ซ่งเทียนฉิง? หยางเฉินย้ายมือออกจากหลังของอาจารย์หยุนเหมี่ยวอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาว่างเปล่าขึ้นทันที
"เ้าไม่ต้องมาปิดบังข้า วิชาที่เ้าใช้เมื่อครู่คือ คัมภีร์บ่มเพาะจิตกำเนิดชีพของปรมาจารย์ฉู่ซานแห่งหุบเขาผู้ฝึกยุทธ์ของเรา นอกจากซ่งเทียนฉิงแล้วก็ไม่มีใครสำเร็จวิชานี้มาก่อน รีบบอกข้ามาเดี๋ยวนี้ ว่าเ้าบัดซบนั่นอยู่ที่ไหน?!" อาจารย์หยุนเหมี่ยวยิงคำถามใส่หยางเฉินราวกับปืนกลจนทำให้คนรอบข้างเริ่มมองมาที่เขาอีกครั้ง
หยางเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเข้าใจดีว่าที่หยุนเหมี่ยวพูดนั้นหมายความว่าอย่างไร และเขาก็เริ่มรู้สึกได้ว่าสถานการณ์เริ่มจะแย่ลงหากเขายังพูดต่อ
ฮุ่ยหลินกะพริบตาถามด้วยความสงสัย “อาจารย์ ท่านกำลังจะบอกว่าซ่งเทียนฉิง ใช่ผู้าุโฉิงหรือเปล่าคะ?”
“ถูกต้อง” หยุนเหมี่ยวมองไปยังหยางเฉินอีกครั้ง “ถึงแม้ข้าจะไม่ชอบขี้หน้ามันสักเท่าไหร่ แต่ข้าก็ไม่มีทางลืมกลิ่นอายของเคล็ดวิชานี้ไปได้อย่างแน่นอน”
หยางเฉินคิดก่อนจะกล่าวว่า “อาจารย์หยุนเหมี่ยว ผมไม่รู้มาก่อนว่าวิชาบ่มเพาะจิตกำเนิดชีพนี้จะเป็ของปรมาจารย์ฉู่ซาน แต่ผมคิดว่าผมอาจสามารถบอกเื่ของซ่งเทียนฉิงได้เล็กน้อย”
ในสายตาของหยุนเหมี่ยวบัดนี้กำลังพร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตา “จริงเหรอ? รีบบอกข้ามาเร็วเข้า”
หยางเฉินมองเทียนหลงกับเย่จื่อ “พวกนายออกไปก่อน ข้อมูลต่อจากนี้ไม่เหมาะที่จะให้คนนอกได้รับรู้”
“อะไรกัน พวกข้าแค่อยากรู้บ้างเท่านั้นเองนะ” เทียนหลงกล่าวดูเหมือนเขาจะอยากรู้มากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก
“เทียนหลง ออกไปซะ!” จิตสังหารของหยุนเหมี่ยวกวาดผ่านไปยังเทียนหลง จนเขาได้แต่บ่นพึมพำ ก่อนจะเดินออกจากวัดัขดโบราณไป
เพียงครู่เดียว ในห้องโถงใหญ่ก็เหลือเพียงหยางเฉิน หยุนเหมี่ยวและฮุ่ยหลิน...
“ตอนนี้เ้าพูดได้แล้ว” นางมองกลับมายังหยางเฉินด้วยความคาดหวัง
หยางเฉินพยักหน้าก่อนจะเล่าให้เธอฟัง "เื่ต่อจากนี้คือเื่ขององค์กรซีโร่ คุณรู้จักมันหรือเปล่า?"
หยุนเหมี่ยวขมวดคิ้ว "ซีโร่? ข้ารู้ว่ามันเป็องค์กรนักฆ่าองค์กรแรกของโลก แต่หลังจากนั้นข้าได้ยินข่าวมาว่าเ้าจำลายพวกมันลง ตอนแรกข้าก็ไม่เชื่อข่าว แต่พอเห็นเ้าวันนี้ข้าก็เข้าใจว่าความแข็งแกร่งของเ้าไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะบรรลุได้”
หยางเฉินเค้นรอยยิ้มกล่าวว่า “อันที่จริงแล้วพวกคุณหลายคนก็ยังไม่รู้ว่าผมเคยทำงานกับองค์กรซีโร่ ั้แ่จำความได้ผมก็อาศัยอยู่ในองค์กรนั้นแล้ว”
“อะไรนะ!?” หยุนเหมี่ยวแปลกใจเป็อย่างมาก “ถ้างั้น... ทำไม...”
