ณ หน่วยทหาร
ราวกับขุนนางฝ่ายบู๊จะกรูกันเข้าไปในห้องตำราของเฉินไจ่เหยียนจนหมดคนเหล่านี้เป็ทหารที่มีชื่อเสียงในแถบชายแดน พวกเขาไม่พูดอะไรเลยแม้แต่น้อยทว่ากลับใช้สายตาแสดงถึงความเกรี้ยวโกรธในใจ ขณะที่เฉินไจ่เหยียนรายงานเื่ของใต้เท้าห่าวผิงอันในท้องพระโรงสำหรับทุกคนในหน่วยทหาร มันเป็เื่ที่ไม่มีใครรับได้ ในสายตาของพวกเขาเฉินไจ่เหยียนก็เป็แค่คนชั่วที่น่าสมเพชเท่านั้น
เื่ชมรมสี่ทิศถูกเก็บเป็ความลับฉะนั้นต่อให้จะเป็แม่ทัพหรือทหารในหน่วยทหารก็ไม่มีใครรู้เื่นี้ ในที่นี้จึงมีเพียงหวังไคไท่และฟางเต้าจือเท่านั้นที่รู้เื่ดีที่สุด
“กลับไปเถอะ”
หวังไคไท่ถอนหายใจ“เื่นี้พวกเ้าไม่รู้เื่ ที่ใต้เท้าทำไปทั้งหมดก็เพราะความจำเป็หากไม่ใช่เพราะจะทำให้คนจำนวนมากต้องตาย ใต้เท้าก็คงไม่มีทางทำเื่แบบนี้...”
เขายังอยากพูดต่อแต่กลับถูกฟางเต้าจือกระตุกแขนเสื้อเอาไว้ในห้องนี้ ไม่รู้ว่ามีใครที่เป็คนของไทเฮาบ้าง ฉะนั้นพูดแค่นี้ก็เกินพอแล้ว เื่ของชมรมสี่ทิศเพิ่งเกิดขึ้น่กลางดึกเมื่อวานแต่รุ่งเช้าอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายซูเม่าก็รู้เื่แล้ว หากไม่ใช่เพราะเฉินไจ่เหยียนแก้ไขสถานการณ์ได้ละก็ตอนนี้หน่วยทหารคงต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แล้ว
เหล่าแม่ทัพต่างก็ไม่มีใครยอมกลับพวกเขารอฟังคำอธิบายจากเฉินไจ่เหยียนอยู่
เฉินไจ่เหยียนยิ้มอย่างทุกข์ใจแต่เขากลับไม่ได้พูดอะไรออกมา
ในที่สุดแม่ทัพเหล่านี้ก็ถูกหวังไคไท่และฟางเต้าจือไล่กลับแต่สายตาตอนที่พวกเขาจากไป ต่างมองมาที่เฉินไจ่เหยียนด้วยความแค้น ไม่มีใครสามารถแทนที่ใต้เท้าห่าวผิงอันในใจของทุกคนได้ห่าวผิงอันใช้ทั้งชีวิตทำเพื่อหน่วยทหาร ทำให้ทุกคนต่างเคารพรักเขาเป็อย่างมาก
หลังจากทุกคนจากไปสีหน้าของเฉินไจ่เหยียนก็ยังไม่ดีขึ้น “เื่นี้ไม่ชอบมาพากลคนที่รู้เื่นี้ก็มีเพียงไม่กี่คน แล้วจะถูกแพร่งพรายออกไปได้อย่างไร”
หวังไคไท่พูดขึ้น “เป็ข้าเลอะเลือนเองหากตอนนั้นข้าไม่เอาตัวทุกคนเข้ามาในค่าย คาดว่าเื่นี้ก็คงไม่รั่วไหลออกไปเร็วขนาดนี้”
