“ฉินเฟิง คุณบอกได้ไหมว่าทำไม?” หานอิ๋งอิ๋งรีบสงบสติอารมณ์และผลักฉินเฟิงออกเบาๆเธอมองเขาและถาม “ทำไมคุณถึงไปตำหนักตระกูลอวี่ด้วยตัวเองและฆ่าทั้งตระกูล?”
“เพราะหลินเป้ยเป้ย” ฉินเฟิงไม่มีอะไรที่ต้องซ่อนต่อหน้าหานอิ๋งอิ๋งอีก
หานอิ๋งอิ๋งคิดสักพักหลินเป้ยเป้ยคือนักศึกษามหาวิทยาลัยที่อยู่ในสโมสรหวงเจียเธอที่เพิ่งสงบสติอารมณ์ก็กลับมากระวนกระวายอีกครั้ง “เพราะผู้หญิง? และคุณก็ฆ่าตระกูลอวี่ทั้งตระกูลโดยที่ไม่สนว่าคุณจะอยู่หรือตายเนี่ยนะ?”
หานอิ๋งอิ๋งรู้สึกเหมือนสมองประมวลผลทุกอย่างได้ไม่เพียงพอเธอรู้ว่าฉินเฟิงเป็นายน้อยเ้าชู้เ้าสำราญและเขาก็แค่สนุกกับผู้หญิงโดยไม่มีความรู้สึกเกี่ยวพันแล้วเขาก็เปลี่ยนผู้หญิงหลังจากที่สนุกกับพวกเธอไปแล้วแค่ครั้งเดียว
แต่ตอนนี้ฉินเฟิงได้ทำอะไรที่บ้ามากแค่เพื่อผู้หญิงคนเดียวนี่ยังเป็นายน้อยฉินที่ทุกคนรู้จักอยู่อีกหรือ?
“เพราะหลินเป้ยเป้ยไม่ใช่แค่ผู้หญิงเธอคือผู้หญิงของฉัน…ฉันให้สัตย์ว่าถ้าใครก็ตามที่กล้าแตะต้องผู้หญิงของฉันฉันจะฆ่ามันโดยไม่ปรานี!”
ฉินเฟิงตอนนี้สงบเยือกเย็นและเด็ดขาด
เพียงแค่นั่งนิ่งๆก็เหมือนมีแสงสีทองพุ่งออกจากตัวของเขา หัวใจของหานอิ๋งอิ๋งเต้นรัวอย่างฉับพลันและรู้สึกถึงคลื่นความโหยหาและความอิจฉา
เธออิจฉาผู้หญิงคนที่ชื่อหลินเป้ยเป้ยคนที่ทำให้ฉินเฟิงลงมือฆ่าตระกูลอวี่เพื่อเธอ
เธออยากจะกลายเป็ผู้หญิงของฉินเฟิงบ้างเธอจะได้ไม่ต้องเกรงกลัวสิ่งใด
“ฉันรู้ ไม่ต้องห่วง ฉันจะไม่บอกใครเื่นี้”ตอนนี้หานอิ๋งอิ๋งเต็มไปด้วยหลากร้อยอารมณ์ที่ขัดแย้งกัน
“งั้นผมขอตัวกลับก่อน”ฉินเฟิงยืนขึ้นและเดินไปที่ประตูก่อนจะหยุดและหันกลับมามองหานอิ๋งอิ๋งด้วยรอยยิ้ม“จริงสิอิ๋งอิ๋ง ต่อไปอย่านัดผมในออฟฟิศนะถ้าจำเป็เราค่อยไปเจอกันตอนที่ถึงบ้านแล้ว”
