ฟู่ถิงเย่ไม่ได้ตั้งใจจะทำอะไรเลยจริงๆ!
แต่บางครั้งเขาก็ควบคุมตัวเองไม่ได้!
ร่างกายหอมละมุนที่อยู่ในอ้อมกอดนี้ ไม่อาจตัดใจปล่อยมือได้เลย!
เขาคิดในใจว่า เพียงแค่นางขัดขืน เขาจะปล่อยนางไปทันที ไม่มีทางบังคับฝืนใจนางแน่นอน
แต่นางกลับไม่ขัดขืน...
ในความเป็จริงแล้ว หวาชิงเสวี่ยรู้สึกสับสนนิดหน่อย ถูกเ้าหมีตัวโตดันไปแนบกับบานประตู ขยับไม่ได้เลยสักนิด การตอบสนองแรกของนางไม่ใช่การต่อต้าน แต่เป็การเงยหน้าขึ้นมองฟู่ถิงเย่อย่างตกตะลึง
ฟู่ถิงเย่ก็มองมาที่นาง เมื่อเห็นว่าสตรีนางนี้นอกจากจะไม่โกรธ ยังมีท่าทางโอนอ่อนเช่นนี้อีก ชายหนุ่มก็ยิ่งดีใจ และยิ่งไม่คิดจะปล่อยมือ
แสงเทียนสั่นไหว แสงไฟในห้องสลัว บรรยากาศในตอนนี้ยิ่งดูสับสน
ฟู่ถิงเย่มองหวาชิงเสวี่ยภายใต้แสงเทียนสีเหลืองนวล มองอย่างไรก็ยิ่งพึงใจ รู้สึกว่านางงดงามไปหมดทุกส่วน ยิ่งมองก็ยิ่งชอบ
เมื่อเทียบกับตอนที่อยู่เมืองเหรินชิว ตอนนี้หวาชิงเสวี่ยไม่ได้ซูบซีดหรืออ่อนล้า เส้นผมดำขลับ ผิวพรรณขาวราวหิมะ ริมฝีปากสีชมพูดุจดอกท้อเป็ธรรมชาติ มองดูแล้วก็อดใจไม่ไหวอยากจะลิ้มลอง...
“ท่านแม่ทัพ” หวาชิงเสวี่ยขยับเล็กน้อยเพราะไม่ค่อยสบายตัว ใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างผิดธรรมชาติ
ใกล้เกินไปแล้ว...
ถึงแม้ว่านางจะไม่ได้หวงตัวดังเช่นสตรีสมัยโบราณ แต่ก็เขินอายเป็นะ...
“ข้าจะส่งสินสอดมาสู่ขอเ้าเป็ภรรยา เป็อย่างไร?” ฟู่ถิงเย่ไม่ลืมจุดประสงค์ของการมาในครั้งนี้
ใบหน้าของหวาชิงเสวี่ยยิ่งแดงก่ำ บุรุษผู้นี้ช่วยอย่าตรงไปตรงมาขนาดนี้ได้หรือไม่!
“ท่านแม่ทัพ...เพราะเื่ที่เกิดขึ้นในเมืองเหรินชิว ท่านจึงอยากรับผิดชอบข้าหรือเ้าคะ?” นางถาม
“แน่นอน” ฟู่ถิงเย่ไม่แม้แต่จะหยุดคิดและพยักหน้าในทันที
ในความคิดของเขา เขาเคยโอบกอด เคยัั เคยหลับนอนกับหวาชิงเสวี่ยมาแล้ว ย่อมต้องแต่งงานกับนาง! เื่นี้ยังต้องพูดอีกหรือ?
“พวกเราเป็เช่นนี้แล้ว เ้ายังคิดจะแต่งงานกับผู้อื่นอีกหรือ?!” ฟู่ถิงเย่เพิ่มแรงที่มือมากขึ้นเล็กน้อย กอดนางไว้แน่นกว่าเดิม น้ำเสียงดุดันอย่างยิ่ง
หวาชิงเสวี่ยแทบหายใจไม่ออก...