“ถ้าคุณคิดจะหาเขาก็ควรเริ่มจากองค์กรนี้ ซ่งเทียนฉิงเข้ามาทำงานในองค์กรและเป็บุคลากรที่สำคัญคนหนึ่ง ตอนนั้นผมไม่รู้จักชื่อของเขา ผมรู้แต่เพียงว่าเขาสนใจกลุ่มเด็กเชื้อสายจีนที่อยู่ในองค์กรและเขาก็ให้ผมฝึกวิชานี้ ตอนนั้นผมรู้แค่เพียงว่ามันช่วยให้ผมฟื้นฟูร่างกายได้อย่างรวดเร็วเท่านั้น”
ในที่นั้น หยางเฉินย้อนรำลึกไปยังตอนที่เขาทำงานให้กับองค์กรนักฆ่า ซ่งเทียนฉิงก็เป็ชายแก่เลอะเลือนที่เอาแต่สำมะเลเทเมาไปวันๆ เท่านั้น
“ต่อมาเมื่อผมมีอายุได้สิบขวบ ผมเป็เด็กเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตจากการทดลองขององค์กร นั่นทำให้ผมตระหนักได้ว่าเพราะผมฟื้นฟูร่างกายได้อย่างรวดเร็วกว่าคนอื่น ต้องขอบคุณคุณจริงๆ ในที่สุดผมก็รู้ว่าเขาชื่อซ่งเทียนฉิง” หยางเฉินกล่าวราวกับเขากำลังประชดประชันอยู่
อาจารย์หยุนเหมี่ยวยิ้มขึ้นอย่างไม่เต็มใจ “แต่เดิมวิชาบ่มเพาะจิตกำเนิดชีพของปรมาจารย์ฉู่ซานนั้นยากที่จะเข้าใจได้ จำต้องมีสติปัญญาระดับสุดยอดดังพระเ้าเท่านั้นที่จะฝึกได้สำเร็จ ซึ่งมันจะช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างร่างกายของจิตใจให้แข็งแกร่งและฟื้นฟูได้รวดเร็ว เพียงแต่มันก็อาจจะสร้างปีศาจร้ายขึ้นมาบนโลกได้เช่นกัน ในเมื่อมันยากที่จะเข้าใจได้ เพราะเหตุนี้จึงมีผู้สืบทอดเพียงไม่กี่คนเท่านั้น พี่ใหญ่ซ่งคงมองเห็นความเก่งกาจของเ้า เขาเลยให้เ้าได้สืบทอดวิชาบ่มเพาะจิตกำเนิดชีพนี้ มิเช่นนั้นมันก็คงสูญหายไปตลอดกาล”
“เื่แบบนี้มัน...” หยางเฉินรู้สึกไม่แปลกใจ เขาแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมซ่งเทียนฉิงถึงยอมถ่ายทอดวิชาให้กับเขาอย่างง่ายดายแบบนี้ บางทีชายคนนั้นอาจกำลังสิ้นหวังที่ไม่สามารถสืบทอดวิชานี้ออกไปได้เลยต้องลงมือทำทุกสิ่งเพื่อให้มีผู้สืบทอดวิชาต่อไป?
“ถ้าอย่างนั้นเ้าอยู่ระดับไหนแล้ว?” หยุนเหมี่ยวถาม
“ขั้นแปด ห้าปีที่ผ่านมาผมยังไม่สามารถทะลวงเข้าขั้นที่เก้าได้” หยางเฉินตอบ
“อะไรนะ! ขั้นแปด?!" อาจารย์หยุนเหมี่ยวมองหยางเฉินขึ้นลงอย่างไม่เชื่อถือ
“ขนาดพี่ใหญ่ยังฝึกได้เพียงขั้น 7 เท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่สามารถทะลวงผ่านได้อีก... แต่เ้ากลับอยู่ในขั้น 8 ของวิชานี้ ดูเหมือนการที่เ้ารักษาข้าเมื่อครู่จะเป็ของจริงสินะ” นางมองเขาด้วยสายตาที่ตกตะลึง ขั้นที่แปด ของวิชา...
หยางเฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม “นั่นไม่ได้หมายความว่าผมจะผ่านมันไปได้ง่ายๆ ในแต่ละขั้น ดูเหมือนตอนนี้ผมจะยังห่างชั้นกับขั้น 9 อยู่อีกมาก”
ถ้าหากหยางเฉินไม่มีทักษะนี้ การจะควบคุมสมองของเขาให้ปกติซึ่งต่อให้มียาดีขนาดไหน ก็คงจะเป็เื่ยากเช่นกัน
อาจารย์หยุนเมี่ยวครุ่นคิดสักพักนางดูลังเลเล็กน้อย แต่ในที่สุดก็เอ่ยถามขึ้น “แล้ว... แล้วตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?”
“เขาไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว” หยางเฉินกล่าวขึ้นอย่างเศร้าหมอง “เมื่อผมสำเร็จวิชานี้ตอนเก้าขวบ เขาก็ฆ่าตัวตาย”
“อะไรกัน...” ขาของหยุนเหมี่ยวพลันอ่อนยวบลง จนทำให้เธอแทบจะล้มลงกับพื้น โชคดีที่ฮุ่ยหลินเข้ามารับเธอเอาไว้ทัน
“พี่ใหญ่ พี่ไม่เต็มใจที่จะยกโทษให้ฉันและไม่อยากเห็นหน้าฉันอีกใช่มั้ย...” นางร้องไห้ออกมาอย่างฟูมฟาย หยดน้ำตาพรั่งพรูออกมาจนนางแทบจะไม่สามารถร้องได้อีก
หยางเฉินเห็นอาจารย์หยุนเหมี่ยวร้องไห้ เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา ชายหนุ่มได้แต่ถอนหายใจและออกไปจากห้องโถงของวัดัขดโบราณ
นอกจากการจัดการครั้งนี้จะยุ่งยากแล้ว มันยังนำคำถามและปัญหามาให้กับหยางเฉินอีกมากมาย ทั้งเื่ของพระทิเบตและปรมาจารย์ฉู่ซาน ซึ่งมีปริศนาที่ยังไม่ถูกคลี่คลาย
ทั้งเื่อาจารย์หยุนเหมี่ยวที่เป็ผู้าุโของกองพลน้อยเหยียนหวง รวมทั้งเื่ของซ่งเทียนฉิงที่เป็พี่ใหญ่ของเธอ นั่นอาจปฏิเสธไม่ได้ว่าบางที คนของกองพลน้อยเหยียนหวงก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรนักฆ่าระดับโลกเช่นกัน
แต่ทำไมซ่งเทียนฉิงถึงออกจากประเทศจีนเพื่อเข้ากับองค์กรนักฆ่าอย่างซีโร่?
หยางเฉินยังมีคำถามค้างคาใจอยู่อีกมาก แต่หยุนเหมี่ยวดูไม่พร้อมที่จะให้เขาสอบถามเท่าไหร่นัก หยางเฉินจึงทำได้เพียงรอเวลาให้เธอพร้อมจะให้ข้อมูลแก่เขาเท่านั้น
เทียนหลงและคนอื่นๆ ที่รออยู่ข้างนอกเห็นหยางเฉินออกมาแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร แต่พวกเขาก็ยังคงมีรอยยิ้มประดับเอาไว้บนใบหน้า เพราะความรู้สึกสำนึกบุญคุณของชายหนุ่มที่ช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้ในครั้งนี้ ความอคติก่อนหน้าก็พลันเลือนหายไป
“พี่ใหญ่หยาง” เย่จื่อเดินเข้ามาเขาพร้อมกับถามคำถาม
“ทำไมพี่สาวโม่กับป้าหม่าถึงไม่ถูกพิษล่ะ พวกเธอไม่โดนพิษในถ้วยนั้นเหรอ? หรือว่าพี่มียาแก้พิษอยู่แล้ว?”
หยางเฉินคิดใคร่ครวญก่อนจะยิ้มขึ้นมา “นี้ถือว่าเป็ความลับของฉัน ใน่สั้นๆ ก่อนหน้านี้ฉันกลับไปยังบ้านของโม่เชี่ยนนีเพื่อให้ยาแก้พิษเธออีกครั้ง”
และในวันเดียวกันนั้นเอง หยางเฉินก็แอบหยดเืของตัวเองลงไปในอาหารของพวกเธอ เมื่อพวกเธอกินเข้าไป ร่างกายก็จะมีภูมิต้านทานพิษอยู่ชั่วคราว แม้ว่ามันจะเป็เพียงเื่เล็กๆ น้อยๆ แต่หยางเฉินก็รู้ดีว่าไม่ควรใช้เืตัวเองมาแก้พิษบ่อยๆ...