“ฉินเฟิง...” หานอิ๋งอิ๋งโกรธมากจนกระทืบเท้า ฉินเฟิงหายไปเหมือนควันเรียบร้อยแล้วโดยไม่มีแม้แต่เงา
เขากลับมาที่ห้องโถงของแผนกการขายและนั่งเอนหลังแต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงน่าสงสัยของหวังเชา “ฉินเฟิง มาที่ออฟฟิศฉันหน่อย”
เขาตามหลังหวังเชาไปและทั้งสองก็เดินเข้าไปในออฟฟิศของเขา
หวังเชาปิดประตูและมองฉินเฟิงที่นั่งอยู่บนโต๊ะด้วยท่าทีชอบกลสายตาของเขาฉายแววความเ็าที่ไม่พอใจ
ั้แ่ที่เขาให้ฉินเฟิงไปส่งเอกสารหวังเชาก็มองไปที่ห้องโถงของแผนกการขายอย่างใจจดใจจ่อเขาคิดว่าครั้งต่อไปที่เขาเห็นฉินเฟิงคือฉินเฟิงถูกทุบตีจนเืกำเดาไหลและหน้าบวมจนจำไม่ได้ทว่าเมื่อเขาเห็นฉินเฟิงกลับมาด้วยใบหน้าผ่องใส ท้องของเขาก็เต็มไปด้วยฟืนไฟ
“แกเอาเอกสารไปให้ผู้ช่วยหานหรือยัง?” หวังเชามองฉินเฟิงด้วยรอยยิ้มเ็า
“ให้แล้ว!” หลังจากที่เห็นว่าหวังเชาสนใจเกี่ยวกับเอกสารขนาดไหนฉินเฟิงก็มั่นใจมากขึ้นว่าไอ้เวรนี่มันต้องใส่ถุงยางไว้ข้างในเพื่อหวังจะใส่ร้ายป้ายสี
“แกให้แล้ว? เป็ไปได้อย่างไร?” หวังเชาสูญเสียความเยือกเย็นและะโออกมาเขาจ้องฉินเฟิงไม่วางตาด้วยความน่าขนลุก “แกมั่นใจนะว่าส่งให้แล้ว?”
“ฉันให้แล้วจริงๆ” ฉินเฟิงมีท่าทีไม่แยแสและกล่าว “ถ้านายไม่เชื่อฉันจะไปเรียกผู้ช่วยหานมาให้นายถามก็ได้”
“อึก…นั่นไม่จำเป็” ดูไม่เหมือนว่าฉินเฟิงจะกำลังโกหก หวังเชาจึงงุนงงมากขึ้น
“หัวหน้าทีมหวัง ดูเหมือนว่านายจะสนใจกับไอ้เอกสารนั่นมากนะอย่าบอกนะว่ามีอะไรกับไอ้รายงานนั่นน่ะ? นายจะใส่ร้ายฉันไม่ได้นะ”ฉินเฟิงมองหวังเชาด้วยความกังวลใจ
หวังเชากระแอมสองที“แกพูดบ้าอะไร? ฉันตรวจดูรายงานด้วยตัวเองมันจะไปมีปัญหาอะไรได้อย่างไร?” หวังเชาดูเหมือนแมวที่ถูกเหยียบหางและรีบอธิบายข้อแก้ต่างเขาคิดสักพักและเกริ่นทันที “ฉินเฟิง ผู้ช่วยหานได้ดูเอกสารหรือเปล่า?”
