หากสตรีร่วมรักยามที่มีระดูย่อมส่งผลเสียต่อร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้นยามที่สตรีกำลังอยู่ไฟหลังคลอด ่เวลานั้นร่างกายอ่อนแอเป็พิเศษ บริเวณที่ลับของสตรีจะอ่อนนุ่มเป็อย่างยิ่ง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรมีเพศสัมพันธ์อย่างเด็ดขาด หากยังดื้อดึงที่จะทำต่อไป ย่อมส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างยิ่งใหญ่แน่นอน
ไต้ซื่อจะเคยนึกถึงได้อย่างไรว่า สาเหตุที่ร่างกายของนางโชยกลิ่นเหม็นไม่พึงประสงค์ เป็เพราะว่านางปฏิบัติกิจกรรมรักร่วมกับสามียามที่อยู่ไฟหลังคลอด วินาทีนั้นหลังจากผ่านความโมโหไปแล้ว สองมือของนางก็ถูกยกขึ้นมาปิดหน้าร่ำไห้ด้วยความเสียใจในภายหลังทันที
ก่อนหน้านี้ก็เคยมีผู้าุโเตือนไต้ซื่อแล้วเช่นกัน ทว่าสิ่งที่พวกเขาสั่งสอนคือห้ามร่วมรักกับสามียามที่ตั้งครรภ์ เพื่อปกป้องลูกน้อยไม่ให้ได้รับอันตราย ทว่าพวกเขากลับไม่เคยบอกว่ายามอยู่ไฟหลังคลอดเองก็เป็่เวลาที่ห้ามร่วมรักเช่นกัน
หากเอ่ยไปแล้ว หลังจากที่แต่งงานกันเถียนหู่ก็ปฏิบัติต่อไต้ซื่ออย่างดีมาตลอด ญาติผู้พี่ของเถียนหู่หาได้มีเงินมากมายเช่นสามีของนาง ทว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อนกลับรับอนุภรรยาเข้ามาในบ้าน อีกทั้งยังรับเข้ามาถึงสองคนด้วยซ้ำ ทว่าเถียนหู่กลับยืนกรานไม่ยอมรับอนุภรรยาเลยสักคน
เถียนหู่ที่มีใจหนักแน่นเช่นนี้ย่อมทำให้ไต้ซื่อซาบซึ้งใจเป็อย่างยิ่ง ดังนั้นแม้ไต้ซื่อจะต้องอยู่ไฟหลังคลอด นางก็ยังคงตกลงที่จะเติมเต็มความปรารถนาให้กับสามี
เฮ้อ หากไต้ซื่อรู้ว่าเื่ราวจะกลายเป็เช่นนี้ ตีนางให้ตายนางก็ไม่ยอมตกลงรับคำวอนขอจากเถียนหู่อย่างแน่นอน
หลี่ชิงชิงมองไต้ซื่อร่ำไห้จนดวงหน้าเปียกชื้นไปด้วยน้ำตา นางเองก็เอ่ยสิ่งใดไม่ออกเช่นกัน ในยุคสมัยนี้การแพทย์ล้าหลังเป็อย่างยิ่ง อีกทั้งเื่ทางเพศก็ค่อนข้างแปลกประหลาดมากเช่นกัน ชาวบ้านทุกคนไม่รู้แม้แต่สามัญสำนึกขั้นพื้นฐานเลยด้วยซ้ำ งมงายไร้ความรู้ พี่สาวสามีของนางเองก็มิใช่ว่าออกเรือนไปหลายปีก็ยังไม่รู้ว่าสามีตนเองมิอาจมีลูกมิใช่หรือ “เอาละ ท่านหยุดร้องเถิด ดีร้ายอย่างไรโรคของท่านก็ใช่ว่าจะไร้หนทางรักษา หากท่านให้ความร่วมมือก็สามารถรักษาให้หายขาดได้เช่นกัน”
ไต้ซื่อสะอึกสะอื้นพร้อมเอ่ยถาม “โรคของข้าสามารถรักษาให้หายได้หรือ?”