โอ้์ ท่านเบาๆ หน่อยได้หรือไม่?
“แต่...ข้าคิดว่า การแต่งงานเป็เื่สำคัญ...ต้องเป็คนที่ชอบพอกันทั้งสองฝ่าย”
“ข้าชอบเ้า” ฟู่ถิงเย่ไม่รู้สึกว่าเื่นี้เป็ปัญหา จ้องมองหวาชิงเสวี่ยด้วยสายตาวาววับ “เ้าชอบข้าหรือไม่?”
“...” หวาชิงเสวี่ยพูดไม่ออก ใบหน้าแดงก่ำ ปลายหูก็เริ่มแดงขึ้น และมีแนวโน้มที่จะแดงเหมือนกุ้งต้ม
หากบอกว่าไม่ชอบ ดูเหมือนจะผิดต่อใจตนไปหน่อย
พูดตามตรง ก็มีความรู้สึกดีๆ อยู่บ้าง...
แต่ถ้าหากจะบอกว่าชอบเลย ก็ดูจะเกินไป นางไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับท่านแม่ทัพใหญ่จริงๆ นะ!
พอมาถูกถามตรงๆ ว่าชอบหรือไม่ชอบเช่นนี้ ช่างกดดันเหลือเกิน...
“แค่บอกชอบ...จริงๆ แล้ว มันยังไม่พอเ้าค่ะ...” หวาชิงเสวี่ยตอบเสียงตะกุกตะกัก
“ต้องอย่างไรอีก?” ฟู่ถิงเย่จ้องนางเขม็งพร้อมกับเอ่ยถาม
“ต้อง...ชอบมากๆ ชอบที่สุด ชอบจนอยากอยู่ด้วยกันทุกวัน ถึงจะได้เ้าค่ะ...” หวาชิงเสวี่ยพยายามยกมือขึ้นอย่างยากเย็น ใช้นิ้วแสดงระยะห่างตรงหน้าของเขา “แต่ตอนนี้ ข้าชอบท่านแม่ทัพ เพียงแค่...เท่านี้ ยังห่างไกลจากความชอบถึงขนาดที่จะแต่งงานกันได้ ไปนิดหน่อยเ้าค่ะ...”
“ยุ่งยากจริง!” ฟู่ถิงเย่คัดค้านอย่างเด็ดขาด “บุรุษและสตรีที่ยังไม่ได้แต่งงาน ในเมื่อต้องตาต้องใจกันแล้วก็แต่งงานกันเสียสิ พูดแต่เื่ไร้ประโยชน์อยู่ได้!”
...เื่นี้จะไร้ประโยชน์ได้อย่างไร?
แต่บุรุษผู้ดื้อรั้นเช่นนี้ หากขัดขืนตรงๆ นางคงจะเป็ฝ่ายเสียเปรียบ หวาชิงเสวี่ยจึงอดทนอธิบายกับเขา “ท่านแม่ทัพ ความรู้สึกเป็สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ง่ายมาก คนสองคนต้องมีความรู้สึกที่มั่นคง ถึงจะสามารถพูดคุยเื่แต่งงานได้ ถ้าเกิดว่าวันนี้ท่านแม่ทัพชอบข้า แต่พรุ่งนี้ไม่ชอบข้าแล้ว ข้าจะทำอย่างไร?”
“เพียงแค่แต่งเ้าเข้ามาแล้ว ต่อให้ไม่ชอบแล้ว ก็ต้องรักถนอมภรรยาผูกผม [1] อย่างที่ควรจะเป็” ฟู่ถิงเย่ตอบอย่างไม่ลังเล
เป็คำตอบที่สมกับเป็บุรุษหัวโบราณ
หวาชิงเสวี่ยอยากจะเอามือก่ายหน้าผาก รู้สึกว่าพูดกันไม่รู้เื่ควรทำเช่นไรดี...
