“โครม...”
เกิดเสียงดังสนั่น ตามมาด้วยเสียงเบรกกะทันหันของรถยนต์ เซี่ยเสี่ยวหลานพยายามหักพวงมาลัยรถเพื่อทำให้รถชนเข้ากับเสาไฟฟ้าข้างทาง รถของอีกฝ่ายจึงชนเข้ากับท้ายรถฝั่งขวาของคังเหว่ย
ศีรษะของคังเหว่ยกระแทกกับพวงมาลัยอย่างรุนแรง ในขณะที่เซี่ยเสี่ยวหลานได้ยินเสียงกระจกแตก เธอหลับตาตามสัญชาตญาณ ก่อนจะยกมือบังหน้า เศษกระจกที่แตกกระจายจึงปักลงที่มือของเธอ
วินาทีนั้นเธอไม่รู้สึกถึงความเ็ปแม้แต่น้อย
สมองของเธอมึนงง เธอเห็นคังเหว่ยกุมหน้าผากด้วยความเ็ปจนขดตัวแน่น
“คังเหว่ย คังเหว่ย...”
เซี่ยเสี่ยวหลานพึมพำอย่างไร้สติ เธอรู้สึกมึนหัวและหูอื้อไปหมด เธอไม่สามารถควบคุมของร่างกายตัวเองได้เลยสักนิด
เธอได้ยินเสียงกรีดร้อง จากนั้นก็มีคนมาเปิดประตูรถฝั่งที่เธอนั่งก่อนจะปลดเข็มขัดนิรภัยบนตัวเธอออก และอุ้มเธอลงจากเบาะที่นั่งข้างคนขับ
เซี่ยเสี่ยวหลานพยายามชี้ไปที่คังเหว่ย “ช่วยเขา...”
เปลือกตาของเธอหนักอึ้ง เซี่ยเสี่ยวหลานยืนทรงตัวแทบไม่ได้
อีกฝ่ายเหมือนกำลังถามเธอว่าเป็อะไรหรือเปล่า เซี่ยเสี่ยวหลานได้แต่ชี้ไปที่คังเหว่ย เธอเห็นคังเหว่ยถูกคนหามตัวออกจากรถ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเื เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นดังนั้นก็รู้สึกเข่าอ่อนไปหมด
ไม่ได้ เธอจะล้มไม่ได้
คังเหว่ยยังไม่ได้รับการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ที่นี่อยู่ค่อนข้างไกลจากโรงพยาบาลประจำเมือง และเพราะปัจจัยด้านระยะทาง ใครจะรู้ว่าอาการของคังเหว่ยจะเป็เช่นไร เธอจะฝากความหวังไว้ที่ผู้ก่อเหตุทั้งหมดไม่ได้
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่ามีคนกำลังพยุงตัวเธออยู่ เธอคลำเจอเศษกระจกที่ปักอยู่บนมือของตัวเอง ก่อนจะกัดฟันกดมันลงไปให้ลึกยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ความเจ็บที่ได้รับช่วยเรียกสติของเธอได้เล็กน้อย “ช่วยเขา! พาเขาไปโรงพยาบาลที!”