ฟางเต้าจือเบ้ปาก “กลัวจะไม่เกี่ยวกับเ้าน่ะสิต่อให้คนของไทเฮาเห็นเ้าเอาตัวคนเ่าั้ไปค่ายแล้วอย่างไรกันพวกเขาจะสามารถสืบเื่ราวทั้งหมดได้ภายในสี่ชั่วโมงเลยหรือ?ฉะนั้นเื่นี้ ไม่มีทางรั่วไหลไปจากคนที่ไม่รู้เื่แน่นอน”
หวังไคไท่มองไปที่เฉินไจ่เหยียน“ตอนนี้จะทำอย่างไรดี? ถึงแม้ทางด้านาาจะยังยื้อเอาไว้ได้แต่ฝั่งไทเฮาต้องทรงหาทางสืบหน่วยทหารอย่างรวดเร็วแน่”
เฉินไจ่เหยียนพูดขึ้น“ที่นึกได้ข้าก็ทำไปหมดแล้ว ฉะนั้นถึงให้าาเลื่อนการประชุมออกไปสองชั่วโมงเมื่อประตูเมืองฟางกู้ประตูแรกเปิดออก ข้าได้สั่งให้คนส่งตัวครอบครัวของท่านเสนาบดีคนเก่าออกนอกเมืองแล้วข้าแบ่งคนทั้งหมดออกเป็หกกลุ่ม แต่ทั้งหกกลุ่มนี้ล้วนเป็ตัวปลอมต่อให้คนของไทเฮาจะตามจนเจอก็ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง เพราะที่จริงแล้วครอบครัวของท่านเสนาบดีคนเก่ายังอยู่ในเมือง”
เขาไม่ได้พูดฉะนั้นหวังไคไท่และฟางเต้าจือก็ไม่ได้พูด นี่เป็ความลับสุดยอดยิ่งคนรู้น้อยมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี หากคนในครอบครัวของท่านเสนาบดีคนเก่าตกอยู่ในมือไทเฮาเมื่อไหร่จุดจบจะเป็อย่างไรก็ไม่มีใครกล้าคิด
“ที่โชคดีก็คือเมื่อคืนคนในชมรมสี่ทิศตายหมดแล้ว ฉะนั้นต่อให้ไทเฮาจะทรงสืบก็คงสืบไม่เจออะไรเมื่อคืนนี้จวงเฟยเฟยสั่งให้คนที่เชื่อถือได้ในโรงจวี้ฉ่างปลอมตัวเป็คนของชมรมสี่ทิศคนพวกนี้ได้ให้ปากคำหมดแล้ว บอกว่าท่านเสนาบดีคนเก่าให้พวกเขาทำงานหาเงินมาช่วยทหารที่ยากลำบากนอกนั้นก็ไม่รู้อะไรอีก”
เขามีเวลาแค่สองชั่วโมงแต่ก็สามารถจัดการเื่ทั้งหมดนี้ได้แล้ว
หวังไคไท่พูด“เื่นี้หากไม่ได้แพร่งพรายออกไปโดยคนที่ไม่รู้เื่มากพออย่างนั้นจะเป็ใครไปได้?”
เฉินไจ่เหยียนส่ายหน้า “พวกเราไม่อาจสงสัยทุกคนที่อยู่ในตอนนั้นได้เพราะหากเราสงสัยเมื่อไหร่ มันก็เป็เหมือนหายนะของหน่วยทหาร หากคนของหน่วยทหารไม่เชื่อใจกันมันน่ากลัวเสียยิ่งกว่าศัตรูเสียอีก”
ฟางเต้าจือพูด“แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หนึ่งในนั้น...”
เฉินไจ่เหยียนโบกมือ “อย่าพูดเชียวนะ!”