ฟู่ถิงเย่มองนาง แล้วกล่าวอีกว่า “ข้าเข้าใจความหมายที่เ้าอยากจะสื่อ เ้ายังไม่รู้จักข้าดีพอ ยังไม่แน่ใจว่าข้าจะเป็สามีที่ดีได้หรือไม่ จึงยังลังเลอยู่”
ถ้าหากว่าจะ...เข้าใจแบบนั้นก็ได้ แต่จริงๆ แล้วนางไม่ได้หมายความว่าแบบนั้นเสียทีเดียว...
“ข้า ฟู่ถิงเย่ ไม่กล้าพูดว่าเป็หนึ่งในใต้หล้า แต่ก็ถือว่าเป็บุรุษที่สง่าผ่าเผยผู้หนึ่ง! ในเมื่อข้าตัดสินใจจะแต่งงานกับเ้าแล้ว ข้าก็จะไม่ทอดทิ้งเ้า! สิ่งที่ผู้อื่นให้เ้าได้ ข้าก็ให้เ้าได้เช่นกัน สิ่งที่ผู้อื่นให้เ้าไม่ได้ ข้าก็หามาให้เ้า! ข้ามีชาติตระกูลดีใสสะอาด เรือนหลังไม่มีหญิงอื่น เ้าไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น”
ยิ่งพูดเขายิ่งฮึกเหิม เสียงก็ดังขึ้นเรื่อยๆ! ท่าทางเอาจริงเอาจังนี้ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนกับการสารภาพรัก เหมือนกับการกราบทูลถวายฎีกาในราชสำนักเสียมากกว่า!
หวาชิงเสวี่ยร้อนใจ ยื่นมือไปปิดปากฟู่ถิงเย่!
์! จั๊กจี้จัง!
รู้สึกเหมือนจับเม่นด้วยมือเปล่า...
เสียงของฟู่ถิงเย่เงียบลงทันที ภายใต้แสงเทียน ดวงตาสีดำลึกล้ำของเขาเป็ประกาย จ้องมองนางไม่วางตา!
หวาชิงเสวี่ยใบหน้าแดงลามไปถึงหู แต่ก็ไม่กล้าปล่อยมือ พูดพึมพำว่า “ท่านแม่ทัพ ท่าน...ท่านเบาเสียงหน่อยเ้าค่ะ...”
หากเพื่อนบ้านมาได้ยินเข้า จะน่าอายขนาดไหน...
ฟู่ถิงเย่รู้สึกว่ามือที่ปิดปากเขาอยู่นั้นทั้งหอมทั้งอ่อนนุ่ม ผิวนวลเนียนอบอุ่น รู้สึกดีเหลือเกิน...
หวาชิงเสวี่ยเห็นว่าเขาไม่พูดจาเสียงดังอีก จึงค่อยๆ หดมือกลับอย่างเขินอาย
นางมองดูฝ่ามือตัวเอง ก็พบว่ามีรอยแดงเพิ่มขึ้นมาหลายรอย
เคราของบุรุษผู้นี้ ทำจากเหล็กหรืออย่างไร?!
“ข้าจะแต่งเ้าเข้ามาเป็ภรรยา ดีหรือไม่?”
มาอีกแล้ว!
“ท่านแม่ทัพ ดึกมากแล้ว ท่าน...ท่านกลับไปเถอะเ้าค่ะ หากมีคนพบเห็นเข้าจะไม่ดี” หวาชิงเสวี่ยคุยกับเขาไม่รู้เื่ จึงตัดสินใจไล่เขาออกไปก่อน
“ไม่มีใครเห็นหรอก” ฟู่ถิงเย่ปฏิเสธทันที แต่ก็รู้ตัวว่าตนเองเสียมารยาทมากเกินไป จึงปล่อยหวาชิงเสวี่ยในที่สุด
เมื่อร่างกายนุ่มนิ่มและหอมละมุนผละออกไป ก็รู้สึกเสียดายอยู่นิดหน่อย
เขาอยากจะถามหวาชิงเสวี่ยอีกครั้งว่านางหมายความว่าอย่างไร เมื่อเห็นทั่วทั้งใบหน้าของนางมีสีแดงก่ำ จึงรู้สึกว่าวันนี้ตนเองหุนหันพลันแล่นเกินไป...