“ท่านต้องให้ความร่วมมือในการรักษา โรคทางนรีเวชของท่านรุนแรงยิ่ง ระหว่างที่ทำการรักษานี้ ไม่อนุญาตให้ท่านมีเพศสัมพันธ์กับสามีเด็ดขาด”
ไต้ซื่อตกลงอย่างสุดใจ
หลี่ชิงชิงกล่าวเสริมอีกว่า “ตราบใดที่ท่านทานเผ็ดก็จะทำให้เกิดอาการร้อนในได้ง่าย อาการอักเสบก็จะทวีความรุนแรงขึ้น ยามที่ทำการรักษา ห้ามทานพริกเด็ดขาด”
ไต้ซื่อพยักหน้ารับด้วยท่าทีจริงจัง
แม้ว่านางจะโปรดปรานการทานพริก หากไม่เผ็ดนางไม่กิน ทว่าเพื่อรักษาโรคที่มีกลิ่นเหม็น และเพื่อให้ได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างคนปกติ นางจะเชื่อฟังคำพูดของหลี่ชิงชิง จะไม่กินพริกระหว่างทำการรักษาเด็ดขาด
หลี่ชิงชิงกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “มดลูกของท่านหย่อนแล้ว จำเป็ต้องค่อยๆ ฟื้นฟู ยามนี้ข้าจะสอนท่าให้ท่านสองสามท่า ยามท่านว่างก็จงทำเสีย”
“ขอบคุณเ้าค่ะ” ไต้ซื่อซาบซึ้งเป็อย่างยิ่ง นางพุ่งสมาธิตั้งสติเพื่อเรียนรู้การสาธิตของหลี่ชิงชิงอย่างตั้งใจ
ครึ่งชั่วยามต่อมา หลี่ชิงชิงกับไต้ซื่อก็กลับมายังห้องโถง
ยามที่เถียนฉางเซิงเห็นว่าดวงตาสองข้างของไต้ซื่อแดงก่ำมีร่องรอยของคราบน้ำตา เขาก็นึกว่าไต้ซื่อป่วยหนักเป็โรคร้ายแรง เด็กน้อยขวัญหายจนน้ำเสียงที่พูดแฝงไปด้วยแรงสะอื้น “ศิษย์พี่สะใภ้ ท่านแม่ของข้าเป็โรคใดหรือ?”
“โรคของสตรี ไม่เป็อันตรายถึงชีวิต เป็เด็กเป็เล็กอย่าฟังเลย” หลี่ชิงชิงเลื่อนสายตาไปยังเถียนหู่ผู้มีสีหน้าประหม่าเช่นกัน นางเอ่ยกำชับอย่างเคร่งเครียดจริงจังว่า “ที่มารดาของฉางเซิงเป็โรคนี้ ท่านก็มีส่วนที่ต้องรับผิดชอบเช่นกัน รอกระทั่งมารดาของฉางเซิงกลับถึงบ้าน นางจะบอกให้ท่านทราบเอง หากท่านจริงใจต่อภรรยาจริง เช่นนั้นก็จงปฏิบัติตามที่นางเอ่ยเถิด”
สีหน้าของเถียนหู่เต็มไปด้วยความสงสัย
ไต้ซื่อเห็นว่าสายตาของคนสกุลหวังล้วนตกอยู่ที่นาง แท้จริงนางขลาดอายเป็อย่างยิ่ง ริมฝีปากของนางปิดแน่น ไม่เอ่ยอันใดออกมาสักคำ หลังจากที่รับยาสองสามห่อจากมือของหลี่ชิงชิงเสร็จ นางก็ทำท่าจะจากไปทันที
หลี่ชิงชิงเอ่ยปากกำชับ “ข้าจะขอตรวจอีกครั้งหลังครบเดือน”
ไต้ซื่อกลัวว่าจะถูกคนในสกุลหวังหัวเราะเยาะ นางจึงรีบยกเท้าจากไปทันที
ในหัวของเถียนหู่เต็มไปด้วยความสับสนมึนงง กลับเป็เถียนฉางเซิงที่หลังจากทราบว่าโรคของไต้ซื่อไม่อันตรายถึงชีวิต ในใจนึกก็ยินดียิ่งนัก เด็กน้อยโค้งกายขอบคุณหลี่ชิงชิงด้วยความซาบซึ้งใจเป็อย่างยิ่ง
ไต้ซื่อออกจากหมู่บ้านหวัง ตลอดทางที่เดินบนถนนเส้นหลัก นางก็เอาแต่นิ่งเงียบ
เถียนหู่เป็ห่วงไต้ซื่อ สุดท้ายก็อดเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนไม่ได้
ในใจของไต้ซื่อกำลังว้าวุ่น นางรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็ธรรมอยู่แล้ว เดิมทีคิดว่าจะกลับบ้านก่อนค่อยคุยกัน ทว่าเถียนหู่ถามออกมาเช่นนี้ ไต้ซื่อจึงมิอาจควบคุมอารมณ์ของตนได้อีกต่อไป นางปล่อยโฮออกมาทันที “ข้าเป็โรคอันใดน่ะหรือ เฮอะ ที่ข้าเป็โรคประหลาดนี้ก็เพราะเ้า ล้วนเป็เพราะเ้าทั้งสิ้น!”
