ต้นกำเนิดของกล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตนั้นลึกลับ และหนิงเทียนยังไม่รู้รายละเอียดที่แท้จริงของมัน
มันสามารถกลืนและปรับแต่งพลังแห่งความโกลาหลได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็มีเพียงสี่ใบเท่านั้น การบริโภคจึงมีจำกัด ในทุกหนึ่งชั่วยาม หนิงเทียนต้องสละล่าถอยและพักในทุกๆ ครึ่งชั่วยาม ไม่เช่นนั้นร่างกายของเขาจะทนไม่ไหว
หลังจากทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในที่สุดหนิงเทียนก็ค้นพบว่ามีแสงโกลาหลจำนวนมากรวมตัวกันในตันเถียนของเขา ทำให้มันกลายเป็ทะเลสาบแห่งความโกลาหลที่เข้าหล่อเลี้ยงกล้วยไม้เซียนเก้าชีวิต
ร่องรอยของแสงโกลาหลถูกรวมเข้ากับกระแสวังวนพลังที่ก่อตัวเป็หอคอยพลังแห่งแรกและหอคอยพลังที่สอง ซึ่งช่วยปรับปรุงคุณภาพและพลังของหอคอยพลังอย่างมีนัยสำคัญ
ในการปลูกเส้นลมปราณที่สาม จำนวนกระแสวังวนพลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หนึ่งพัน สามพัน ห้าพัน และในที่สุดก็เสร็จสิ้นการจัดเรียงกระแสวังวนพลังระดับสี่ และเริ่มเปลี่ยนรูปแบบไปสู่หอคอยพลัง
ในขณะนั้นบันไดก็สั่นะเื ความโกลาหลแผ่ขยายออกมา ฉากที่น่าใปรากฏขึ้น จากนั้นทัณฑ์์ก็ปรากฏขึ้น และเริ่มโจมตีร่างกายของหนิงเทียน
เว่ยซูเสวี่ยใมาก นางร้องลั่น พร้อมกับรีบวิ่งเข้าไป
“อย่าเข้ามา!”
หนิงเทียนะโ สถานที่แห่งนี้อันตรายอย่างยิ่ง หากเว่ยซูเสวี่ยเข้ามา มีความเป็ไปได้สูงที่นางจะไม่รอด
“หนิงเทียน เ้าถอยออกมาเร็ว เร็วสิ”
เว่ยซูเสวี่ยร้องะโอย่างกังวล แต่กลับเห็นหนิงเทียนส่ายหัวและโบกมือให้นาง
“ข้าต้องผ่านพ้นทุกข์ไปให้ได้ ศิษย์พี่ดูแลตัวเองด้วย”
ทั้งร่างของหนิงเทียนถูกอาบไปด้วยพลังจากทัณฑ์์ เืจากทวารทั้งเจ็ดหลั่งรินภายใต้การะเิแห่งหายนะจาก์ จิติญญาการต่อสู้ลุกไหม้อยู่ในอก ร่างกายฉีกออกเป็ชิ้นๆ แต่เขายังคงกัดฟันยืนหยัดต่อไป และรีบเร่งขึ้นไปด้วยกำลังทั้งหมดของตน
กล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตต่อสู้อย่างสุดกำลังเพื่อนำทางแผนที่จิติญญาทั้งเก้าในร่างกายของหนิงเทียนให้ฟื้นตัวเต็มที่ เมื่อรวมกับความแข็งแกร่งของขอบเขตผนึกดาราขั้นสาม เขาจึงสามารถเผชิญกับทัณฑ์์คราวนี้ได้