อาการมึนงงและตาลายของเซี่ยเสี่ยวหลานดีขึ้นเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เธอรู้สึกราวกับิญญาที่ถูกขังอยู่ในกายหยาบกำลังพยายามกรีดร้องแต่ไม่มีใครได้ยินเสียง ทว่าครั้งนี้เซี่ยเสี่ยวหลานได้ยินเสียงตัวเองอย่างชัดเจน เธอเค้นพลังทุกหยดที่มีเพื่อเปล่งเสียง แต่ความจริงแล้วเสียงของเธอดังกว่าเสียงยุงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ทว่าคนที่อยู่ข้างๆ กลับได้ยินอย่างชัดเจน
“ช่วยด้วย! พาไปส่งโรงพยาบาล... คุณรีบขึ้นรถสิ”
รถคันที่ขับมาชนคันนั้น คนขับที่เป็ผู้ก่อเหตุถูกไล่ลงมาก่อนคนอื่นจะเข้าไปนั่งแทนที่
ด้านหลังรถคังเหว่ยถูกแรงกระแทกจนยุบบุบ ทว่ารถคันนี้กลับมีแค่รอยเฉี่ยวชนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ตอนเซี่ยเสี่ยวหลานถูกคนพยุงขึ้นรถก็คิดในใจว่า หรือนี่จะเป็ความแตกต่างระหว่างรถหรูกับรถธรรมดา? รถที่ขับชนเธอกับคังเหว่ยคือรถเบนส์ลีย์สีดำสนิท... ต้นปี 1985 เช่นนี้ บนถนนทั่วเผิงเฉิงคงเจอรถหรูเช่นนี้แค่ไม่กี่คันเท่านั้น
เซี่ยเสี่ยวหลานพยายามดิ้นออกจากมือคนช่วยพยุง ก่อนที่เธอจะพบว่าคังเหว่ยถูกส่งตัวขึ้นรถอีกคันหนึ่งไป
ที่แท้มาเป็ขบวนรถ!
“ฉันจะไปกับเขา!”
“ช่างเถอะ แบกเขามาคันนี้”
เซี่ยเสี่ยวหลานยืนกรานเสียงแข็ง อีกฝ่ายจึงจำต้องทำตามที่เธอบอก เซี่ยเสี่ยวหลานกับคังเหว่ยถูกพาขึ้นรถคันเดียวกัน เธอนั่งอยู่ข้างคังเหว่ย และสังเกตเห็นว่าศีรษะของคังเหว่ยมีผ้าพันแผลพันอยู่ มีคนช่วยปฐมพยาบาลให้เขาแล้ว แต่เืที่เปรอะเปื้อนตัวเขาและเบาะหนังแท้ราวกับที่นี่เป็สถานที่เกิดเหตุฆาตกรรม... รถเบนส์ลีย์สีดำ แต่เบาะหนังกลับเป็สีขาวราวหิมะ พื้นรถปูพรมหนา ผ้าพันแผลห้ามเืไม่อยู่ ทำให้ยังคงมีเืไหลซึมออกมาอย่างต่อเนื่อง
“คังเหว่ย! คังเหว่ย ห้ามหลับเด็ดขาดนะ!”
เปลือกตาของคังเหว่ยสั่นไหวเล็กน้อยแต่ก็ไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้ เขาเพียงส่งเสียงพึมพำในลำคอเท่านั้น
เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกเบาใจขึ้นมาเล็กน้อย คังเหว่ยยังมีชีวิตอยู่ แค่เขายังมีชีวิตอยู่ก็พอแล้ว!
“พาไปโรงพยาบาลใหญ่ ไม่เอาคลินิกเล็กๆ ไม่เอาสถานีอนามัย! พวกเรามีเงิน!”
ร้านเพิ่งแบ่งเงินปันผลกัน เซี่ยเสี่ยวหลานจึงมีเงินสดจำนวนไม่น้อยติดตัวมาด้วย เ้าของรถหรูเองก็คงไม่ขัดสนเงินทอง แต่เพื่อป้องกันไว้ก่อนเซี่ยเสี่ยวหลานจึงบอกว่าตัวเองก็มีเงินเช่นกัน
รถเคลื่อนที่ออกไปอย่างรวดเร็ว
อุบัติเหตุเฉกเช่นเมื่อครู่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก เนื่องจากการจราจร่ปี 1985 ยังไม่แน่นขนัด แม้จะไม่มีสัญญาณไฟจราจรถี่ยิบมาถ่วงเวลา ทว่ารถที่ขับผ่านไปมีเพียงรถขนดินทรายเพื่อการก่อสร้างเท่านั้น
มีคนหันหน้ามากล่าวว่า “ไม่ต้องกังวล ใกล้ถึงโรงพยาบาลแล้ว”
สำเนียงแปลกประหลาด ชาวหยางเฉิงกับชาวฮ่องกงเวลาพูดจีนกลางจะมีสำเนียงเช่นนี้ แต่ประโยคที่ได้ยินมีสำเนียงของชาวฮ่องกงชัดเจนกว่า
ตอนนี้เซี่ยเสี่ยวหลานหายมึนหัวแล้ว เธอบอกตัวเองว่าอย่าตื่นตระหนก ถ้าเธอตั้งสติไม่ได้เท่ากับมอบอำนาจการควบคุมให้ผู้อื่น มือของเธอยังคงสั่นเทิ้ม แต่อาการหูอื้อหายไปแล้ว สายตาก็มองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จากนั้นเธอก็พบว่าคนที่หันหน้ามาคุยกับเธอคือตู้เ้าฮุย!