ฟางเต้าจือชะงักไป จากนั้นก็ถอนหายใจ“ช่างเถอะ ในเมื่อใต้เท้าก็นึกได้เหมือนกัน อย่างนั้นข้าก็ไม่พูดแล้ว”
“ตอนนี้พวกเ้าช่วยข้าคิดหน่อยว่ายังมีเื่อะไรรั่วไหลไปอีก เกรงว่าอีกไม่นานคนของราชสำนักต้องมาสืบเื่นี้แน่ๆ ตอนนี้ยังมีข่าวดีอีกเื่ก็คือ าาทรงมอบเื่นี้ให้หน่วยงานอื่นดูแลแทนเป็คนในวังหลวงที่ถูกจัดขึ้นโดยเฉพาะคนที่รับผิดชอบเื่นี้ก็คือหลี่ชางหลี่ขันทีคนสนิทของไทเฮาและอันเฉิง อันเฉิงเป็คนที่เชื่อใจได้ฉะนั้นหากมีเื่อะไรเขาจะคอยบอกเราก่อน”
ฟางเต้าจือถามขึ้น“ตอนนั้นอันเฉิงเป็คนที่ไทเฮาทรงส่งให้ไปดูแลาาไม่ใช่หรือ?”
เฉินไจ่เหยียนพยักหน้า“นี่เป็หมากที่ไทเฮาทรงเดินผิดพลาดมากที่สุด พระนางไม่มีทางนึกถึงเลยว่าอันเฉิงจะอยู่ข้างาา”
ขณะเดียวกัน ณ สำนักวรยุทธ์เบิก์
สถานที่จัดงานศพถูกเตรียมเสร็จแล้ว ชายร่างกำยำที่สวมชุดขาวแบ่งออกเป็สองฝั่ง
“จิงสานลิ้งไม่มีครอบครัว แต่พวกเราก็เป็เหมือนครอบครัวเขา”
อันเจิงมองจิงสานลิ้งที่นอนอยู่อย่างสงบนิ่ง“ตอนนั้นข้าพาเ้าจากชายแดนมา ยังคุยกันไว้ดิบดีว่าจะทำการใหญ่ด้วยกัน ข้าขอสาบานนับจากวันนี้เป็ต้นไป คนในสำนักวรยุทธ์เบิก์จะไม่มีใครต้องจากไปอีก”
น้ำเสียงที่เขาพูดออกมาราวกับมีความเ็ปที่ไม่อาจบรรยาย
“ตามหลักแล้วต้องรอให้ครบสามวันจึงจะนำไปฝัง”
อันเจิงพูดกับคนในสำนัก“การทำพิธีต้องรอให้ทุกคนมากราบศพก่อน แต่คนใกล้ชิดของจิงสานลิ้งก็อยู่ที่นี่หมดแล้วฉะนั้นพวกเราก็ควรให้เขาได้พักผ่อนเร็วหน่อย”
ชายร่างกำยำแปดคนยกโลงศพขึ้นจากนั้นก็นำร่างของจิงสานลิ้งวางลงไปในโลง พวกเขายกโลงศพขึ้นรถม้าจากนั้นก็เดินตามรถม้าจากสำนักวรยุทธ์เบิก์ไปอย่างสงบ
อันเจิงเดินไปข้างโลงศพแล้วพูดเสียงเบา“พี่จิง ขอให้ิญญาเ้าจากไปอย่างสงบและปกป้องคนที่อยู่อีกหลายชีวิตให้ทุกคนมีชีวิตที่สงบสุขตลอดกาล”
คนที่อยู่ข้างกายเขาได้ยินคำพูดเหล่านี้แต่กลับไม่มีใครเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในนั้น
ขบวนขนศพค่อย ๆ เคลื่อนย้ายออกจากสำนักวรยุทธ์เบิก์จากนั้นก็เดินไปตามทางออกนอกเมือง ผู้คนบนถนนหยุดชะงักฝีเท้าทันทีพวกเขาต่างกระซิบถามกันว่าใครตาย มีบางคนรู้ว่าเป็ขบวนจากสำนักวรยุทธ์เบิก์ถึงแม้จะไม่รู้ว่าใครตาย แต่พวกคนที่เคยได้รับการช่วยเหลือจากสำนักวรยุทธ์เบิก์ต่างก็เข้าร่วมขบวนนี้เมื่อเดินไปถึงประตูเมือง ขบวนเคลื่อนย้ายศพก็มีคนเข้าร่วมประมาณพันกว่าคนแล้ว