หอคอยพลังทั้งสามในร่างกายของหนิงเทียนสั่นะเืและถูกเผาไหม้ กลืนแสงแห่งความโกลาหล ก่อนจะก่อตัวเป็วงจรสามเหลี่ยมที่ปลดปล่อยพลังสูงสุดออกมา มันทั้งซ่อมแซมร่างกายที่เสียหายของหนิงเทียนและผลักดันเขาให้ก้าวไปข้างหน้า
ทัณฑ์์ภายใต้คลื่นหมอกแห่งความโกลาหลนั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง แต่โชคดีที่ขอบเขตของหนิงเทียนไม่ได้สูงส่ง ทัณฑ์์จึงกำหนดเป้าหมายอยู่เพียงขอบเขตผนึกดาราขั้นสามเท่านั้น ดังนั้นจึงยังมีโอกาสที่จะต่อกรกับมันได้
บงกชสีมรกตแกว่งไปแกว่งมา ต้นไม้แห้งเหี่ยวกลายร่าง ประตูิญญาและประตูสู่์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พวกมันล้วนถูกทำลายและจัดระเบียบใหม่ภายใต้ทัณฑ์์ ทว่าพวกมันยังคงเหนียวแน่นและไม่ยอมแพ้
ร่างกายของหนิงเทียนเปล่งประกาย เืหลั่งออกมาจากทุกรูขุมขน ก้าวแต่ละก้าวนองเืเยื้องย่างออกไปเพื่อมุ่งหน้าไปสู่ขั้นที่เก้า ภายใต้แรงกดดันสองเท่าของทัณฑ์์และหมอกแห่งความโกลาหล เขาก้าวขึ้นสู่ขั้นที่สิบด้วยเสียงอันดัง
เว่ยซูเสวี่ยรู้สึกกังวลมากจนกำหมัดแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล
หนิงเทียนกรีดร้องอย่างดุเดือด ผมยาวของเขายุ่งเหยิง มีเมล็ดพืชปรากฏขึ้นระหว่างคิ้ว ทว่าใน่เวลาต่อมาก็ถูกทำลายลงด้วยทัณฑ์์
กระดูกคิ้วร้าว พร้อมกับหนิงเทียนที่ถูกโจมตีอย่างหนัก แต่เขายังไม่ยอมแพ้ และเคลื่อนตัวไปยังขั้นที่สิบเอ็ดทั้งที่ยังกรีดร้อง
เว่ยซูเสวี่ยแทบจะร้องไห้เมื่อเห็นเช่นนี้ นางะโว่า “หนิงเทียนรีบกลับมาเร็ว อย่ารอช้าอีกเลย”
ภัยพิบัติจาก์ที่ดังกึกก้องนั้นหนาแน่นราวกับเมฆปกคลุมร่างกายของหนิงเทียน แทงทะลุอวัยวะภายใน ทะลุเส้นลมปราณและกระดูกของเขา ฉากนองเืและโศกนาฏกรรมนั้นทนไม่ได้ที่จะพบเห็น
หนิงเทียนก้าวเข้าสู่ขั้นที่สิบเอ็ด ร่างกายสั่นเทาอย่างไม่มั่นคง และเกือบจะล้มลงตรงนั้น
ภัยพิบัติอันวุ่นวายนั้นช่างบ้าคลั่งยิ่งนัก ราวกับมันไม่พอใจกับการไม่เชื่อฟังของหนิงเทียน และ้าทำลายเขา
หมอกโกลาหลเริ่มกลายเป็สิ่งมีชีวิต มันเหมือนกับูเา ทว่าก็คล้ายกระบี่และหอก ระดมโจมตีใส่ร่างหนิงเทียน หักแขนและบดขยี้หลังของเขา
หนิงเทียนคำราม เงยหน้าขึ้นมองและร้องคำรามขึ้นฟ้า แสงแห่งิญญาระหว่างคิ้วส่องสว่าง หอคอยพลังในร่างกายของเขาเริ่มแตกร้าว ทันใดนั้นเขาก็ก้าวเข้าสู่ขั้นสุดท้าย
แสงแห่งการทำลายล้างกระทบร่างของหนิงเทียนราวกับสายฟ้า สลายเส้นลมปราณ ทำลายแผนที่จิติญญา และบดขยี้หอคอยพลังของเขา
ร่างกายของหนิงเทียนเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย ทว่าจิติญญาแห่งการต่อสู้ยังคงลุกโชน ไม่ว่าร่างกายของเขาจะได้รับความเสียหายเพียงใด เขาก็ยังยืนหยัดอย่างมั่นคงในขั้นที่สิบสอง แล้วออกก้าวอันแสนทรหดไปยังสุดทาง
นั่นคือทางเข้าสู่ชั้นเก้าของเจดีย์ หายนะยังคงดำเนินต่อไป พลังแห่งความโกลาหลปกคลุมร่างของเขา แต่ก็เริ่มบรรเทาลงแล้ว
หนิงเทียนยังคงมุ่งมั่น จนกระทั่งภัยพิบัติจะหายไป จากนั้นเขาก็ทรุดตัวลงกับพื้น
เว่ยซูเสวี่ยยังคงร้องเรียก แต่นางไม่เห็นหนิงเทียนเลย หัวใจของนางเต็มไปด้วยความวิตกกังวล แต่ไม่มีสิ่งใดที่นางสามารถทำได้
หลังจากรอคอยเป็เวลานาน เว่ยซูเสวี่ยก็ค่อยๆ สงบลง
“หวังว่าเ้าจะปลอดภัย ข้าจะลองสร้างหอคอยวังวนพลังในแบบของเ้าดู”
เมื่อหันหลังกลับ เว่ยซูเสวี่ยก็เดินไปที่ซากปรักหักพัง นางใช้เวลาไม่นานในการเข้าใจความลึกลับตรงหน้า
...
ลมหมดสติที่ทางเข้าชั้นเก้าของเจดีย์ เขาตื่นขึ้นมาด้วยความเหนื่อยล้า ทว่าร่างกายของเขายังคงสมบูรณ์อยู่
หนิงเทียนตกตะลึง เขาจำได้ชัดเจนว่าเขาเกือบถูกฆ่าตายด้วยทัณฑ์์และหมอกแห่งความโกลาหล อวัยวะภายในแตกสลาย เส้นลมปราณและกล้ามเนื้อล้วนถูกทำลาย ทำไมตอนนี้ถึงไม่มีอะไรเกิดขึ้น ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเป็เพียงความฝัน?
หนิงเทียนลุกขึ้น ร่างของเขาเซไปจนเกือบจะล้มลงกับพื้น โชคดีที่เขาลุกขึ้นได้ทันเวลา
“ความรู้สึกนี้เหมือนกับการฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยร้ายแรง”
หลังจากนำหินิญญาออกมาหลายร้อยก้อน กลืนกินและปรับแต่งมัน สภาพร่างกายของหนิงเทียนก็ดีขึ้นเล็กน้อย
หนิงเทียนก้าวไปข้างหน้าเพื่อเข้าสู่ชั้นเก้าของเจดีย์ พื้นที่ในที่แห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงสามจั้งเท่านั้น
มีแท่นหินทรงกลมสูงประมาณครึ่งคนอยู่ตรงกลาง ้ามีหอคอยน้อยสูงไม่เกินสามชุ่นตั้งอยู่
ใต้แท่นหินมีอสูรสามเศียรหกกรนั่งอยู่ ทั้งร่างปกคลุมไปด้วยเกล็ดพิเศษที่ดูคล้ายชุดนักรบ
จิตใจของหนิงเทียนตึงเครียด นี่เป็ครั้งแรกที่เขาเผชิญหน้ากับอสูรสามเศียรหกกร แม้จะเห็นด้วยตาตนเองก็ตาม เขาก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลย
นี่คือิญญาเหนือธรรมชาติที่มีอยู่ในตำนานเท่านั้น มันมาปรากฏที่นี่ได้อย่างไร?
