคฆ์กิเลนเก็บปีกของมันและเข้าไปยืนข้างหน้าตู้เซ่าฝู่ เขารู้สึกประหลาดใจ เมื่อมันหันหน้ามามองตู้เซ่าฝู่ แววตาที่ดุดันของมันก็กลายเป็แววตาที่อ่อนโยนเป็มิตรในทันใด ดูแล้วไร้พิษสง มันร้องออกมาเบาๆ ราวกับว่าอยากพูดอะไร
ตู้เซ่าฝู่ตะลึงงงงวย เขารับรู้ได้ว่าอสูราาพยัคฆ์กิเลนที่ดุร้ายผิดแปลกจากปกติ ขณะนี้ดูไม่มีพิษไม่มีภัย ราวกับว่ามันกำลังแสดงออกถึงความนบนอบของมันที่มีต่อเขา
“เ้าอยากตามข้ามาหรือ?” ตู้เซ่าฝู่พยายามเก็บความสงสัยประแปลกใจไว้ในใจเพื่อจะสำรวจท่าที จึงลองพูดคุยอสูราาพยัคฆ์กิเลนที่มาปรากฏตัวต่อหน้า
“โฮก!”
อสูราาพยัคฆ์กิเลนร้องตอบเบาๆ และผงกหัว ราวกับว่ามันสามารถเข้าใจคำพูดของตู้เซ่าฝู่
“เ้าเข้าใจที่ข้าพูดหรือ?”
ตู้เซ่าฝู่ใมาก ในแนวเขาอสุรกายอสูราาพยัคฆ์กิเลนคืออสูรที่จัดอยู่ในขั้นาาอสูรแล้ว สูงพอถึงระดับที่สามารถรับรู้ทางจิตได้ ได้ยินว่าอสูรที่แข็งแกร่งมากจะสามารถรับรู้ทางจิตได้จึงเข้าใจคำพูดของมนุษย์ อสูรที่แข็งแกร่งมากกว่าขั้นนั้นยังสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ด้วย
ตู้เซ่าฝู่ยังเคยได้ยินตำนานเื่หนึ่ง หากอสูรร้ายฝึกฌานบรรลุถึงระดับหนึ่ง จะสามารถพัฒนาตัวเองเป็มารได้ และสุดท้ายจะสามารถแปลงร่างเป็มนุษย์ เพียงแต่อสูรที่กลายร่างเป็มาร และแปลงร่างเป็คนได้นั้น ตอนนี้ก็ยังเป็แค่เื่ในตำนาน
“โฮก!”
อสูราาพยัคฆ์กิเลนหยักหน้าอีกครั้ง มองตู้เซ่าฝู่ด้วยสายตาเคารพนบนอบ แววตาเสือที่ดุร้ายกลายเป็แววตาที่เชื่อและใจดี
“ถ้าอย่างนั้น เ้าอยู่ในระดับขั้นชีพจรประสานิญญาแล้วหรือ?”
ตู้เซ่าฝู่ประหลาดใจและรู้สึกตื่นเต้นมาก อสูราาพยัคฆ์กิเลนตัวนี้ถึงระดับขั้นที่สามารถสื่อจิตได้ อสูรที่สามารถรับรู้ทางจิตได้อย่างน้อยก็ต้องเป็อสูรที่อยู่ในขั้นชีพจรประสานิญญาแล้ว อสูรที่อยู่ในขั้นชีพจรประสานิญญา ผู้ฝึกฌานที่อยู่ในระดับฌานขั้นเดียวกับมันยังไม่สามารถเอาชนะได้เลย และในเมืองสือเฉิงยังไม่มีจอมยุทธคนใดที่มีฌานถึงขั้นชีพจรประสานิญญาเลย สำหรับยอดฝีมือหลายคนแล้ว ขั้นชีพจรประสานิญญาเป็ขั้นที่สูงเกินกว่าจะไปได้ถึง
“โฮก!”
อสูราาพยัคฆ์กิเลนพยักหน้าอีกครั้ง เป็การตอบว่ามันอยู่ในขั้นชีพจรประสานิญญาแล้ว
“อึก!”
ตู้เซ่าฝู่กลืนน้ำลายเป็เสียงอึกๆ าาอสูรที่อยู่ขั้นชีพจรประสานิญญาปรากฏต่อหน้าตนเอง เพื่อมาสวามิภักดิ์ให้กับตน หรือว่าพลังปราณและวรยุทธของเขาสูงส่งจนทำให้อสูราาพยัคฆ์กิเลนยอมก้มหัวให้เขาเลยหรือ