ตู้เ้าฮุยคือผู้ก่อเหตุรถชน!
พอคิดถึงเหตุเสี่ยงตายเมื่อครู่ เซี่ยเสี่ยวหลานก็อยากจะตบหน้าตู้เ้าฮุยสักสองฉาด ถ้าเธอไม่ชิงหักพวงมาลัยเสียก่อน สิ่งที่รถของอีกฝ่ายจะพุ่งเข้าชนก็คือด้านหน้ารถที่เธอกับคังเหว่ยกำลังนั่งอยู่
หากรถเบนส์ลีย์ชนรถของคังเหว่ย ใครแพ้ใครชนะยังต้องพูดถึงอีกหรือ?
ถ้าเธอถูกบดขยี้จนแบนเป็แผ่นแป้ง เช่นนั้นทั้งเธอและคังเหว่ยก็คงกลายเป็แผ่นแป้งไปพร้อมกัน
เสื้อสูทสีขาวบนตัวตู้เ้าฮุยเต็มไปด้วยเื เซี่ยเสี่ยวหลานเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“ขอบคุณคุณชายใหญ่ตู้ที่ไว้ชีวิตไม่ฆ่ากัน”
เซี่ยเสี่ยวหลานพูดประชด ทำเอาตู้เ้าฮุยพูดไม่ออกสักคำ
คนขับรถเป็พนักงานใหม่ ใช้งานรถเบนส์ลีย์ได้ไม่คล่องเหมือนคนขับรถคนก่อน ตู้เ้าฮุยเองก็ไม่รู้ว่าทำไมรถถึงได้พุ่งไปชนคนอื่นเช่นนี้ ตรงนั้นเป็หัวเลี้ยวของมุมถนน แม้ทัศนวิสัยจะจำกัดไปบ้าง แต่การที่คนขับไม่ได้ลดความเร็วลงก็มีส่วนผิด ตอนนี้เขาจะพูดอะไรได้ เมื่อเจอกับคำประชดของเซี่ยเสี่ยวหลาน คุณชายใหญ่ตู้ทำได้เพียงก้มหน้ารับ
“ผมขอโทษ ผมจะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดเอง”
เขานึกไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุรถชนเช่นนี้ และยิ่งคาดไม่ถึงว่าคนที่ถูกชนจะเป็เซี่ยเสี่ยวหลาน ตอนนั้นตู้เ้าฮุยที่นั่งอยู่เบาะหลังก็ถูกแรงกระแทกชนเช่นกัน แต่เนื่องจากรถของเขาค่อนข้างดี และกระโปรงรถด้านหน้าของรถเบนส์ลีย์ค่อนข้างยาว ทำให้เขาที่นั่งอยู่เบาะหลังไม่เป็อะไรมาก
จากนั้นลูกน้องของเขาก็เข้าไปช่วยคนที่อยู่บนรถอีกคัน ตู้เ้าฮุยถึงพบว่าผู้หญิงที่ถูกอุ้มลงมาคือเซี่ยเสี่ยวหลาน
แขนของเธอถูกเศษกระจกบาดเต็มไปหมด ตู้เ้าฮุยฝืนทนกับอาการวิงเวียนศีรษะเพื่อช่วยพยุงตัวเซี่ยเสี่ยวหลาน ตอนนั้นเซี่ยเสี่ยวหลานทรงตัวไม่ได้ด้วยซ้ำแต่เธอก็ไม่ยอมอยู่เฉยๆ ตู้เ้าฮุยเห็นเธอทำท่ามึนงง ก่อนจะออกแรงกดเศษกระจกลงไปในผิวตัวเอง!
