เล่มที่ 3 บทที่ 66 ประหลาดมาก
ทั่วทั้งหุบเขาเวิ่นเจี้ยนเงียบสงบเป็เวลาเนิ่นนาน…
ช่วยไม่ได้ ก็เพราะการประลองครั้งนี้มันช่างประหลาดมากจริงๆ…
ก่อนหน้านี้ตอนที่สือเหอประลองกับหวังฉ่วง ถึงแม้จะพลิกเอาชนะได้ในตอนท้าย แต่ทุกคนกลับเห็นความรุนแรงของกระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มของสือเหอได้อย่างชัดเจน กระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มรวมกันเป็หนึ่งเดียว ทำให้ภายในรัศมีสามจ้างที่อ่อนแอที่สุดกลับกลายเป็แข็งแกร่งขึ้นมาในทันที ดังนั้นการที่หวังฉ่วงบุกเข้าประชิด จึงไม่ต่างอะไรกับการแกว่งเท้าหาเสี้ยน
แต่สำหรับคู่หลินเฟยกับตู้จ้งนั้น…
กลับไม่มีใครเข้าใจได้เลยสักนิด…
ตู้จ้งได้ฝึกวิชากระบี่อิสระและลอบสังหารมา จึงมีกระบวนท่าลึกลับพิสดารราวกับปีศาจ เมื่อเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ ก็ยังสามารถใช้ข้อได้เปรียบของลำแสงเปลวไฟและน้ำแข็ง ผลักดันให้เกิดพลังทำลายล้างสูงสุด ในขณะที่คู่ต่อสู้ยังไม่ทันตั้งตัว ตู้จ้งก็สามารถเอาชนะได้แล้ว
และเื่ที่เกิดขึ้นมาหลังจากนั้น ก็เป็ไปตามที่ทุกคนคาดคิดไว้ไม่ผิดเพี้ยน…
ทุกคนเห็นลำแสงไฟและน้ำแข็งเข้าประชิดช่องโหว่ด้านข้างหลินเฟยกับตา
ทว่าหลินเฟยกลับพลิกชนะขึ้นมาจนได้…
โดยที่ั้แ่ต้นจนจบเขาไม่ได้ใช้แม้แต่กระบวนท่าเดียวเลยด้วยซ้ำ
นี่มันบ้าเกินไปแล้ว…
ไม่มีทั้งเสียงโห่ร้องหรือเสียงปรบมือ ทุกคนยังคงตะลึงพรึงเพริดจนสมองว่างเปล่า หลินเฟยเดินลงจากแท่นประลองท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบเชียบ ก่อนจะกลับไปยืนรวมกลุ่มกับเหล่าศิษย์หุบเขาอวี้เหิง
“ศิษย์… ศิษย์พี่หลิน…” ซงหยางดีใจจนตัวสั่น แต่สายตาที่มองหลินเฟยเต็มไปด้วยความประหลาดใจราวกับกำลังมองสัตว์ประหลาด
“ทำ…ทำได้อย่างไร?”
“ลอบสังหารหลายๆครั้งก็ทำได้แล้ว”
“…”
ครั้งนี้หลินเฟยไม่ได้โกหก…
หนึ่งในสิบแห่งเหวทมิฬนั้นเป็เผ่ามนุษย์เงา พวกเขาล้วนเป็ทายาทของเผ่าา ชำนาญวิชาลอบสังหารโดยกำเนิด หากเทียบกับปัจจุบัน พวกนั้นเปรียบเสมือนนักฆ่าชั้นหนึ่ง ในอดีตตอนที่หลินเฟยคิดจะโค่นยวนหวงผู้เป็เ้าแห่งเหวทมิฬ เขาเองก็เคยถูกเผ่ามนุษย์เงาไล่ล่ามานับครั้งไม่ถ้วน หากพูดถึงประสบการณ์ด้านการไล่ล่าหรือลอบสังหารแล้ว สำหรับหลินเฟยนั้นก็ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว…
ขณะที่หลินเฟยกำลังคุยเล่นอยู่กับซงหยางอยู่นั้น สือเหอที่อยู่จุดพักหุบเขาเทียนเสวียน ก็มองมาตรงมายังแท่นประลอง…
“ไม่ได้ใช้แม้แต่กระบวนท่าเดียวเลยอย่างนั้นหรือ…” ศิษย์หุบเขาเทียนเสวียนที่เอ่ยถามก่อนหน้า ตอนนี้กำลังอ้าปากค้าง ก่อนจะเอาแต่พึมพำประโยคเดิมซ้ำๆ
“เป็ไปได้อย่างไร เป็ไปได้อย่างไร…”
“สงสัยจะประเมินฝีมือต่ำไปอีกแล้ว…” สือเหอยิ้มฝืดเฝื่อน
“ศิษย์พี่สือ ข้าไม่เข้าใจเลย ทั้งที่ลำแสงทั้งสองสายนั่นเข้าประชิดมาถึงเบื้องหน้าหลินเฟยแล้วแท้ๆ ทำไมสุดท้าย มือที่ขาดนั่นถึงกลายเป็มือของตู้จ้งได้?”