หลังจากที่สำนักวรยุทธ์เบิก์มาถึงเมืองฟางกู้ประชาชนรอบด้านต่างก็ได้รับความช่วยเหลือจากพวกเขา บางคนรู้สึกขอบคุณแต่ก็เก็บไว้ในใจก็เหมือนกับประชาชนที่เดินตามขบวนเคลื่อนย้ายศพอย่างเงียบ ๆพวกเขาไม่รู้ว่าใครในสำนักวรยุทธ์เบิก์ที่จากไป แต่พวกเขาก็ยินดีจะเข้าร่วมขบวนส่งศพไปฝัง
ประตูเมืองยามนี้มีการตรวจสอบที่เข้มงวดมากแน่นอนว่าต้องมีคนของไทเฮาจับตาดูอยู่ เพราะจู่ ๆ คนในครอบครัวของห่าวผิงอันก็หายไปเื่นี้ทำให้ไทเฮาทรงกริ้วอย่างมาก ทรงรับสั่งให้หาตัวคนพวกนี้มาให้ได้ฉะนั้นทุกคนที่อยู่ใต้อำนาจของไทเฮาจึงปรากฏตัวออกมาทั้งหมด
ที่หน้าประตูเมือง ทหารเฝ้าประตูและคนของไทเฮาแยกออกเป็สองฝั่งทั้งสองฝ่ายแบ่งแยกกันชัดเจน
ถึงแม้าามู่ฉางเยียนจะไม่ได้ทรงสั่งการให้กรมราชทัณฑ์ลงมาดูแลเื่นี้แต่ถึงกระนั้น คนของกรมราชทัณฑ์ก็ได้รับคำสั่งมาจากไทเฮาคนที่สามารถออกมาจัดการเื่นี้ได้ก็ออกมากันหมด เ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์สวมชุดทางการและตรวจสอบทุกคนที่ออกนอกเมืองส่วนทหารเฝ้าประตูเมืองก็ยืนมองด้วยสายตาที่เย็นะเื
“หยุดนะ!” เ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์เดินเข้ามาขวางขบวนส่งศพจากนั้นก็ขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้น “พวกเ้าเป็ใคร? จะไปไหน?”
ตู้โซ่วโซ่วที่เดินอยู่หน้าสุดพูดขึ้น“พวกเ้าดูไม่ออกรึ?”
“ข้าถามเ้า เ้าก็ต้องตอบ”
ตู้โซ่วโซ่วจ้องเข้าไปที่ดวงตาของเขาแล้วพูดขึ้นทีละคำ “เรียนใต้เท้า คนในครอบครัวข้าเสียชีวิต พวกข้ากำลังจะเอาไปฝังนอกเมือง”
“ทุกคนต้องผ่านการตรวจสอบก่อนต่อให้จะเอาคนตายไปฝังก็ไม่เว้น”
เ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์คนนั้นโบกมือ เ้าหน้าที่คนอื่นๆ อีกกว่าสิบคนก็ล้อมเข้ามา จากนั้นเริ่มตรวจสอบทีละคน คนในครอบครัวห่าวผิงอันมีไม่มากได้แก่แม่ที่แก่ชรา ภรรยาของเขา และบุตรชายเพียงคนเดียวที่รับราชการอยู่ต่างแดน ฉะนั้นในเมืองหลวงจึงเหลือเพียงหญิงสองคนเท่านั้นเพราะระยะทางที่ไกลกัน ทำให้บุตรชายของห่าวผิงอันยังกลับมาไม่ถึง ตามหลักแล้วต่อให้จะเร่งเดินทางอย่างไรก็ต้องใช้เวลาหนึ่งเดือนเต็มจึงจะมาถึง และั้แ่ห่าวผิงอันตายจนถึงตอนนี้ยังไม่ถึงยี่สิบวันเลยด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าในขบวนไม่มีผู้ต้องสงสัยฉะนั้นต่อให้จะสืบอย่างไรก็ไม่เจออยู่ดี
เ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์คนนั้นเดินมาหน้ารถที่วางโลงศพเขาจ้องอย่างละเอียด บนรถนอกจากโลงศพแล้วก็ไม่มีใครหรือของอะไรอีก
“เปิดโลงให้ข้าดูหน่อย!”
