การฝึกคาถาวิเศษที่มีธาตุพิเศษทุกบท ล้วนจำเป็ต้องอาศัยปราณิญญาฟ้าดินที่มีลักษณะเฉพาะ คาถาวิเศษเพลิงร้อนก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
การฝึกคาถาวิเศษเพลิงร้อนจำเป็ต้องชักจูงปราณิญญาที่แฝงเร้นไว้ด้วยพลังเปลวเพลิง ให้ค่อยๆ เข้ามาหลอมรวมอยู่ในมหาสมุทริญญา
ปราณิญญาฟ้าดินในอาณาจักรมากมายล้วนแฝงไว้ด้วยพลังธาตุที่ต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่นเทือกเขาชื่อเหยียนอันเป็ที่ตั้งของหอหลิงเป่า ในปราณิญญาจะมีพลังงานเปลวเพลิงที่เข้มข้นปะปนอยู่
และก็ด้วยเหตุนี้พวกผู้ฝึกลมปราณที่มีธาตุไฟของหอหลิงเป่าและพวกช่างหลอมอาวุธจึงสามารถอาศัยพลังเปลวเพลิงจากเทือกเขาชื่อเหยียนมาฝึกคาถาวิเศษธาตุไฟได้
ผู้ที่ไม่มีธาตุคิดจะฝึกคาถาวิเศษธาตุไฟในมหาสมุทริญญาจำเป็ต้องแบ่งแยกพื้นที่เฉพาะไว้แห่งหนึ่งเพื่อใช้บรรจุพลังเปลวเพลิง
พื้นที่ที่เนี่ยเทียนอยู่คือทางช้างเผือกนอกอาณาจักรที่เย็นเยียบไม่มีปราณิญญาให้เอามาใช้แม้แต่เส้นเดียวจึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงพลังงานเปลวเพลิง
เดิมทีเขาไม่มีทางฝึกคาถาวิเศษเพลิงร้อนในต่างแดนที่หนาวเหน็บแห่งนี้ได้เลย
ทว่าตอนอยู่เทือกเขาชื่อเหยียนเขาเคยเก็บเกี่ยวเอาหินผลึกอัคคีมาเป็จำนวนมาก
และหินผลึกอัคคีคือวัตถุระดับสูงขั้นสองซึ่งเป็หินวิเศษที่สูงชั้นกว่าหินเมฆอัคคีมากมายนักด้านในหินผลึกอัคคีจึงเปี่ยมล้นไปด้วยพลังเปลวเพลิง
หินผลึกอัคคีสามารถนำมาเป็แหล่งพลังงานในการฝึกคาถาวิเศษเพลิงร้อนของเขาได้
“อู้!”
หินผลึกอัคคีขนาดเท่าฝ่ามือก้อนหนึ่งลอยออกมาจากกำไลเก็บของตามความคิดของเขา
เขาคว้าหินผลึกอัคคีก้อนนั้นเอาไว้ ััได้ถึงความร้อนเริ่มทดลองดึงเอาพลังเปลวเพลิงในหินผลึกอัคคีตามวิธีการฝึกคาถาวิเศษเพลิงร้อน
“ฟู่วๆ!”
ลำแสงเปลวเพลิงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหลายเส้นประดุจเส้นผลึกสีแดงฉานบินเข้ามากลางฝ่ามือเขา
เขาใช้คาถาวิเศษเพลิงร้อนชักนำพลังงานเปลวเพลิงเ่าั้ให้เข้ามาอยู่ในเส้นชีพจรกลางฝ่ามือและค่อยๆ ส่งผ่านเส้นชีพจรไปยังมหาสมุทริญญา
ในมหาสมุทริญญาที่เต็มไปด้วยหมอกขาวโพลนน้ำวนพลังิญญาที่เคลื่อนโคจรอย่างเชื่องช้าพลันเพิ่มความเร็วขึ้นมาทีละนิด
สะเก็ดไฟหลายดวงเปล่งวาบขึ้นมาในเขตพื้นที่หมอกขาว
สะเก็ดไฟเ่าั้คือพลังเปลวเพลิงที่เขาดึงออกไปจากหินผลึกอัคคี
พลังเปลวเพลิงไหลเข้าไปในมหาสมุทริญญาของเขาทีละนิดและแยกตัวออกจากปราณิญญาอื่นๆ อย่างชัดเจน
เขานั่งเงียบรวบรวมสมาธิไปััดึงเอาพลังเปลวเพลิงในหินผลึกอัคคีออกมาอย่างต่อเนื่อง
ระหว่างขั้นตอนนี้เขาััได้ว่าเมื่อพลังเปลวเพลิงเ่าั้ไหลผ่านไปเส้นชีพจรของเขาก็เปลี่ยนมาเป็ร้อนแผดเผา
ก่อนหน้านี้เส้นชีพจรของเขาไม่เคยได้ัักับพลังของเปลวเพลิงมาก่อน ดังนั้น่เริ่มต้นเขาจึงรู้สึกเ็ป