“ข้า เื่นี้เกี่ยวข้องอันใดกับข้าด้วย ข้ามิได้ยั่วโมโหเ้า แล้วก็ไม่ได้ทำอันใดเ้าสักหน่อย?”
“ยังกล้าบอกอีกหรือว่าไม่ใช่ฝีมือเ้า เฮอะ ข้าเพิ่งจะคลอดฉางผิงได้ไม่กี่วัน ยังอยู่ใน่อยู่ไฟ เ้าก็้าจะขึ้นเตียงกับข้าแล้ว ล้วนเป็ความผิดของเ้าที่ทำให้ข้าเป็โรคแปลกประหลาดเช่นนี้!” ไต้ซื่อร้องไห้อย่างเ็ปรวดร้าวใจยิ่งนัก
“อะไรนะ เ้าติดโรคเพราะเื่นี้หรือ นี่ เหตุใดจึงเป็เช่นนี้ไปได้ แต่ก่อน แต่ก่อนที่เ้าเพิ่งให้กำเนิดฉางเซิง ยามที่เ้ายังอยู่ไฟ พวกเราก็ปฏิบัติภารกิจฉันสามีภรรยากัน เ้าก็ยังอยู่ดีไม่ได้เป็โรคร้ายอันใด เหตุใดครานี้เ้าให้กำเนิดฉางผิงแล้ว เ้า เ้าถึงกลายเป็เช่นนี้ไปได้เล่า? เป็หลี่ชิงชิงผู้นั้นที่ตรวจผิดหรือไม่?”
“เพ้ย หลี่ซื่อมิได้ตรวจผิด เื่ทั้งหมดนี้ล้วนเป็เพราะเ้าที่ทำร้ายข้า”
คำพูดที่บิดามารดาสาดใส่กัน มีส่วนที่เถียนฉางเซิงฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ทว่าเขามั่นใจว่าวิชาการแพทย์ของหลี่ชิงชิงที่สามารถล้างพิษที่สะสมมานานของท่านอาจารย์จนสำเร็จได้ แสดงว่านางย่อมไม่มีทางตรวจโรคให้มารดาของเขาผิดอย่างแน่นอน
หลังจากเถียนหู่ฟังคำของหลี่ชิงชิงที่ถูกเล่าผ่านไต้ซื่อจบ เขาก็รู้สึกว่าหลี่ชิงชิงเอ่ยได้มีเหตุผลจนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกละอายใจต่อไต้ซื่อ “ข้าผิดไปแล้ว ภรรยา เป็ข้าที่ผิดเอง มารดาของฉางเซิง เื่ทั้งหมดนี้ล้วนเป็ความผิดของข้า ข้าไม่รู้ว่าการทำเช่นนี้จะเป็การทำร้ายเ้า ต่อจากนี้ไปข้าจะไม่ทำเช่นนั้นอีก ข้าจะอดทนอดกลั้นแน่นอน”
หลังจากไต้ซื่อด่าเถียนหู่จบ นางก็เอ่ยว่า “ข้าเองก็โง่งม ไม่รู้จักถนอมร่างกายของตัวเอง”
ทั้งสองยืนอยู่ข้างถนนเส้นหลัก เอ่ยกันอยู่ครึ่งค่อนวัน ยังดีที่เมื่อครู่ยามที่นางโวยวายเสียงดังไม่มีผู้ใดผ่านมา
เถียนฉางเซิงก้าวขึ้นไปข้างหน้า เด็กน้อยเอ่ยถามอย่างเป็กังวล “ท่านแม่ขอรับ อาการป่วยของท่านสามารถรักษาได้หรือไม่?”
“จะรักษาได้หรือไม่ได้ ผ่านไปหนึ่งเดือนหลังจากที่ตรวจอีกครั้งถึงจะรู้” ไต้ซื่อถลึงตามองเถียนหู่อีกครั้ง
จางซื่อรอจนกระทั่งครอบครัวสกุลเถียนจากไปไกลแล้ว นางถึงได้เปิดปากเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ไต้ซื่อเป็โรคอันใดหรือ?”
หลิวซื่อส่ายศีรษะ ก่อนเอ่ยว่า “เมื่อครู่ชิงชิงไม่ได้เอ่ยไปแล้วหรือว่านางเป็โรคทางนรีเวช อย่าถามอีกเลย”
“นางเป็โรคทางนรีเวชประเภทที่ค่อนข้างรุนแรงเ้าค่ะ แท้จริงแล้วโรคนี้มักเกิดขึ้นในสตรีที่แต่งงานแล้ว เพียงแต่ว่าหนักเบาต่างกันเท่านั้น” หลี่ชิงชิงรู้สึกว่านางควรจะคว้าโอกาสนี้ให้ความรู้ทางนรีเวชขั้นพื้นฐานแก่จางซื่อ หลิวซื่อและหวังเยวี่ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจางซื่อที่ใกล้จะครบกำหนดคลอดแล้ว หลี่ชิงชิงกลัวว่าจางซื่อเองก็จะมีเพศสัมพันธ์กับหวังจื้อในระหว่างที่นางกำลังอยู่ไฟหลังคลอด จนเป็การทำร้ายร่างกายของตนเองเช่นกัน
หวังเยวี่ยมีสีหน้าแปลกประหลาด นางเอ่ยถามเสียงเบา “โรคทางนรีเวชคือโรคทางเพศสัมพันธ์หรือ?”