“ที่ไม่เข้าใจเพราะเ้ามองไม่ทันต่างหาก…” สือเหอมองศิษย์น้องที่มีสีหน้ามึนงง
“ก่อนหน้านี้ลือกันว่าตู้จ้งเป็นักฆ่าอันดับหนึ่งของสำนักเวิ่นเจี้ยน จะว่าไปคำนี้ก็คงจะไม่ถูกสักเท่าไร…”
“หา?”
“จริงๆแล้วต้องเป็หลินเฟยต่างหาก”
“…”
“ในการประลองครั้งนี้ทุกคนต่างเห็นกระบวนท่าลอบสังหารที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วราวปีศาจของตู้จ้งเพียงฝ่ายอย่างเดียว แล้วมีใครได้เห็นหลินเฟยบ้างล่ะ?”
“นั่นสิ หลินเฟยไม่ได้ใช้สักกระบวนท่าเลยด้วยซ้ำ…”
“เพราะหลินเฟยรวดเร็วเกินไปต่างหาก…” สือเหอส่ายหัว ก่อนจะชี้ไปยังแท่นประลอง
“ั้แ่ต้นจบจน หลินเฟยต่างหากที่เป็คนควบคุมการประลองครั้งนี้ ตู้จ้งคิดไปเองว่าจะสามารถตบตาหลินเฟย และเข้าประชิดช่องโหว่ด้านข้างได้ แต่ความจริงแล้ว นั่นน่ะไม่ใช่หลินเฟยหรอก แต่เป็เงาที่เขาสร้างขึ้นมาเท่านั้น ส่วนร่างจริงนั้นซ่อนอยู่หลังทะเลเพลิงน้ำแข็งต่างหากล่ะ สุดท้ายหลินเฟยจึงได้โอกาสสะบั้นกระบี่ออกไป…”
“เงาอย่างนั้นหรือ?”
“ครั้งหน้าตอนไปหอดาบ ช่วยเอาเคล็ดวิชากระบี่หมื่นวิหคกลับมาให้ข้าหน่อย ดูแล้วคงจะเป็เคล็ดวิชาลอบสังหารชั้นสูงเลยทีเดียว…”
พูดจบสือเหอก็นั่งลงตามเดิม ก่อนจะพิจารณารายละเอียดการประลองที่ผ่านมา…
หลังจากได้เห็นการประลองทั้งสองสนามที่น่าตื่นตาตื่นใจแล้ว สนามต่อมาจึงไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไรนัก เพราะชิวเย่หัวและถังเทียนตูต่างก็เอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างสบายๆ
แต่ที่น่าสนใจก็คือซ่งเทียนสิงดูเหมือนจะมีท่าทีแปลกไป…
ไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไร ซ่งเทียนสิงในวันนี้ถึงได้ดูงกเงิ่นเป็อย่างมาก ไม่ว่าจะทำอะไรก็เงอะงะไปหมด สุดท้ายก็แพ้ราบคาบให้กับหวังหลินจากหุบเขาเหยากวง
ก่อนที่จะเริ่มการประลอง หลินเฟยเองก็ได้เตือนซ่งเทียนสิงไปแล้ว
“ระวังจะซวยนะ…”
หลินเฟยจำหวังหลินได้ดี เพราะเขามีโอกาสสูงสที่ฝึกเคล็ดวิชากระบี่ดับโชค วิชานี้นอกจากดับโชคของคู่ต่อสู้แล้ว ในขณะเดียวกันก็ดับโชคของตนเองไปด้วย ในอดีตตอนที่หลินเฟยอยู่ที่หอดาบ เขายังเคยหัวเราะให้กับเคล็ดวิชานี้อยู่เลย เพราะจุดมุ่งหมายของเคล็ดวิชานี้คือทำให้ทั้งผู้ฝึกและคู่ต่อสู้เป็เหมือนเ้าโง่คนหนึ่งเท่านั้น จากนั้นผู้ฝึกจึงใช้ประสบการณ์อันโชกโชนของตัวเองเอาชนะคู่ต่อสู้เอา…
และก็เป็ไปตามคาด
หลังจบการประลอง ซ่งเทียนสิงก็แทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เลยทีเดียว…
‘ช่วยไม่ได้ ก็เพราะดวงซวยสุดๆไปเลยน่ะสิ…’
เพียงเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อเท่านั้น
หลินเฟยลองนับคร่าวๆ ภายในเวลาแค่หนึ่งเค่อ ซ่งเทียนสิงถึงกับออกกระบวนท่าผิดอย่างน้อยสิบห้าครั้งไปแล้ว มีสิบสี่ครั้งที่เกิดจากการรบกวนภายนอก เช่น มีบางอย่างหล่นจากฟ้าบ้างล่ะ หรือมีบางอย่างบินผ่านบ้างล่ะ แถมยังมีอีกสองครั้งที่สะดุดล้มเสียเอง…
‘ถึงกับสะดุดล้มเชียว!’
‘น่าเหลือเชื่อหรือไม่ล่ะ?’
‘เป็ถึงผู้บำเพ็ญที่เหาะได้แม้แต่กระบี่ แต่กลับสะดุดล้ม?’
มิหนำซ้ำมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ค่อนข้างจะรุนแรง…
เพราะเขาถูกพลังปราณย้อนกลับเข้าให้
แค่เห็นหลินเฟยก็รู้สึกเจ็บแล้ว…
ตอนที่ผู้บำเพ็ญขั้นย่างหยวนปะทะกันอยู่นั้น หากมีคนใดคนหนึ่งใช้พลังปราณย้อนกลับ ผลจะเป็อย่างไรนั้นก็พอจะคาดเดาได้ หวังหลินไม่ต้องใช้สักกระบวนท่าเดียว ก็สามารถเตะซ่งเทียนสิงร่วงตกจากแท่นประลองลงมาได้แล้ว…
“บัดซบ…” ซ่งเทียนสิงเดินออกมาจากจากกลุ่มผู้ชมด้วยใบหน้าบึ้งตึง และที่หน้าอกก็ยังปรากฏรอยเท้าประทับอยู่ชัดเจน
“หากครั้งหน้าพวกหุบเขาเหยากวงทำผิดขึ้นมาล่ะก็ จะลงโทษให้สาแก่ใจเลย!”
ผู้าุโที่อยู่บนบัลลังก์ เห็นดังนั้นก็เริ่มจะนั่งไม่ติดเสียแล้ว
“ศิษย์พี่จ้าวถ่ายทอดเคล็ดวิชากระบี่ดับโชคไปหรือ?” เติ้งเย่วเอ่ยถามขึ้นหลังจากเห็นศิษย์ตัวเองพ่ายแพ้ยับเยิน บัดนี้ผู้าุโหุบเขาเทียนสิงหน้าดำคล้ำราวกับก้นหม้อ เกรงว่าคงจะแอบจดบัญชีไว้ในใจ หากครั้งหน้าศิษย์หุบเขาเหยากวงทำอะไรผิดขึ้น มีหวังจะถูกลงโทษอย่างหนักเลยทีเดียว…
“ใช่แล้ว จะบอกให้นะว่าศิษย์ข้าคนนี้ มีกายฝูเต๋อแต่กำเนิด นับว่าเป็คนที่มีโชคใหญ่หลวงเลยทีเดียว…” จ้าวเชียนเย่ซึ่งเป็ผู้าุโแห่งหุบเขาเหยากวงพูดด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ ไม่ได้สนใจใบหน้าดำคล้ำของผู้าุโหุบเขาเทียนสิงแม้แต่น้อย
“ทั่วทั้งสำนักเวิ่นเจี้ยนแห่งนี้ นอกจากศิษย์ข้าแล้ว เกรงว่าคงไม่มีใครสามารถฝึกเคล็ดวิชานี้ได้อีก หากมีใครฝึกสุ่มสี่สุ่มห้าแล้วล่ะก็ ดีไม่ดีก่อนที่จะดับโชคของคู่ต่อสู้ได้ เผลอๆตัวเองนั่นแหละ คงจะได้ตายก่อน…”
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