เขาโบกมือ“ต่อให้จะตายแล้วก็ต้องให้ข้าดูก่อน ถึงจะออกนอกเมืองได้”
ตู้โซ่วโซ่วกระชากเสื้อของเขา“เ้าอยากตายหรืออย่างไร? ข้าจะบอกให้ตัวเ้าไม่มีค่าอะไรในสายตาข้าแม้แต่น้อย ข้ามีเป็พันวิธีที่จะทำให้เ้าตาย หากเ้ากล้าแตะต้องโลงศพพี่ชายข้าละก็ข้าจะให้เ้าไม่ได้ตายดี”
เห็นได้ชัดว่าเ้าหน้าที่คนนั้นถูกตู้โซ่วโซ่วขู่จนใแต่ทว่าเขายังกัดฟันแล้วเชิดหน้าขึ้น “เ้า...เ้าคิดจะทำอะไร!กล้าสามหาวกลางวันแสก ๆ ไม่อยากมีชีวิตแล้วใช่หรือไม่!”
ตู้โซ่วโซ่วพูดด้วยความโมโห “เ้ายังเป็คนอยู่หรือไม่?หากคนในบ้านเ้าตายแล้วมีคนจะมาเปิดโลง เ้าจะยอมหรือไม่? จะยอมหรือไม่?!”
เ้าหน้าที่คนนั้นใจนหน้าขาวซีด“นี่...เป็กฎที่เข้มงวดจากราชสำนัก ใครก็ห้ามฝ่าฝืน ข้าจะเตือนเ้านะหากเ้ายังทำแบบนี้ข้าจะชักมีดแล้วนะ”
ตู้โซ่วโซ่วพูด “ข้ารับประกันว่าเ้าจะตายก่อนได้ชักมีดออกมาแน่”
เ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ที่อยู่ด้านหลังพุ่งออกมาและคิดลงมือกับตู้โซ่วโซ่วแต่ทว่าทหารเฝ้าประตูรู้จักกับอันเจิง รู้ว่าอันเจิงเป็คนของหน่วยทหารฉะนั้นทหารเฝ้าประตูก็พุ่งออกมาเช่นกัน พวกเขาเข้าไปล้อมคนของกรมราชทัณฑ์ไว้เดิมทีคนของกรมราชทัณฑ์ก็ไม่ได้มีความกล้าอะไร แค่ชายร่างกำยำในสำนักวรยุทธ์เบิก์โมโหพวกเขาก็รู้สึกเกรงกลัวมากแล้ว ขณะนี้ทหารเฝ้าประตูยังพุ่งออกมาอีกพวกเขาจึงรู้ว่าเื่นี้เกินกำลังของตัวเอง
“เปิดให้พวกเขาดู”
อันเจิงเดินเข้ามาจากนั้นก็มองไปที่คนของกรมราชทัณฑ์ด้วยสายตาที่เย็นเฉียบ “เ้าจำคำที่ข้าพูดในวันนี้เอาไว้...วินาทีที่เ้าเปิดโลงออกพวกเ้าทุกคนในที่นี้ก็ใกล้จะเข้าโลงแล้วเหมือนกัน”
เ้าหน้าที่เ่าั้ใจนร่างสั่นเทาจากนั้นก็โบกมือ “ไปเถอะ ๆ ข้าไม่ได้จงใจจะรังแกพวกเ้าสักหน่อย มันเป็คำสั่งจากราชสำนัก...คนตายเป็เื่ใหญ่งั้นข้าจะไม่ถือสาพวกเ้าแล้วกัน”
อันเจิงมองเขาแวบหนึ่งจากนั้นก็ก้าวเท้าไปด้านหน้า ขบวนเริ่มเคลื่อนที่อีกครั้งขณะนี้ผู้คนที่มามุงดูก็มากขึ้นเรื่อย ๆ
ขบวนเพิ่งเริ่มเคลื่อนไปได้ไม่นาน ถีจี้ของกรมราชทัณฑ์ก็ตามมาพวกเขาพาคนมาไม่ต่ำกว่าร้อยคน
ถีจี้ของกรมราชทัณฑ์มีความสามารถระดับสูงมีเพียงคดีใหญ่เท่านั้นทางกรมถึงจะให้ถีจี้เข้ามาช่วยตรวจสอบ
ถีจี้จะขี่ม้าและสวมชุดทางการสีแดง ที่ไหล่มีผ้าคลุมขนาดใหญ่เมื่อถีจี้เคลื่อนตัว ราวกับพวกเขากำลังกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ด้านหน้า
“ถีจี้ของกรมราชทัณฑ์กำลังตรวจสอบคดีขบวนด้านหน้าหยุดเดี๋ยวนี้!”