เพราะหนึ่งในนั้นเป็สารพิษที่เขาไม่รู้จัก ซึ่งถึงแม้ว่าตัวเขาจะมีภูมิต้านทานพิษแต่ก็ไม่คิดที่จะลองไปแตะต้องมันเหมือนกัน ในเมื่อขนาดเขายังไม่อยากแตะ เช่นนั้นก็ไม่ต้องถามถึงคนอื่นว่าหากโดนเข้าไปแล้วจะเป็อย่างไร
“สุดยอดไปเลย...” เย่จื่อพึมพำออกมา
เทียนหลงรวบรวมความกล้าขึ้นถามหยางเฉินว่า “นั่นคือเครื่องรางของวีนัสจริงๆ หรือ? ท่านแสดงให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่?”
หยางเฉินส่ายหัว “เครื่องรางแห่งเทพนั้นเมื่อใช้ไปหนึ่งครั้งมันก็จะหายไปทันที”
“ประหลาดนัก...” เทียนหลงมองอย่างประหลาดใจ
กวงเฟิงที่อยู่ใกล้ๆ ถามเทียนหลงอย่างซุกซน “เทียนหลง ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้เ้าอยากจะซัดกับหยางเฉินไม่ใชหรือ ทำไมยังไม่ซัดเขาอีกล่ะ?”
เทียนหลงหน้าแดงด้วยความอายทันที ก่อนจะกระแอมไอขึ้นมาสองครั้ง “นี่ก็สายมากแล้ว ข้าว่าเราควรรีบกลับค่ายเถอะ” เมื่อเทียนหลงพูดจบเขาก็วิ่งออกไปทันที
“เ้านี่ช่างหน้าด้านได้ใจข้าจริงๆ!” กวงเฟิงกล่าวพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง
หลังจากที่ทุกคนพูดคุยกันจบ ไห่เซี่ยวก็ได้รับสัญญาณวิทยุที่ทำการซ่อมแซมเสร็จเป็ที่เรียบร้อย
“ครับ... ใช่แล้วครับเราจะรีบกลับไปในทันที”
ไห่เซี่ยวบอกกับคนในทีมของเขาทั้งหมด “ท่านนายพลเดินทางมาเยี่ยม เราต้องรีบออกเดินทางกันแล้ว”
เมื่อได้ยินว่าคำว่า ''นายพล'' ทุกคนในทีมัต่างตื่นเต้นและกระฉับกระเฉงขึ้นทันที เย่จื่อเห็นหยางเฉินนิ่งเงียบ เธอจึงเดินมากุมมือของเขาเอาไว้ “พี่ใหญ่หยาง เราไปหาท่านนายพลกันเถอะ วันนี้พี่เป็ฮีโร่ของพวกเรา ท่านจะต้องมีรางวัลให้พี่แน่ๆ"
“ใครคือนายพลอะไรนั่นเหรอ?” หยางเฉินถาม
“แน่นอนว่าต้องเป็ท่านนายพลผู้นำของกองพลน้อยเหยียนหวงของพวกเรา เขาเป็ฮีโร่ของประเทศนี้ ทุกคนในทีมัต่างเคารพเขาทั้งนั้น” เย่จื่อกล่าวอย่างภูมิใจ
หยางเฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม “นั่นเป็ผู้นำของพวกเธอ ไม่ใช่ของฉัน สำหรับเขาผมคงเป็แค่สิ่งขวางหูขวางตาเท่านั้น”
เย่จื่อพลันนึกขึ้นได้ว่าหยางเฉินไม่ใช่คนของกองพลน้อยเหยียนหวงเธอได้แต่เศร้าใจ “ถ้างั้นฉันไปก่อนนะ”
ไม่นานนักเย่จื่อก็ออกมาจากวัดัขดโบราณ
ฮุ่ยหลินมองอาจารย์ของเธอที่ค่อยๆ ดีขึ้น ใบหน้าของเธอสง่างามเหมือนกับว่าอายุยังไม่ถึงห้าสิบปี เธอมีริ้วรอยเพียงไม่กี่แห่งบนหน้าเท่านั้น
ขณะที่หยางเฉินกำลังเดินออกจากประตู อาจารย์หยุนเหมี่ยวเผยรอยยิ้มที่ไม่คาดคิดขึ้นมา นางพูดกับเขาอีกครั้ง
“ถึงแม้เ้าจะไม่ใช่คนกองพลน้อยเหยียนหวงแต่ก็ควรจะไปหาท่านนายพลสักหน่อยนะ”
หยางเฉินไม่เข้าใจว่าทำไมอาจารย์หยุนเหมี่ยวถึง้าให้เขาไปพบกับนายพลด้วย แต่เขาก็พยักหน้าเล็กน้อยให้กับนางเพราะเขาจำเป็ต้องนั่งเครื่องกลับไปยังบ้านของโม่เชี่ยนนี