หนิงเทียนหรี่ตาลงเล็กน้อย เขานึกถึงลวดลายบนแผ่นศิลา เป็ไปได้หรือไม่ว่าลวดลายสุดท้ายก็คืออสูรสามเศียรหกกรอยู่ตรงหน้า?
มันมีสามเศียรหกกร แต่มีกายเดียวและขาหนึ่งคู่เท่านั้น
ศีรษะแรกเป็ของชายที่แข็งแกร่งในวัยสี่สิบ ดูหยาบกร้านและน่าเกลียด คิ้วหนารับกับดวงตาที่ปิดลงราวกำลังนอนหลับอย่างสงบ
หัวที่สองเป็ของเด็กอายุสิบขวบที่มีใบหน้าบอบบางและยังคงหลับตาอยู่เช่นกัน
ศีรษะที่สามคือศีรษะของผู้หญิงวัยยี่สิบต้นๆ รูปร่างหน้าตางดงามไร้ผู้ใดเทียบเทียม รูปลักษณ์ที่น่าทึ่ง และศีรษะนี้ก็หลับตาอยู่เช่นกัน
อสูรตัวนี้สามารถเรียกว่า ‘มนุษย์’ ได้หรือไม่?
หนิงเทียนไม่รู้ว่าจะตัดสินอย่างไร คนผู้นี้นั่งอยู่ใต้แท่นหินเพื่ออะไร?
หอคอยน้อย บนแท่นหินสูงประมาณแปดชุ่น มันถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นและดูเหมือนไม่เคยถูกเคลื่อนย้ายเลย
อสูรตัวนี้ล้ำหน้าทุกคนไปหนึ่งก้าว มันมาถึงที่นี่ แต่ไม่ได้พยายามที่จะปล้นหอคอยน้อยแห่งนี้ไป เช่นนี้แล้วจุดประสงค์ของมันคืออะไร?
หนิงเทียนไม่ได้ทำอะไรบุ่มบ่าม หมื่นสรรพสิ่งในใจรู้สึกถึงภัยคุกคามแห่งความตายอย่างชัดเจนซึ่งมาจากอสูรตัวนั้น
หนิงเทียนหยิบหินิญญาทั้งหมดที่มีออกมา หอคอยพลังทั้งสามแห่งในร่างกายสั่นะเืในเวลาเดียวกัน ก่อนจะเชื่อมต่อและก่อตัวเป็วงจรสามเหลี่ยม พยายามอย่างเต็มที่เพื่อฟื้นฟูความแข็งแกร่งของเขา
ที่นี่มีเพียงหนิงเทียนและอสูรสามเศียร ไม่มีใครอื่นอีก
หนิงเทียนไม่สามารถพึ่งพาผู้อื่นได้ และสามารถพึ่งพาได้เพียงตนเองสำหรับทุกสิ่ง ดังนั้นการปรับสภาพให้ดีที่สุดจึงเป็ทางเลือกเดียวของเขา
การปรากฏตัวของคลื่นพลังผันผวนดึงดูดความสนใจของอสูรสามเศียร ศีรษะของหญิงสาวหันมาทางหนิงเทียนก่อนจะลืมตาขึ้น
“หลังจากผ่านไปหลายปี ในที่สุดก็มีคนมาที่นี่”
คำพูดเหล่านี้ทำให้หนิงเทียนสับสน เมื่อได้ยินความหมายของอสูรตัวนี้ เขาก็รู้สึกคาดหวังและมีความสุขเล็กน้อย
เสียงที่ออกมาจากหัวของหญิงสาวนั้นเป็เสียงผู้หญิงที่ชัดเจนและไพเราะ แต่ก็แสดงความเย่อหยิ่งอยู่ในตัว
“เ้าเป็ใคร? คำเมื่อครู่หมายความว่าอย่างไร?”