“ดูสิ เธอตั้งใจดูและเปิดทีละหน้าเลยล่ะ”
“แล้ว…ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยเหรอ?” ใจของหวังเชาอยู่ที่คอเขารู้สึกว่าเหตุการณ์มันบานปลายเกินจากความธรรมดาไปแล้ว
“ฮ่าๆๆ” ฉินเฟิงะเิเสียงหัวเราะเ็าทันทีเขายิ้มอย่างหยาบคายและเ็าให้หวังเชาจนเขาขนลุก
“แกหัวเราะอะไร? รีบพ่นออกมานะ” หวังเชากังวล
“หัวหน้าทีมหวังผู้ช่วยหานบอกว่าอย่าพูดสุ่มสี่สุ่มห้า…นายไม่รู้เหรอว่าทำไมฉันถึงไปออฟฟิศของผู้ช่วยหานนานจัง?มันเป็่เวลาที่ซาบซ่านอันน่าจดจำ”
ฉินเฟิงตบบ่าหวังเชาที่มึนงงเบาๆและบอกเขาอย่างมีเลศนัย “พี่ชาย นั่นคือทุกอย่างที่ฉันบอกได้ ส่วนที่เหลือนายจะค่อยๆ เข้าใจเอง”
“เฮ้อ…ขาที่เรียวยาวและหอมกรุ่นของผู้ช่วยหานฉันไม่รู้เลยว่าจะมีโอกาสได้จูบมัน แม้ว่าจะต้องเสียอายุขัยไป 10 ปีเพื่อทำอีกครั้ง ฉันก็เต็มใจ”ฉินเฟิงพึมพำกับตัวเองขณะที่เดินออกจากออฟฟิศของหวังเชา
ออฟฟิศกลับมาว่างเปล่าและหวังเชาก็เป็แค่คนเดียวที่เหลืออยู่ข้างในอย่างไรก็ตาม คำพูดของฉินเฟิงเหมือนคำสาป มันวนเวียนอยู่ในสมองของเขาเรื่อยๆซึ่งเป็ไปไม่ได้ที่จะสลัดทิ้ง
เขาเริ่มค่อยๆเข้าใจความหมายของฉินเฟิงไม่ใช่แค่ไอ้เด็กนั่นไปออฟฟิศของผู้ช่วยหานและกลับมาแบบไร้ขีดข่วนแต่มันก็อยู่ที่นั่นเกือบครึ่งชั่วโมงและกลับมาด้วยความสำเร็จ…เป็ไปได้ว่าผู้ช่วยหานจะมีกฎลับกับมันงั้นหรือ?
ไฟในใจของหวังเชาโชติ่ขึ้นเมื่อคิดถึงร่างกายที่มีความสะบึมและความงามน่าดึงดูดของผู้ช่วยหานเขากลืนน้ำลายอย่างหนัก“อย่าบอกนะว่า…ผู้ช่วยหานที่ดูสวยและเ็าจากภายนอกอย่างนั้นแต่ถ้าได้เข้าใกล้เธอ เธอจะแสดงความหลงใหลในแบบต่างๆ? โอ้ไม่นะไม่ ฉันต้องหาเวลาไปพูดกับเธอเสียแล้วถ้าเธอยอมรับไอ้เด็กเปรตฉินเฟิงนั่นได้งั้นผู้ชายที่หล่อและมีพร์อย่างฉันก็ต้องเหมาะกับสเปคเธอแน่นอน
…
เพียงพริบตา่เช้าก็ผ่านไป ฉินเฟิงนอนอยู่บนโต๊ะทำงาน แค่หลับตาและลืมตา่เช้าก็ผ่านไปแล้ว
“ฉินเฟิง ได้เวลาทานข้าวแล้ว!” สวี่รั่วโหรวจิ้มเข้ามาที่เอวของฉินเฟิงอย่างแรงเหมือนกับว่าเธอกำลังแก้แค้นที่ฉินเฟิงเลียต้นขาของเธอเมื่อเช้า
ฉินเฟิงตื่นด้วยความเ็ปตอนนี้พนักงานทุกคนในแผนกการขายไปโรงอาหารกันหมดแล้วฉินเฟิงคว้าสวี่รั่วโหรวเข้ามากอดแน่นและจ้องเธอเขม็ง “รั่วโหรวตอนนี้ที่ทำงานไม่มีใครแล้ว ฉันอยากจะจับเธอกดบนโต๊ะทำงานของฉันและตีก้นเธอด้วยเข็มขัดแล้วก็ย่ำยีตัวเธอ”
ในระหว่างที่พูดมือของเขาขยับไปทั่วร่างของสวี่รั่วโหรวโดยมิชอบสวี่รั่วโหรวกลัวมากจนเธอดิ้นในอ้อมกอดของฉินเฟิงสุดชีวิต แต่ฉินเฟิงไม่ปล่อยเมื่อเขาเห็นว่ากระโปรงของสวี่รั่วโหรวกำลังจะถูกดึงลง เขาหยุดทันทีและส่ายหน้า“รั่วโหรว ฉันกำลังจะย่ำยีเธอนะ ทำไมเธอไม่รู้จักะโให้ช่วยเลยล่ะ?”