มีเสียงดังขึ้นจากขบวนถีจี้พวกเขาขี่ม้ามาเป็ขบวน คนจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยคนขวางหน้าขบวนส่งศพไว้
“หยุดเดี๋ยวนี้และยินยอมให้พวกข้าตรวจสอบ!”
นายกองทหารของถีจี้มองอันเจิงและพวกก่อนจะยกมือคารวะ“ต้องขอโทษจริง ๆ ข้าไม่ควรมารบกวนคนตาย แต่เพราะได้รับคำสั่งมาจากกรมราชทัณฑ์ ถือว่าข้าล่วงเกินก็แล้วกัน”
เขาคนนี้เป็ชายอายุประมาณยี่สิบห้าถึงยี่สิบหกปีมีหน้าตาหล่อเหลา ร่างกายที่ดูแข็งแรงบวกกับชุดทางการของถีจี้ทำให้ตัวเขาดูมีอำนาจไม่น้อย
“เ้าคืออันเจิงศิษย์สำนักวรยุทธ์ชางรึ?”
นายกองทหารของถีจี้ะโลงจากหลังม้า“ข้าชื่อถางไทเช้อ นายกองทหารแห่งกรมราชทัณฑ์ ได้รับคำสั่งให้มาตรวจสอบคดีล่วงเกินแล้ว”
อันเจิงเห็นเขาพูดจาดีมีมารยาทฉะนั้นจึงยกมือขึ้นคารวะ “คารวะท่านนายกองทหาร”
ถางไทเช้อถามขึ้น “คนที่ตายคือใครกัน?”
อันเจิงตอบกลับ “เป็พี่น้องในสำนักวรยุทธ์เบิก์ขณะประลองไม่ได้ระวังจึงเสียชีวิต”
การประลองระหว่างผู้ฝึกพลังวัตรเป็เื่ยากที่จะไม่เกิดการตาย ฉะนั้นเื่ระหว่างผู้ฝึกพลังวัตร กรมราชทัณฑ์จะไม่เคยถามถึงแคว้นเยี่ยนมีหน่วยที่ดูแลคดีระหว่างผู้ฝึกพลังวัตรอยู่แล้ว ชื่อจงกวันซืออยู่ในการดูแลของตำหนักวิหาร์ ไม่ได้อยู่ในความดูแลของสำนักใด ๆ ทั้งนั้นฉะนั้นเมื่อผู้ฝึกพลังวัตรได้รับาเ็จากการประลอง คนของกรมราชทัณฑ์จึงไม่เข้ามาวุ่นวายแต่เพราะครั้งนี้เป็คำสั่งมาจากไทเฮา จึงทำให้ถางไทเช้อไม่อาจฝ่าฝืนได้ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ชอบไทเฮาและรู้ว่านี่เป็การรบกวนคนที่ตายไปแล้วก็ตาม
“ต้องขอโทษด้วย ให้ข้าดูคนตายหน่อยได้หรือไม่?”
ถางไทเช้อกล่าวขอโทษ “ข้ารู้ว่าเื่นี้ออกจะเกินไปหน่อยแต่ข้าไม่มีทางเลือกอื่นจริง ๆ”
อันเจิงส่ายหน้าแล้วตอบกลับเพียงคำเดียว“ไม่ได้”