หนิงเทียนยังคงกลั่นกรองหินิญญา จุดแข็งของเขาอยู่ในกระบวนการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
“ผู้พิทักษ์หอคอย”
คำตอบของผู้หญิงคนนั้นทำให้หนิงเทียนใ ที่แท้เ้าสิ่งนี้ก็คือผู้พิทักษ์หอคอยหรือ?
“หอคอยน้อยนั่นหรือ?”
“ใช่ มันเป็ภารกิจของข้าที่ต้องปกป้องมัน”
ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ปิดบังอะไร แต่หนิงเทียนกลับพบว่ามันน่าสงสัย
“ไม่ใช่ว่าเ้าเพิ่งเข้ามาที่นี่หรอกหรือ?”
เป็ไปได้หรือไม่ที่แผ่นศิลาทางเข้าเจดีย์จะหลอกลวง ที่แห่งนี้มีผู้พิทักษ์หอคอยอยู่เสมอหรือ?
“ทุกครั้งที่โลกนี้เปิดออก ข้าจะมาที่นี่และปกป้องมัน ในอดีตไม่มีใครเคยก้าวเข้ามายังสถานที่แห่งนี้ได้ เ้าเป็คนแรกในประวัติศาสตร์”
หนิงเทียนถามอย่างสงสัย “โลกนี้เปิดมาแล้วกี่ครั้ง?”
“นี่เป็ครั้งที่ห้าแล้ว”
หนิงเทียนขมวดคิ้ว ครั้งนี้เป็ครั้งที่ห้า แล้วสี่ครั้งก่อนหน้านี้ถูกเปิดใช้งานเมื่อใด ทำไมไม่เคยได้ยินเื่นี้ เป็ไปได้หรือไม่ว่าการเปิดใช้งานสี่ครั้งแรกจะไม่ได้อยู่บนดินแดนหยวนซิง
เมื่อคิดถึงเื่นี้หนิงเทียนก็ตกตะลึง เขาเข้าและออกจากแดนลับหลายครั้ง และเขารู้สึกว่าแดนลับหลายแห่งบนดินแดนหยวนซิงไม่ใช่แดนลับประจำถิ่น แต่เป็อารยธรรมต่างโลก
นี่มันอะไรกัน?
ประการแรกคือแดนลับแห่งยอดเขาหมื่นอสูร ถัดไปคือแดนลับแห่งูเาไป่หลิง เหตุใดทั้งหมดนี้จึงเกี่ยวข้องกับหลิงฮวงหรือไม่ก็อาณาจักรจิติญญาเสมอ?
“เ้าจะปกป้องสถานที่แห่งนี้ได้อย่างไร? ผู้มาทีหลังจะมีโอกาสและโชคลาภที่นี่และจะรับกุญแจเพื่อออกไปได้อย่างไร?”
ทันใดนั้นอสูรสามเศียรหกกรก็ลุกขึ้นยืน มันสูงกว่าหนิงเทียนมาก หัวทั้งสามของมันสามารถหมุนได้ตาม้า ในขณะนี้ มันกลายเป็ผู้แข็งแกร่งและน่าเกลียดเมื่อมองดูหนิงเทียน
“สู้ในขอบเขตเดียวกัน หากเ้าสามารถเอาชนะข้าหรือเสมอกับข้าได้ เ้าก็สามารถรับโอกาสได้ที่นี่ได้เลย”
ดวงตาของหนิงเทียนเป็ประกาย สู้ในขอบเขตเดียวกัน เขาไม่กลัวอยู่แล้ว?
“เื่นี้จริงหรือ?”
“หนึ่งวาจาหนักดุจติ่งทองเก้าชั้น[1]!”
“ได้ ข้าจะมุ่งมั่นรับโอกาสนี้!”