“แม้ว่าฉันจะหล่อและมีพร์แต่เธอจะทำกับฉันในออฟฟิศแบบไม่ใส่ใจไม่ได้นะ”ฉินเฟิงพบว่าการสอนของเขามีผลลัพธ์ออกมาอย่างไม่น่าพอใจและตอนนี้เขาพยายามจะเคลียร์พวกภารกิจทั้งหลายให้เกลี้ยงเขาเลยอยากจะเสริมสร้างวิธีการสอนของเขาให้กับสวี่รั่วโหรว
“รั่วโหรว ั้แ่คืนนี้ไป ทุกวันหลังมื้อค่ำ เราต้องมีเรียนในห้องของเธอเราจะแก้นิสัยอ่อนแอของเธอและอาการที่ปฏิเสธคนไม่เป็ของเธอ”
เมื่อสวี่รั่วโหรวพบว่าจริงๆแล้วฉินเฟิงไม่ได้กลายเป็สัตว์ป่าและกำลังทดสอบผลของการฝึกสอนของเขาอยู่เธอก็โล่งอก เธอนั่งในอ้อมกอดของฉินเฟิงและหยุดดิ้น แล้วเธอก็มองเขาด้วยท่าทีสับสน“ฉินเฟิง คุณจะสอนฉันอย่างไรคะ?”
สวี่รั่วโหรวชินกับนิสัยอ่อนแอของเธอและไม่คิดมากแต่เธอรู้ว่ามันคงจะแย่ถ้าไม่รู้วิธีปฏิเสธเลยตัวอย่างครั้งล่าสุดที่ฉินเฟิงไม่ได้อยู่ที่นี่ หวังเชาเกือบจะย่ำยีเธอในออฟฟิศและครั้งล่าสุดตอนที่เธอกำลังย้ายบ้าน ผู้ดูแลก็เกือบจะย่ำยีเธอด้วยเหมือนกันดังนั้นสวี่รั่วโหรวจึงยอมรับการฝึกสอนของฉินเฟิง
“ฉันเตรียม่เวลาลำบากในการฝึกไว้ให้แล้ว” ฉินเฟิงมองสวี่รั่วโหรวด้วยท่าทางน่าเชื่อถือเขาวางมือหนึ่งไว้บนหน้าอกของเธอและอีกมือหนึ่งไว้บนต้นขาแล้วเขาก็พูดอย่างจริงจัง “การฝึกจำเป็ต้องจำลองสถานการณ์”
“หมายความว่าไงคะจำลองสถานการณ์?” สวี่รั่วโหรวคิดเื่เนื้อหาของการฝึกใหม่และไม่ได้สนใจการเคลื่อนไหวที่ไร้ยางอายของฉินเฟิง
“มันก็หมายความว่าจำลองสถานการณ์อันตรายเพื่อให้เธอรู้วิธีการปฏิเสธหรือแม้แต่ะเิออกมา!”ฉินเฟิงกล่าว
“สถานการณ์อันตราย? คุณจะไปซ่อนและจู่ๆก็พุ่งออกมาฆ่าฉันเหรอคะ? หรือคุณจะไปวางพวกกับดักในห้องเพื่อที่ฉันจะได้พบกับอันตรายและฉันจะได้โต้ตอบได้อย่างรวดเร็ว?”สาวน้อยคนนี้ฝันว่าจะกลายเป็นักรบหญิงที่สง่างามและั์ตาที่กลมโตของเธอก็ส่องประกายด้วยความตื่นเต้น
สีหน้าของฉินเฟิงหมองหม่นและส่ายหัว“มันเป็การจำลองสถานการณ์อย่างตอนที่มีโรคจิตมาจับก้นเธอบนรถสาธารณะหรือตอนที่เธอกำลังเดินอยู่ตอนกลางคืนและจู่ๆก็มีพวกนักเลงปรี่เข้ามากระทำชำเราเธอหรือตอนที่คนระดับสูงในที่ทำงานกล่าวถึงกฎลับ หรือกลางดึกตอนที่เธอกำลังหลับและมีคนแอบย่องเข้ามาในห้องของเธอและขึ้นเตียงเธอหรือตอนที่เธอมีเดทแรกและมีชายแปลกหน้าวางยาเธอในน้ำดื่มและทำให้เธอเกิดอารมณ์และจับเธอมัดหรือตอนที่มีคนไม่ดีลักพาตัวสมาชิกครอบครัวหรือเพื่อนของเธอและขู่ว่าเธอต้องให้ความบันเทิงแก่เขา...”