ยามที่หลี่ชิงชิงเห็นว่าสีหน้าของหลิวซื่อ จางซื่อและหวังเยวี่ยล้วนเต็มไปด้วยความหวาดกลัว นางก็รู้ว่าพวกเขาทั้งสามเข้าใจในตัวไต้ซื่อผิดไปเสียแล้ว หลี่ชิงชิงรีบร้อนเอ่ยปากอธิบาย “โรคที่มารดาของฉางเซิงเป็หาใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ นางเป็โรคทางนรีเวช หรือก็คือโรคที่จะเกิดขึ้นกับสตรีเท่านั้น เอาเช่นนี้แล้วกัน วันนี้ฤกษ์งามยามดีไม่มีธุระใดให้ต้องไปทำ ข้าจะอธิบายเกี่ยวกับโรคทางนรีเวชให้พวกท่านฟัง”
หวังเยวี่ยรีบร้อนโบกมือ ก่อนเอ่ย “ข้ามิได้เป็โรคทางนรีเวชใดๆ”
“ข้าเองก็มิได้เป็โรคทางนรีเวชเช่นกัน ร่างกายของข้าหาได้มีกลิ่นเหม็นประหลาด” ทันทีที่หลิวซื่อเริ่มร้อนรน เสียงของนางก็จะยิ่งสูงขึ้น
จางซื่อเอ่ยว่า “ท่านแม่เ้าคะ เบาเสียงลงหน่อยเถิดเ้าค่ะ”
“โรคทางนรีเวชคือโรคใดหรือ?” หวังจวี๋เดินเข้ามาในห้องโถง เห็นได้ชัดว่านางถูกเสียงแผดลั่นของหลิวซื่อดึงดูดให้เข้ามาหา
“เช่นนั้นก็จงปิดประตูแล้วพูดให้ชัดเจนเถิด” หลิวซื่อประหลาดใจยิ่งนัก นางะโลงจากเก้าอี้เพื่อเดินไปปิดประตู
ดวงจันทร์ลอยสูง แสงดาวเปล่งประกายพร่างพราวระยิบระยับ หมู่บ้านหวังยามราตรีในฤดูใบไม้ร่วง สงบเงียบไร้สรรพเสียงใด
ณ ห้องนอนห้องหนึ่งของบ้านตระกูลหวัง หลี่ชิงชิงกำลังทอดกายนอนอยู่บนเตียง ทว่ายากเหลือเกินที่นางจะเข้าสู่ห้วงนิทราได้
เื่ราวของไต้ซื่อในวันนี้ ะเืคลื่นอารมณ์อันบางเบาของหลี่ชิงชิง
เถียนหู่มิอาจอดรนทนไหวและร่วมรักกับไต้ซื่อยามที่นางยังอยู่ไฟ ทว่าหวังเฮ่ากลับอดทนได้ดี ไม่แตะต้องหลี่ชิงชิงให้หมองมัวตลอดหลายวันที่เขาอยู่บ้าน
เป็บุรุษเช่นเดียวกัน ทั้งหวังเฮ่ายังเป็คนหนุ่มเืร้อน แถมการจากไปแต่ละครั้งก็ไม่ต่ำกว่าครึ่งปีกว่าจะได้กลับมาที่บ้าน
“ภรรยา เ้าดีกับข้าเหลือเกิน!”
จริงหรือ ท่านเองก็ดีกับข้าเช่นกัน
ภายใต้สายธารแห่งความคิดของหลี่ชิงชิง ปรากฏภาพรอยยิ้มสดใสของหวังเฮ่า มันเปล่งประกายพร่างพราวราวกับดวงดาวในห้วงราตรี
่เวลายามจื่อ หมู่บ้านเฟิงที่ห่างออกไปไกลหลายสิบลี้ ปรากฏบ้านหลังคามุงจากกำลังมีไฟลุกไหม้ เปลวไฟส่องสว่างไปถึงฟากฟ้า ควันดำหนาทึบลอยละล่องท่ามกลางสายลมในยามราตรีของฤดูใบไม้ร่วง