เขารู้ว่าด้วยเรือนกายที่ไม่เหมือนคนทั่วไปของเขา เส้นเอ็นและชีพจรทุกเส้นที่พลังเปลวเพลิงไหลผ่านจะค่อยๆ ปรับตัวไปได้เอง
พลังเปลวเพลิงที่บินออกมาจากหินผลึกอัคคีต่างก็เป็เหมือนใยแมงมุม พลังเปลวเพลิงที่แฝงเร้นอยู่มีจำกัดอีกทั้งยังมิอาจเกาะตัวเข้าด้วยกันได้มากพอ ดังนั้นจึงไม่ได้ร้อนลวกเืเนื้อของเขาอย่างแท้จริง
เมื่อเขาดึงเอาพลังเปลวเพลิงออกไปอย่างต่อเนื่อง แสงไฟของหินผลึกอัคคีที่เปล่งประกายระยิบระยับ... จึงค่อยๆ มืดสลัวลง
กลับกัน
พื้นที่เล็กๆ แห่งหนึ่งในมหาสมุทริญญากลับยิ่งมีแสงไฟจัดจ้ามากขึ้นเรื่อยๆ มันค่อยๆ ก่อตัวกันขึ้นเป็กองไฟเล็กๆ หนึ่งกอง
กองไฟกองเล็กนั้นเมื่อได้รับพลังเปลวเพลิงเข้าไปก็ค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นทีละนิด
กระแสจิตของเขาปกป้องกองไฟนั้นด้วยความระมัดระวังกลัวว่าจะเกิดความผิดพลาด
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนกองไฟเล็กๆ นั่นจึงค่อยๆ เปลี่ยนจากขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือกลายเป็ใหญ่เท่าหนึ่งกำปั้น
“แคร๊ก!”
และเวลานี้เองหินผลึกอัคคีที่เขากำเอาไว้ในมือก็พลันแตกออกเป็เสี่ยงๆ
เขาใตื่นขึ้นมาจากการบำเพ็ญตบะไม่สนใจคลื่นของมหาสมุทริญญาอีกต่อไปแต่ก้มหน้าลงมองหินผลึกอัคคีก้อนนั้น
หินผลึกอัคคีระดับสูงขั้นสองก้อนหนึ่งหลังจากที่ไม่รู้ว่าการฝึกบำเพ็ญตบะของเขาผ่านไปนานเพียงใดก็กลายมาเป็ก้อนหินที่หมดสิ้นซึ่งพลังเปลวเพลิง
“ขนาดเป็หินผลึกอัคคีระดับสูงขั้นสองก็ยังไม่ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของมหาสมุทริญญา...”
เขาพึมพำหนึ่งประโยคสองจิตสองใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงหยิบเอาหินผลึกอัคคีก้อนใหม่ออกมาจากกำไลเก็บของ
เขาจมจ่อมอยู่กับการฝึกบำเพ็ญตบะอีกครั้ง
“แคร๊ก!”
เนิ่นนานหลังจากนั้นหินผลึกอัคคีก้อนนั้นก็แตกออก
และกองไฟที่ก่อตัวขึ้นในมหาสมุทริญญาของเขาก็เปลี่ยนจากขนาดหนึ่งกำปั้นมาเป็สองกำปั้น
เขาฝึกฝนต่อไปตามวิธีเดิมหยิบเอาหินผลึกอัคคีออกมาก้อนแล้วก้อนเล่าดูดซับเอาพลังงานเปลวเพลิงอย่างลืมกินลืมนอน
ในต่างแดนที่หนาวเย็นแห่งนี้มีเพียงดวงดาวกะพริบพราวแต่ไม่มีการผลัดเวรกันระหว่างพระอาทิตย์และพระจันทร์
เขาลืมวันเวลาที่ผันผ่านลืมว่าตอนนี้เขาอยู่ในประตู์กำลังเข้าร่วมการประลองที่โหดร้ายทารุณ
เขากระตือรือร้นฝึกคาถาวิเศษเพลิงร้อนจนลืมสิ้นทุกสิ่ง
หินผลึกอัคคีก้อนแล้วก้อนเล่าหลังจากที่ถูกเขาใช้งานเสร็จก็แตกกระจายออกเป็เสี่ยงๆ
เมื่อหินผลึกอัคคีก้อนที่สิบสองถูกเขาดึงเอาพลังเปลวเพลิงออกไปครึ่งหนึ่งจนแสงไฟเริ่มสลัวลงกองไฟในมหาสมุทริญญาของเขาที่ใหญ่ขึ้นจากเดิมสิบเท่าก็พลันเกิดการเปลี่ยนแปลง!