ช่างเถอะ ค่อยมาถามนางวันหลังก็แล้วกัน
แต่ถ้าหากยังไม่ได้ตกลงกันให้แน่ชัดก็คงไม่สบายใจ...
ฟู่ถิงเย่คลำหาของติดตัว เขาไม่ได้มีนิสัยชอบสวมเครื่องประดับ ตอนนี้จึงไม่มีแม้แต่ป้ายหยกที่จะมอบให้เป็ของแทนใจ
ช่างเถอะ! ไม่ว่าจะเป็อะไร ขอแค่เป็สิ่งของก็พอ!
ฟู่ถิงเย่ดึงกริชที่พกติดตัวออกมาทันที!
แสงสะท้อนจากคมมีดวาววับ!
หวาชิงเสวี่ยสูดหายใจเข้าด้วยความตกตะลึง นี่มันหมายความว่าอย่างไร? ขอแต่งงานไม่สำเร็จก็จะฆ่ากันเลยหรือ?!
“นี่เป็กริชที่ข้าได้มาเมื่อหลายปีก่อนตอนไปรบทางใต้ รูปแบบอาจจะธรรมดา แต่อัญมณีหลายเม็ดที่ประดับอยู่ยังพอชื่นชมได้ เ้าเก็บติดตัวเอาไว้เถอะ”
ฟู่ถิงเย่กึ่งๆ ยัดมันใส่มือหวาชิงเสวี่ย รู้ตัวดีว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เครื่องประดับที่เหล่าสตรีชื่นชอบ เขารู้สึกผิดเล็กน้อย จึงกล่าวเสริมว่า “ยามปกติก็ใช้เชือดไก่หั่นผักได้อยู่นะ”
หวาชิงเสวี่ย: “...”
ข้าไม่เอาได้หรือไม่...
ยังไม่ทันที่นางจะได้คิดอะไรมากไปกว่านี้ ก็รู้สึกว่าฟู่ถิงเย่มือไม้อยู่ไม่สุขอีกแล้ว!
เขากำลังลูบคลำตัวนาง!
ชักจะมากเกินไปแล้ว!
หวาชิงเสวี่ยกำลังโมโห ฟู่ถิงเย่กลับหยุดมือ พูดพึมพำหนึ่งประโยค “เหตุใดเ้าถึงไม่ชอบสวมใส่เครื่องประดับอะไรเลย...”
หวาชิงเสวี่ย: “...”
ข้ายากจน พอใจหรือยัง?! ยากจนก็ผิดด้วยหรือ?!
สายตาของฟู่ถิงเย่กวาดมองไปรอบๆ ห้อง เป็การกวาดมองจริงๆ! ราวกับว่าหากเห็นอะไรที่เหมาะสมก็จะคว้าไปอะไรแบบนั้น!
ห้องของหวาชิงเสวี่ยก็เรียบง่ายจริงๆ ไม่มีแม้แต่ถุงหอมหรือผ้าเช็ดหน้า ฟู่ถิงเย่มองหาอยู่พักหนึ่ง เหลือบไปเห็นหวีไม้ที่พอจะใช้เป็ของแทนใจได้
เมื่อหยิบมันขึ้นมาก็รู้สึกว่าการมาในวันนี้ไม่เสียเที่ยวแล้ว
เขาคิดในใจ ‘การรับมือกับสตรี ต้องเด็ดขาดหน่อย! หากมัวอ้ำๆ อึ้งๆ จะได้แต่งงานกันเมื่อไร?’