ฉินเฟิงกล่าวความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมดให้สวี่รั่วโหรวฟังในอึดใจเดียวสวี่รั่วโหรวจ้องฉินเฟิงอย่างเซ่อซ่าสักพักและถามอย่างอ่อนแรง “ฉินเฟิงฉันไม่อยากเข้าร่วมการฝึกพวกนั้นเลย ได้ไหมคะ?”
“ไม่ได้!” ไม่มีข้อสงสัยในคำตอบ
สวี่รั่วโหรวรู้สึกผิดและั์ตาของเธอก็แดง เธอยืนขึ้นและออกจากอ้อมกอดของฉินเฟิงเธอรู้สึกว่าแม้เธอจะถูกใครจับกด แต่เธอก็ไม่มีแรงหรือทักษะเธอรู้ว่าถ้าคนไม่ดีอยากจะทำอะไรกับเธอกลางดึกเธอก็ทำได้แค่รอเวลานั้นมาถึงโดยไม่มีความสามารถอะไรที่จะขัดขืน
…
เมื่อวานั้แ่ที่ฉินเฟิงไปบ้านพักตากอากาศและกลับมาตำหนักฉินเขาไม่ได้ออกไปไหนเลยดังนั้นเขาจึงเลือกใช้มื้อกลางวันเพื่อไปเจอหน้าหลินเป้ยเป้ยกับไป๋ชิง
เมื่อไม่กี่วันก่อนในโรงพยาบาลชั้นหนึ่งหลินเป้ยเป้ยจะดูแลอาหารและที่พักของแม่ของเธอเหมือนกับเด็กดีแต่ตอนนี้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว แม่หลินเป็คนดูแลหลินเป้ยเป้ยที่ไม่ได้สติแทน
“ฉินเฟิง เธอมาแล้ว!” เมื่อแม่หลินเห็นฉินเฟิงเข้ามา เธอฝืนยิ้มเล็กน้อยผมส่วนใหญ่ของแม่หลินกลายเป็สีขาวเพราะอาการของหลินเป้ยเป้ย
“คุณน้าหลิน ระยะหลังนี้เป้ยเป้ยดีขึ้นหรือยัง?” ฉินเฟิงทักทายแม่หลินและนั่งลงบนขอบเตียงหลินเป้ยเป้ยนอนอย่างเงียบเชียบท่ามกลางแสงอาทิตย์ใบหน้าที่น่าหลงใหลของเธอขาวผ่องและเรียบเนียน เธอดูน่าทึ่งแม้จะยามป่วย
“เธอยังไม่ตื่นเลย” แม่หลินถอนหายใจและน้ำตาก็เริ่มคลอเบ้า“คุณหมอบอกว่าให้พูดกับเธอบ่อยๆ และพาเธอไปรับแดดข้างนอกเพื่อชมวิวเขาบอกว่าอย่าดูแลเธอเหมือนคนที่เป็อัมพาตไม่ได้สติ ให้ดูแลเหมือนคนปกติแทนด้วยวิธีนั้นอาจจะทำให้เธอดีขึ้นและอาจจะตื่นขึ้นมา”