กองไฟที่เริ่มเป็รูปเป็ร่างมีปราณิญญาสีแดงฉานไหลกรากอยู่ด้านใน เริ่มเปลี่ยนมาเป็พลุ่งพล่านไร้ระเบียบ!
เนี่ยเทียนที่รู้ว่าฝึกคาถาวิเศษเพลิงร้อนแล้วจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นนอกจากจะไม่ใแล้วกลับดีใจด้วยซ้ำ
เขารู้ว่าผู้ที่ไร้ธาตุในการฝึกฝนเช่นเขาหากคิดจะฝึกคาถาวิเศษที่มีธาตุเฉพาะสักคาถาหนึ่งก็จำเป็ต้องสร้างน้ำวนพลังิญญาขึ้นมาใหม่อีกหนึ่งลูกในมหาสมุทริญญาของตัวเอง!
คลื่นไร้ระเบียบยุ่งเหยิงนั่นเขาเคยมีประสบการณ์ในทำนองเดียวกันตอนที่ฝ่าทะลุจากหลอมลมปราณไปยังท้าย์
และก็ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ได้ขัดขวางกระแสคลื่นแปรปรวนที่อยู่ในกองไฟกองนั้นกลับผ่อนคลายกายและใจใช้คาถาวิเศษเพลิงร้อนมาดูดซับพลังเปลวเพลิงที่อยู่ในหินผลึกอัคคีต่อ
เวลานี้เขาสังเกตเห็นแล้วว่าเมื่อกองไฟนั้นเกิดความผิดปกติพลังเปลวเพลิงกลุ่มใหม่ที่เข้าไปในมหาสมุทริญญาล้วนปรากฏแค่ในกองไฟนั้นเท่านั้น
พลังเปลวเพลิงที่มากกว่าเดิม หลังจากเข้าไปในกองเพลิงแล้วกองเพลิงก็ยิ่งเปลี่ยนมาเป็ไร้ระเบียบพลุ่งพล่านมากขึ้น
เขามองเฉยไม่ทำการชักนำใดๆ แค่จับจ้องเงียบๆ
ครู่หนึ่งหลังจากนั้นกองไฟนั่นพลันมีสะเก็ดไฟสาดกระเซ็นออกมาแล้วไหลกรากออกมาเป็หมอกควันสีแดงฉาน
ใน่เวลาที่หมอกควันซึ่งแฝงเร้นไว้ด้วยพลังเปลวเพลิงกำลังคลุ้มคลั่งมากที่สุดอยู่ๆ ก็คล้ายว่าหาทิศทางในการโคจรให้ตัวเองเจอ
เขามองเห็นอย่างชัดเจนว่ากองไฟกองนั้นกำลังเกิดการแตกตัวสะเก็ดไฟสาดกระเซ็นไปทั่ว เปลวไฟพวยพุ่งขึ้นสูงเริ่มเปลี่ยนเป็รูปร่างคล้ายน้ำวน
ไม่นานน้ำวนพลังิญญาลูกเล็กสีแดงฉานหนึ่งลูกก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาในมหาสมุทริญญาของเขาช้าๆ
ระหว่างน้ำวนพลังิญญาลูกใหม่และน้ำวนที่เกิดจากการก่อตัวกันของปราณิญญาฟ้าดินไม่ว่าจะเป็พลังงานที่ซ่อนเร้นเอาไว้หรือลักษณะรูปร่างก็ล้วนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
น้ำวนเปลวเพลิงเล็กกว่าน้ำวนพลังิญญาเกินสิบเท่า
ทว่าต่อให้เป็น้ำวนเปลวเพลิงที่เล็กแค่ไหนขอแค่ก่อตัวสำเร็จและทยอยเพิ่มพลังเปลวเพลิงเข้าไปอย่างต่อเนื่องแล้วก็ล้วนสามารถขยายใหญ่ขึ้นได้อีก
การก่อตัวกันของน้ำวนเปลวเพลิงหมายความว่าการฝึกคาถาวิเศษเพลิงร้อนของเขาได้ผ่านก้าวแรกที่สำคัญที่สุดไปแล้ว
นับแต่วันนี้เป็ต้นไปเขาสามารถยืมใช้หินวิเศษที่มีธาตุเปลวเพลิงสามารถชักจูงพลังเปลวเพลิงในปราณิญญามาเพิ่มความแข็งแกร่งและขยายขนาดให้กับน้ำวนเปลวเพลิงของเขาได้ทีละน้อย