สตรีก็แค่ชอบลังเลและยืดเยื้อ เื่ระหว่างบุรุษสตรีมีเพียงแค่นี้เอง มีอะไรต้องคิดมากมาย?
ตอนนี้ฟู่ถิงเย่ปักใจเชื่อว่าหวาชิงเสวี่ยเป็ภรรยาของเขาแล้ว จึงรู้สึกว่ามารยาทระหว่างบุรุษและสตรีนั้น ควรจะวางเอาไว้ก่อนได้
เขากางแขนออก แล้วกอดหวาชิงเสวี่ยเข้าไปแนบอกอีกครั้ง
หวาชิงเสวี่ยมือสั่น กริชในมือเกือบหล่นใส่เท้า!
นี่ท่านแม่ทัพ ในมือข้ายังมีมีดอยู่นะ! ท่านไม่กลัวโดนแทงหรือ?!
“ผ่านวันนี้ไปแล้ว การสู่ขอหลังจากนี้อาจจะไม่เหมาะสม ลำบากเ้ารอข้าอีกหนึ่งปี” เมื่อพูดเช่นนี้ น้ำเสียงของเขาก็เปลี่ยนเป็จริงจังขึ้น “แต่อย่าออกไปทำงานเปิดเผยใบหน้าข้างนอกอีก! หากเ้าชอบค้าขาย ก็ให้จ้าวเซิงไปจัดการหาซื้อร้านค้าให้ แล้วจ้างคนมาดูแล เ้าว่างจนไม่รู้จะทำอะไรก็แค่ตรวจบัญชีเล่นก็พอ”
ฟู่ถิงเย่คิดว่าตัวเองใจกว้างมากแล้ว แต่หวาชิงเสวี่ยกลับรู้สึกสับสน นางอยากถามว่า ‘พวกเราสนิทกันถึงขั้นนั้นแล้วหรือ?’
เอาเถอะ ทั้งอาศัยอยู่ด้วยกัน ทั้งหนีออกมาจากเมืองเหรินชิวด้วยกันอีก ไม่ถือว่าเป็คนแปลกหน้าแล้วละ...
แต่เหตุใด...เขาถึงชอบนางกันล่ะ?
“พรุ่งนี้ข้าจะกลับค่าย หากเ้ามีเื่อะไรก็ไปหาจ้าวเซิง” ฟู่ถิงเย่หยุดคิดไปครู่หนึ่ง นึกถึงเหตุการณ์ที่หวาชิงเสวี่ยไปจวนแม่ทัพครั้งที่แล้ว “ข้าจะบอกจ้าวเซิงให้กำชับคนเฝ้าประตูไว้ หากมีใครมาขวางอีก เ้าก็ใช้กริชที่ข้าให้ไปเมื่อครู่แทงพวกมันเสีย!”
หวาชิงเสวี่ย: “...”
ท่านมาหาภรรยาหรือหาฆาตกรกันแน่?
“ดึกมากแล้ว ข้าไปก่อนนะ” ฟู่ถิงเย่ปล่อยนาง แต่สายตากลับยังคงจับจ้องอยู่ที่นางไม่ละไปไหน
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกเขินอายกับสายตาของเขา...
ดูเหมือนว่าั้แ่เมื่อครู่นี้ ความแดงบนใบหน้าของนางก็ยังไม่จางหายไปเลย...
น่ารำคาญเสียจริง...
“เ้าพักผ่อนเถอะ” ฟู่ถิงเย่กำลังจะไปแล้วจริงๆ ในแววตาเต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
หวาชิงเสวี่ยทำอะไรไม่ถูกกับเื่ราวที่เกิดขึ้น นางหน้าแดงพลางตอบด้วยเสียงเบา “ท่าน...ท่านก็รีบพักผ่อนเถอะเ้าค่ะ...”