หนิงเทียนมีจิตใจเบิกบาน มีจิติญญาแห่งวีรบุรุษแสนกล้าหาญ
อสูรสามเศียรหกกรหันหัว ก่อนจะกลายเป็เด็กน้อยที่หันหน้าเข้าหาเขา
“อย่าประมาทคู่ต่อสู้ของเ้า อย่าคิดว่าตนเก่งกาจ”
เสียงเด็กน้อยฟังดูน่ารัก แต่หนิงเทียนรู้สึกหนาวไปทั้งตัว
อสูรตัวนี้มีสามเศียรหกกร ดูเหมือนมันไม่ง่ายเลยที่จะยุ่ง
ข้ามีมือเพียงคู่เดียว จะเอาชนะศัตรูที่มีมือสามคู่ได้หรือไม่?
หนิงเทียนมองอสูรอย่างระมัดระวัง และยิ่งเขามองมันมากเท่าไร เขาก็ยิ่งหวาดกลัวมากขึ้นเท่านั้น
ทั้งสองฝ่ายอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ความรู้สึกที่อสูรมอบให้นั้นไม่อาจหยั่งรู้ได้
“เ้าแน่ใจหรือว่าเป็การต่อสู้ในขอบเขตเดียวกัน?”
“แน่นอน!”
“ได้ มาลองดูหลังจากที่ข้าปรับสภาพร่างกายได้แล้ว”
หนิงเทียนไม่กล้าพูดมากเกินไป เขาเคยต่อกรจิติญญาแห่งธรรมชาติ แต่เขาไม่เคยสู้กับอสูรสามเศียรหกกร ดังนั้นเขาจึงไม่มีความมั่นใจมากนัก
“เ้ามีโอกาสลองสามครั้ง ทางที่ดีอย่าทำให้ข้าผิดหวัง”
อสูรนั่งลงและหลับตาเพื่อพักผ่อนอีกครั้ง
หนิงเทียนขมวดคิ้ว เขารู้สึกถึงความเย่อหยิ่งของอสูรตนนี้จากปฏิกิริยาของมัน ซึ่งหมายความว่ามันไม่สนใจเขาเลย
แม้หนิงเทียนจะปีนขึ้นมาถึงชั้นเก้าของเจดีย์ได้ อสูรก็ดูสงบมาก และบอกทุกอย่างโดยไม่มีการปกปิดใดๆ
นี่แสดงให้เห็นว่าอสูรมีความมั่นใจอย่างมาก และไม่คิดว่าหนิงเทียนมีโอกาสแม้แต่น้อย
นี่เป็ครั้งแรกที่หนิงเทียนพบกับศัตรูที่มองไม่ออกและทรงพลังเช่นนี้ เขาละทิ้งความเย่อหยิ่ง และเริ่มดูดกลืนหินิญญาด้วยกำลังทั้งหมดเพื่อเติมเต็มความแข็งแกร่งของตน
หลังจากประสบกับทัณฑ์์และหมอกแห่งความโกลาหล หนิงเทียนดูเหมือนจะฟื้นตัวจากการเจ็บป่วยร้ายแรง แม้ว่าเขาจะเข้าสู่จุดสูงสุดของขั้นสามในขอบเขตผนึกดาราแล้ว แต่ร่างกายของเขาก็ยังว่างเปล่า และเขาจำเป็ต้องเติมพลังิญญาเข้าไปอีกเป็จำนวนมาก
หินิญญานับพันในมือดูเหมือนจะมีจำนวนมาก แต่ตอนนี้หนิงเทียนมีร่างกายที่พิเศษและมีความอยากดูดกลืนพลังอย่างมาก ยามนี้จึงยังไม่ทราบว่าหนิงเทียนจะสามารถกลับไปสู่พลังการต่อสู้สูงสุดของเขาได้หรือไม่
เขาจะต้องทุ่มเททุกอย่างให้กับความท้าทายในครั้งนี้ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว
---------------------------------------
[1] หนึ่งวาจาหนักดุจติ่งทองเก้าชั้น (一言九鼎) หมายถึง คำพูดที่มีน้ำหนักและน่าเชื่อถือมาก หรือรักษาคำพูด รักษาสัญญา