“หินผลึกอัคคีสิบเก้าก้อนตอนนี้เหลือแค่เจ็ดก้อนแล้ว”
หลังจากที่ฝึกคาถาวิเศษเพลิงร้อนสำเร็จในขั้นต้นเขาก็หยิบเอาหินผลึกอัคคีทั้งหมดที่เหลือออกมา
หลังจากมองเห็นว่าหินผลึกอัคคีเหลืออีกแค่เจ็ดก้อนเขาก็ขมวดคิ้วมุ่นรู้ว่าหากคิดจะฝึกคาถาวิเศษเพลิงร้อนอยู่ในต่างแดนที่หนาวเหน็บแห่งนี้ต่อไปเกรงว่าหินผลึกอัคคีที่เขามีอยู่ในมือคงยังอยู่ไกลกับคำว่าเพียงพอลิบลับ
เวลานี้เขาจึงนึกถึงอันซืออี๋และเจียงหลิงจู
ตอนที่อยู่เทือกเขาชื่อเหยียนพวกนางเองก็เก็บเอาหินผลึกอัคคีจำนวนมากไปเช่นเดียวกับหากได้เจอพวกนางแล้วยืมเอามาใช้สักเล็กน้อยบางทีเขาอาจจะสามารถฝึกต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง
อีกอย่างเขาเชื่อว่าไม่ว่าจะเป็อันซืออี๋หรือเจียงหลิงจูขอแค่เขาเอ่ยปากก็น่าจะยอมให้เขายืมหินผลึกอัคคีมาใช้ได้บางส่วน
“เนี่ยเทียน!”
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเจิ้งปินเดินมาหาเขาเงียบๆ ทว่าสีหน้ากลับกระวนกระวายและหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
“มีอะไรหรือ?” เนี่ยเทียนประหลาดใจ
“ตอนที่เ้าฝึกบำเพ็ญตบะข้าไปที่หินอุกกาบาตก้อนอื่นที่นั่น... มีคนตายมากมาย” เจิ้งปินลนลาน
“อ้อเป็คนต่างเผ่าเหมือนกันหรือ?” เนี่ยเทียนถาม
เจิ้งปินส่ายหน้าติดต่อกันสีหน้าแฝงไปด้วยความเ็ป “ไม่ใช่ ไม่ใช่คนต่างเผ่า! แต่คนที่ตายล้วนเป็เผ่ามนุษย์เหมือนพวกเรา!คนเ่าั้มีสองคนที่เป็คนของอารามเสวียนอู้ต่างก็มีตบะอยู่ในขอบเขตกลาง์!”
“และยังมีอีกหลายคนที่มาจากสำนักโลหิตและสำนักภูตผีคนหนึ่งในนั้นที่ขอบเขตสูงสุดก็น่าจะเป็ต้น์!”
“พวกเขาตายกันหมดแล้วตลอดร่างเย็นเฉียบกำไลเก็บของอะไรที่อยู่บนร่างก็ถูกกวาดเอาไปจนเกลี้ยง”
“ข้ารู้สึกว่าเ้าพวกคนต่างอาณาจักรที่เข้ามาพร้อมพวกเราได้เริ่มลงมือกันแล้ว”
“บางทีอีกไม่นานเท่าไหร่พวกเขาก็จะหาที่นี่เจอ!”
ดวงตาของเจิ้งปินฉายความหวาดหวั่นอย่างเห็นได้ชัด
“หินก้อนใด?” เนี่ยเทียนถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
เจิ้งปินยื่นมือชี้ไปยังหินั์ก้อนหนึ่งที่ถูกขวางกั้นไว้ด้วยหินอุกกาบาตก้อนใหญ่อีกประมาณหกก้อนกล่าว “หินอุกกาบาตก้อนนั้น”
เนี่ยเทียนมองตามไปในใจลองคำนวณดูรู้สึกว่าหากมาจากหินก้อนนั้นก็อาจจะใช้เวลาแค่ไม่กี่ชั่วยาม
สีหน้าของเขาเปลี่ยนมาเป็นิ่งสนิทดุจผิวน้ำ
-----