ฟู่ถิงเย่จ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็มองไปที่กริชในมือนาง กล่าวว่า “เห็นสิ่งของก็เหมือนเห็นคน”
พูดจบก็เปิดประตูออกไป
เมื่อประตูเปิดออก ลมเย็นพัดเข้ามาปะทะร่าง หวาชิงเสวี่ยก็ตัวสั่นทันที
นางกระชับเสื้อผ้า ตั้งใจจะเดินอีกสองสามก้าวเพื่อไปส่งฟู่ถิงเย่ แต่พอเงยหน้าขึ้นก็ต้องตกตะลึง!
ในลานเรือน นอกจากฟู่ถิงเย่แล้ว ยังมีผู้อื่นยืนอยู่อีก!
เมื่อครู่นี้ผู้ใดกันที่บอกว่าจะไม่มีคนเห็น?!
เหออู่เห็นฟู่ถิงเย่เดินออกมาจากห้องของหวาชิงเสวี่ย รู้สึกเหมือนถูกสาดน้ำเย็นใส่กลางฤดูหนาว เย็นสุดขั้ว!
ฟู่ถิงเย่เห็นเขา ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วหันหลังมุ่งหน้าออกจากเรือนตระกูลเหออย่างรวดเร็ว ร่างของเขาหายไปในพริบตา
เหออู่มองไปยังประตูเรือนที่ว่างเปล่า แล้วมองไปที่หวาชิงเสวี่ยที่ยืนอยู่ใต้ชายคาบ้านอย่างโง่งม
“แม่นางหวา...เ้า เ้ากับท่านแม่ทัพ...พวกเ้า...” เหออู่มองหวาชิงเสวี่ยอย่างตะลึง
“ท่านอย่าเข้าใจผิด” หวาชิงเสวี่ยรีบอธิบาย “เขาแค่มาสู่ขอ...”
เปรี้ยง!
หัวใจที่พองโตราวบุปผาเริ่มผลิบานในฤดูใบไม้ผลิ แตกสลายลงเงียบๆ ท่ามกลางความหนาวเหน็บของฤดูหนาว...
หวาชิงเสวี่ยรู้ตัวว่าตนเองพูดจาฟังไม่รู้เื่ ที่จริงแล้วนาง้าจะอธิบายว่านางกับฟู่ถิงเย่ไม่ได้ทำอะไรกันในห้อง!
“พี่เหอ อย่าเอาเื่นี้ไปพูดต่อนะ ข้ากับท่านแม่ทัพไม่ได้เป็อะไรกันจริงๆ เขามาหาข้าเพื่อถามเื่บางอย่าง ไม่มีอะไรเลย...”
เหออู่พยักหน้าอย่างเหม่อลอย คิดในใจ ‘ใช่...แค่ถามบางอย่าง ข้าเข้าใจ ก็แค่คุยกันเื่แต่งงานเอง...’
หวาชิงเสวี่ยอธิบายไปมากมาย ไม่รู้ว่าเหออู่เข้าใจหรือไม่ สุดท้ายก็เห็นเขากลับไปที่ห้องพักของตัวเองเหมือนิญญาหลุดออกจากร่าง
“เฮ้อ นี่มันเื่อะไรกันเนี่ย...”
หวาชิงเสวี่ยกลับเข้าห้องด้วยความหงุดหงิด ลองััน้ำในอ่างอาบ พบว่าอุณหภูมิน้ำเย็นลงไปกว่าครึ่งแล้ว อารมณ์ของนางก็ยิ่งหดหู่กว่าเดิม...
————————————————————————————————————
[1]ภรรยาผูกผม(结发妻子)หมายถึง ภรรยาคนแรกที่แต่งงานั้แ่ยังหนุ่มสาว หรือหมายถึงภรรยาเอกที่ได้รับการยอมรับตามประเพณี เพราะในวันแต่งงานจะมีการตัดปอยผมของคู่สามีภรรยามาผูกรวมกันและเก็บไว้ใต้หมอนเป็สัญลักษณ์ของการเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยกัน
