สาวน้อยอรชรอ้อนแอ้นที่ทุก่ตัวได้สัดส่วนกำลังดี สวมชุดกระโปรงยาวแต่พอมองเห็นเป็สัดส่วนเว้าโค้งดูแล้วดึงดูดสายตา คนรอบข้างหลายคนเขินอายไม่กล้าจ้องมองมาก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเหล่ตามอง
“เขาเป็คนของบ้านสกุลตู้จริง มีนามว่าตู้เซ่าฝู่”
เมื่อตู้เฮ่าได้ยินที่สาวน้อยคนนี้เอ่ยถาม ก็ทำแค่มองตามหลังตู้เซ่าฝู่ด้วยความแค้นเคือง มิเช่นนั้นคงต้องเพิกเฉยใส่คนงามที่อยู่ข้างกายเขาตอนนี้จริงๆ ก็แค่เ้าทึ่มคนหนึ่ง ต่อให้ปัจจุบันไม่ใช่เ้าทึ่มแล้ว ไว้ค่อยไปจัดการภายหลังก็ไม่สาย ขอแค่ยังอยู่ที่บ้านสกุลตู้ ก็ยังมีโอกาสจัดการเ้าทึ่มนั่นอีกเยอะ เขามองสาวน้อยข้างกาย พูดเสริมไปอีกว่า “บิดาของเขาเป็คนขี้เหล้า เขาก็เป็แค่ไอ้ทึ่มคนหนึ่ง”
สาวน้อยคนนั้นมองหลังหนุ่มน้อยท่าทางองอาจที่เดินไปตามทางเดินแผ่นดินจนหายลับไป ในใจคิดอย่างสับสน “ที่แท้เขาคือตู้เซ่าฝู่นี่เอง เขาทึ่มจริงๆ หรือ...”
“คุณหนูเยี่ย ข้าเดินเป็เพื่อนเ้าต่อเอง”
ตู้เฮ่าพยายามฝืนยิ้มให้สาวน้อยคนนี้ สายตามองไปที่หนุ่มน้อยร่างบางชุดม่วงที่เดินไปไกล จ้องมองด้วยสายตาโกรธเคืองและคับแค้นใจ
...
เวลาพลบค่ำ ตู้เซ่าฝู่เพิ่งจะกลับถึงเรือน ทว่าก็ยังไม่เห็นบิดากลับมา
ผ่านมาหลายปีตู้เซ่าฝู่จึงชินแล้ว คาดว่าบิดาคงดื่มสุราที่ไหนจนเมาหลับกองอยู่ที่นั่น แม้ในใจเขาเป็ห่วง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้
ตู้เซ่าฝู่กลับห้องของตัวเองนั่งเหม่อลอยสักครู่ เขาล้วงม้วนตำราสองม้วนกับกระดูกอสูรที่ดูน่าพิศวงชิ้นหนึ่งออกมา
ม้วนตำราสองม้วนมียันต์ประทับอยู่ ดูแล้วขลังและน่าเกรงขามอย่างยิ่งยวด มันคือตำราวิทยายุทธที่นำมาจากหอเก็บคัมภีร์วรยุทธชั้นสองและชั้นสาม
วิทยายุทธชุดแรกคือ “หมัดคลื่นซัดสะท้าน” คือวิทยายุทธขั้นเบิกนภาที่ตู้เซ่าฝู่หามาได้จากหอเก็บคัมภีร์วรยุทธชั้นสาม อีกชุดคือ “หมัดระบำคลื่น” คือวิทยายุทธขั้นเบิกนภาหามาได้จากหอเก็บคัมภีร์วรยุทธชั้นสอง
แม้วิทยายุทธสองชุดนี้อยู่ในขั้นเบิกนภา ทว่าขั้นของวิชา “หมัดคลื่นซัดสะท้าน” ดีกว่านิดหน่อย มิเช่นนั้นหมัดคลื่นซัดสะท้านคงมิได้เก็บอยู่ที่ชั้นสาม แต่หมัดระบำคลื่นเก็บอยู่ที่ชั้นสอง
นอกจากวิทยายุทธขั้นเบิกนภา ยังมีวิทยายุทธขั้นสดับเวหา ทว่าวิทยายุทธขั้นสดับเวหา ตู้เซ่าฝู่ไม่สนใจฝึกมันเท่าไร
ตอนนั้นที่เวลาประลอง เห็นญาติผู้น้องตู้เสวี่ยกับตู้อวี่ใช้วิทยายุทธขั้นสดับเวหา กระบวนวิชามีจุดอ่อนให้เห็นมากมาย วิทยายุทธเช่นนั้น ตู้เซ่าฝู่คิดว่า ฝึกไปก็ไม่ค่อยมีประโยชน์อันใด
หลังจากได้ตำรา “หมัดคลื่นซัดสะท้าน” มาจากหอเก็บคัมภีร์วรยุทธแล้ว ตู้เซ่าฝู่ทราบดีว่าวิทยายุทธขั้นเบิกนภาฝึกสำเร็จยากมาก ในใจก็กังวลคงฝึกให้สำเร็จยาก ดังนั้นจึงไปชั้นสองหาวิชาขั้นที่ต่ำลงมาหน่อยจึงได้ “หมัดระบำคลื่น” มา
ข้างๆ ม้วนตำราสองม้วนคือกระดูกอสูรที่ดูพิสดาร ขนาดประมาณฝ่ามือ กำไว้ในมือได้ยาก ดูแข็งแรงทนทาน บนพื้นผิวมีรอยเส้นอยู่ไม่น้อย ราวกับว่ารอยลึกฝังลงไปถึงชั้นในกระดูกอสูร
กระดูกอสูรก็เป็ของที่ตู้เซ่าฝู่ได้มาจากหอเก็บคัมภีร์วรยุทธชั้นสามเช่นกัน วางไว้ในที่มองเห็นได้ยาก คาดว่าปกติไม่ค่อยมีใครไปยุ่งกับมัน
แว็บแรกที่ตู้เซ่าฝู่เห็นกระดูกอสูร ในใจรู้สึกถึงคลื่นประหลาดอย่างไร้ที่มา คลื่นนั้น ราวกับมาจากชีพจรลมปราณหนึ่งถึงสองเส้นที่ฟื้นฟูขึ้นมาได้จากสิบเส้น ดังนั้นตู้เซ่าฝู่จึงคว้ากระดูกอสูรติดมือมาด้วย ต่อไปจะนำมาศึกษาอย่างตั้งใจ
“หาสถานที่ฝึกหมัดระบำคลื่นดูก่อนดีกว่า”
ตู้เซ่าฝู่พิจารณาดูจากสภาพของตัวเอง ตัดสินใจว่าลองฝึกหมัดระบำคลื่นที่ขั้นต่ำลงมาหน่อยดูก่อน อย่างไรเสียก็มีลมปราณ แม้ว่ายังไม่ได้ฝึกวิชาลมปราณ แต่ก็ไม่มีผลต่อการฝึกวิทยายุทธ นอกจากไม่ได้มีพลังปราณใดๆ ในร่างกายเลย ถึงไม่สามารถฝึกวิทยายุทธได้
ในห้องไม่เหมาะสำหรับการฝึกวิทยายุทธสักเท่าไร ตู้เซ่าฝู่จึงต้องหาสถานที่ห่างไกลเงียบสงบสักหน่อยสำหรับการฝึก
ท้องนภายามราตรี ดวงดาราส่องประกาย
ณ ป่าทึบลึกเข้าไปในูเาหลัง แสงขาวนวลจากจันทราส่องแสงผ่านใบไม้ใบต้นที่ซ้อนกัน ในป่าทึบยามมืดสงัดยังมีแสงจางๆ สาดผ่านช่องมาเป็เส้นๆ ภายในูเาอันที่แสนไกล ได้ยินเสียงอสูรในป่าคำรามเป็ระยะๆ
บนเนินเล็กๆ บนูเาแห่งหนึ่ง ตู้เซ่าฝู่นั่งขัดสมาธิ ใช้สองมือรวบรวมพลังฝ่ามือ ควบคุมให้พลังลมปราณไหลเวียน จากนั้นในฝ่ามือมีลมปราณพ่นออกมา ลอยออกมาโอบล้อมม้วนตำราที่วางอยู่ด้านหน้า
หลังจากที่ลมปราณััม้วนตำรา ม้วนตำราทั้งม้วนก็เริ่มปล่อยลำแสงออกมาเป็จุดๆ ยันต์บนนั้นเริ่มเปล่งแสง จากนั้นตำราก็ม้วนเปิดออกเอง ดูน่าพิศวงอย่างมาก สุดท้ายก็มีอักษรยันต์ลอยออกมา
อักษรแต่ละตัวลอยรวมกันเป็คลื่นที่เปล่งแสง เห็นเป็เงาคนที่อยู่ตรงหน้ากำลังฝึกวิชามวย จากนั้นคลื่นที่เปล่งแสงอักษรเปล่านั้นก็พากันถาโถมลอยไปบริเวณั์ตาทั้งสองข้าง และพุ่งเข้าไปที่จุดระหว่างคิ้วของตู้เซ่าฝู่
อักษรลอยเข้าไปที่จุดระหว่างคิ้ว ร่างกายของตู้เซ่าฝู่ที่นั่งอยู่สั่นทั้งตัว มีแสงปกคลุมล้อมรอบ พร้อมกับมีแสงใสเปล่งออกมาจากใบหน้าที่คมคาย สุดท้ายทุกอย่างก็สงบเงียบ ม้วนตำราก็หยุดเปล่งแสง
“ฟู่!”
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม จากนั้นตู้เซ่าฝู่ที่นั่งขัดสมาธิพ่นลมออกทางปาก ขนคิ้วขยับเล็กน้อย ดวงตาที่สดใสทั้งสองข้างเปิดออก มีแสงเปล่งออกมา
“หมัดระบำคลื่น วิทยายุทธขั้นเบิกนภา ปล่อยคลื่นพายุได้ ฝึกสำเร็จ คลื่นจะมีเก้าชั้น แต่ละชั้นมีลักษณะซ้อนกัน พลังทำลายล้างเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัว เพียงพอที่จะทำให้กระดูกแตกเป็เสี่ยงๆ”
ตู้เซ่าฝู่พูดออกมาเบาๆ นี่คือข้อมูลของหมัดระบำคลื่นที่ได้มาจากตำราการฝึกกระบวนวิชาหมัดนี้
“เริ่มการฝึกได้”
หลังจากนั้นทันที ตู้เซ่าฝู่ก็ลุกขึ้นมายืน นึกย้อนถึงกลวิธีการฝึกที่ได้มาจากข้อมูลการฝึกหมัดระบำคลื่นที่ศึกษามาเมื่อสักครู่ ตู้เซ่าฝู่ตั้งฝ่ามือรวบรวมพลัง กำหมัดเริ่มการฝึก เมื่อเหวี่ยงหมัดออก ก็มีคลื่นสั่นะเืซ่อนอยู่ในอากาศ...
นภาลัยยามรัตติกาล ดวงเดือนขาวนวลเปล่งรัศมี ดาริกาสุกสว่างระยิบระยับ
ณ หอหินโบราณเรียบๆ มีสาวน้อยคนหนึ่งยืนอยู่อย่างเงียบสงบ บุคลิกงดงามอ่อนช้อย ผิวขาวผ่อง ใบหน้าเกลี้ยงเกลา ผมยาวสยาย สวมชุดกระโปรงยาว ความงดงามของนางมากจนมิอาจพรรณนาออกมาได้หมด ดวงตาเป็ประกายเด่นชัดจากความมืดยามราตรี ดูสง่างามสดใสเปล่งประกายสุดๆ
“จื่อจิน” เสียงทุ้มใสเปล่งออกมาอย่างก้องกังวาน บุรุษร่างผอมบางอายุราวๆ สี่สิบปีค่อยๆ ก้าวออกมา บุคลิกดูสง่า บุรุษผู้นั้นเอ่ยว่า “ไปเดินเล่นที่บ้านสกุลตู้เป็อย่างไรบ้าง ได้อะไรกลับมาบ้างหรือไม่”
“ท่านพ่อ”
สาวน้อยคนนั้นหันหน้าไปหา ยิ้มบางๆ ปากบางๆ สีแดงเริ่มขยับ กล่าวว่า “บ้านสกุลตู้แต่ไหนแต่ไรก็ไม่อ่อนแอ ระดับโดยรวมแล้วน่าจะสูงกว่าบ้านสกุลอื่นเล็กน้อย ทว่าข้าคิดว่าบ้านสามมีบางอย่างซ่อนอยู่ บ้านสกุลตู้ไม่มีอย่างอื่นพิเศษแล้ว แต่ว่า...”
“แต่ว่าอะไรหรือ?” บุรุษร่างผอมบางถามด้วยความสงสัย
“บ้านสกุลตู้เหมือนว่ามีคุณชายน้อยจอมทึ่มคนหนึ่ง ครั้งนี้ข้าบังเอิญพบเขาในบ้านสกุลตู้ ทว่าข้าคิดว่าเขาไม่เป็เหมือนดั่งที่ข้างนอกร่ำลือกัน”
สาวน้อยยิ้มบางๆ นางยังจำกิริยาท่าทางของชายหนุ่มชุดม่วงคนนั้นได้ดี เขามีั์ตาสุกสว่าง นางเชื่อว่าเขาต้องไม่ใช่เ้าทึ่มอย่างในข่าวลือเป็แน่ รวมถึงพลังที่เขาแสดงให้เห็นตอนนั้น แม้กระทั่งนางเองก็ยังมองไม่ออก...
“เ้าน่าจะหมายถึงตู้เซ่าฝู่ใช่หรือไม่ เขาเป็บุตรชายของนายท่านคนที่สามของบ้านสกุลตู้ นายท่านคนที่สามของบ้านสกุลตู้มีบางอย่างลึกลับจริงๆ เมื่อครั้นที่ออกจากเมืองสือเฉิงไป ได้ยินว่าแสดงฝีมือในยุทธภพได้เยี่ยมยอด สิบหกปีก่อน อยู่ดีๆ ก็หอบบุตรชายคนหนึ่งกลับมาที่เมืองสือเฉิงเฉยเลย”
บุรุษวัยกลางคนพูดเบาๆ จากนั้นั์ตาก็สั่นเล็กน้อย มองไปยังจันทราที่สุกสว่างอยู่ในท้องฟ้า แล้วพูดต่อว่า “เมืองสือเฉิงเงียบสงบมาได้สิบกว่าปีแล้ว ถึงเวลากลับมาคึกคักกันหน่อย หลายปีมานี้ แต่ละบ้านสกุลก็น่าจะยังไม่สบายใจกันเท่าไรกระมัง ่นี้เ้าก็ตั้งใจฝึกหน่อย พยายามให้พัฒนาขึ้นไปอีกขั้น แล้วก็่นี้อสุรกายในหุบเขาอยู่กันไม่ค่อยสงบเท่าไร ่นี้เ้าพยายามอย่าเข้าไปล่ะ จะได้ไม่ต้องประสบภัยอันตราย”
“ท่านพ่อ ข้าเข้าใจแล้ว”
สาวน้อยพยักหน้าให้บุรุษวัยกลางคนคนนั้น หันหน้ากลับไปมองดวงจันทร์บนท้องฟ้าต่อ มีลมอ่อนๆ พัดโชยมา เส้นผมที่ปล่อยไว้ข้างหลังพลิ้วไหวตามเบาๆ