ผู้หญิงแบบไหนจะโหดได้ถึงขนาดนี้?!
ถ้าเป็หญิงแกร่งร่างบึกบึนคงไม่แปลก แต่มันดันเกิดขึ้นกับเซี่ยเสี่ยวหลานที่มีรูปร่างบอบบางน่ะสิ
เดิมทีตู้เ้าฮุยก็เป็คนโเี้คนหนึ่ง ทว่าวินาทีนั้นเขาถูกเซี่ยเสี่ยวหลานทำเอาตกตะลึง เพราะถึงอย่างไรความโเี้ของคุณชายใหญ่ตู้ก็มีให้คนอื่นเท่านั้น แต่เซี่ยเสี่ยวหลานกลับโหดแม้กระทั่งกับตัวเอง!
เซี่ยเสี่ยวหลานเห็นคังเหว่ยยังคงครวญครางอยู่ก็รู้สึกร้อนใจ เธอจึงไม่คิดที่จะไว้หน้าตู้เ้าฮุยอีกต่อไป “ฉันขอบอกคุณไว้เลย เขาไม่ใช่คนธรรมดาอย่างฉันที่คุณอยากละเลยแล้วจะทำได้ง่ายๆ ... เขาเป็ทายาทของวีรบุรุษ ถ้าเขาเป็อะไรขึ้นมาเพราะถูกรถของคุณชนเข้าที่เผิงเฉิง คงไม่เหมือนกับรองหัวหน้าหวังที่ใช้แค่เงินไม่กี่ล้านก็สามารถจัดการได้!”
บ้านของคังเหว่ยขัดสนเงินทองหรือไม่?
ต่อให้คังเหว่ยไม่ทำงานทั้งชาติก็ไม่เป็ไร เพราะหน่วยงานไม่มีวันไล่เขาออก บ้านที่จัดสรรให้ก็ไม่มีวันริบคืน สวัสดิการเองก็เช่นกัน
ชีวิตของเขานั้นเรียบง่ายยิ่งนัก ไม่ใช่แค่คนรุ่นปู่ของคังเหว่ยเท่านั้นที่ต่อสู้ฝ่าฟันมาโดยตลอด แต่การสละชีวิตของพ่อคังเหว่ยทำให้คังเหว่ยไม่มีวันอดตาย เขาคือคนหนุ่มที่รู้สึกว่าชีวิตที่ใช้ไปวันๆ มันไม่มีความหมาย ถึงได้อยากลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อฝึกฝนตัวเอง
เซี่ยเสี่ยวหลานอยากร้องไห้ขึ้นมาอีกแล้ว
ถ้าคังเหว่ยเป็อะไรไป คนตระกูลคังจะรับไหวได้อย่างไร?
อีกทั้งอุบัติเหตุยังเกิดขึ้นตอนที่เขาขับรถไปส่งเธอเพื่อเจอกับโจวเฉิง ถ้าวันนี้เธอไม่ไปเจอโจวเฉิง หรือถ้าอยู่กับโจวเฉิงแค่หนึ่งชั่วโมงก็คงสามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุครั้งนี้ได้ใช่หรือไม่?!
ตู้เ้าฮุยไม่แก้ตัวแม้แต่คำเดียว
เวลาแบบนี้ต่อให้เซี่ยเสี่ยวหลานชี้หน้าด่าเขา นั่นก็เป็เื่ที่สมควรแล้ว
“อีกนานแค่ไหนกว่าจะถึงโรงพยาบาล ขับให้เร็วกว่านี้หน่อยสิ!”