ตอนที่ 9 ตื่นในร่าง "นังแพศยา" ผู้สิ้นหวัง
ความเย็นเยียบที่เสียดแทงเข้าสู่ทุกอณูขุมขนคือความรู้สึกแรกที่กระชากสติของ หลินชิงเซวียน ให้ตื่นจากความมืดมิด มันไม่ใช่ความเย็นของเครื่องปรับอากาศในคอนโดหรู แต่มันคือน้ำแข็งที่โอบล้อมร่างกาย ราวกับมัจจุราชกำลังพยายามลากิญญาของเธอลงสู่ก้นบึ้งของขุมนรกที่ไร้แสงตะวัน
ซ่า!
เสียงน้ำกระเซ็นสาดซัดเข้าปากและจมูก หลินชิงเซวียนสำลักอย่างรุนแรง ปอดของเธอแสบร้อนประหนึ่งมีใครเอาไฟมาเผาจากข้างใน สัญชาตญาณศัลยแพทย์เตือนเธอว่านี่คือภาวะสำลักน้ำ (Drowning) และร่างกายกำลังเข้าสู่สภาวะขาดออกซิเจน เธอกระเสือกกระสนใช้มือเรียวบางที่ดูไร้เรี่ยวแรงตะเกียกตะกายขึ้นหาแสงสว่างเพียงน้อยนิดเหนือผิวน้ำ
“อึก... ช่วย...”
เสียงที่หลุดออกมาจากลำคอนั้นแหบพร่าและเบาหวิวราวกับเสียงยุง ทันทีที่มือของเธอกระทบเข้ากับโขดหินริมฝั่ง แรงดึงมหาศาลจากใครบางคนก็กระชากร่างของเธอขึ้นมาบนพื้นดินที่เต็มไปด้วยโคลนเลน
“ฟื้นสิ! นังคนแพศยา! แกอย่ามาตายให้เป็เสนียดที่ดินหมู่บ้านเรานะ!”
เสียงแหลมสูงที่เปี่ยมไปด้วยความรังเกียจสาดซัดเข้าใส่หู หลินชิงเซวียนนอนหอบหายใจรัวเร็วอยู่บนพื้น ดึงออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายอย่างบ้าคลั่ง เธอกะพริบตาเพื่อไล่หยดน้ำที่บดบังทัศนียภาพ ภาพตรงหน้าค่อยๆ แจ่มชัดขึ้น... แต่มันกลับเป็ภาพที่ทำให้อัจฉริยะแพทย์อย่างเธอต้อง ตกอยู่ในห้วงความคิดที่สับสนอย่างรุนแรง
รอบกายเธอไม่ใช่ทีมแพทย์หรือพยาบาลในโรงพยาบาลที่ทันสมัย แต่เป็กลุ่มชาวบ้านในชุดผ้าฝ้ายสีซีดที่มีรอยปะชุนนับไม่ถ้วน ใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความดูแคลนและชิงชัง สายตาเ่าั้เ็าเสียยิ่งกว่าน้ำในลำธารที่เธอเพิ่งถูกฉุดขึ้นมาเสียอีก
สายตาของป้าจาง ชาวบ้านผู้ชอบสอดรู้
“ดูมันสิ! นังหลินชิงเซวียน คิดจะะโน้ำประชดโชคชะตาเพราะผัวทหารหนีทัพไปงั้นรึ? ช่างไร้ยางอายจริงๆ ทิ้งลูกแฝดสามคนให้นอนหิวโหยอยู่ในกระท่อมพังๆ ตัวเองกลับจะมาชิงตายหนีปัญหา ถ้าตายไปจริงๆ ใครจะรับผิดชอบชื่อเสียงหมู่บ้านหมอกเมฆาของเรา!”
“มองอะไร!” หญิงสาววัยกลางคนคนหนึ่งก้าวออกมา เธอสวมชุดสีเทาตุ่นๆ ท่าทางวางอำนาจ
“ฟื้นแล้วก็ไสหัวกลับไปซะ นังตัวซวย! ตระกูลกู้ของเราเสียหน้าเพราะแกมามากพอแล้ว ต่อไปถ้าจะตาย ก็ไปตายให้ไกลๆ อย่ามาทำลำธารที่พวกเราต้องใช้กินใช้อาบต้องแปดเปื้อน!”
หลินชิงเซวียนค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง ความทรงจำสายหนึ่งพุ่งเข้าจู่โจมสมองประหนึ่งกระแสไฟฟ้าแรงสูง... ร่างนี้ชื่อ หลินชิงเซวียน เหมือนเธอ อายุเพียง 20 ปี เป็สะใภ้รองของตระกูลกู้ที่ถูกทิ้งไว้เื้ัหลังจากสามี กู้เยี่ยนเฉิน หายสาบสูญไปในสนามรบ ชาวบ้านตราหน้าเขาว่าเป็คนทรยศหนีทัพ และทิ้งความผิดบาปทั้งหมดไว้บนบ่าของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้
ความรู้สึกนึกคิดหนึ่งวาบขึ้นมาในใจ... ร่างเดิมอาจจะสิ้นหวังจนต้องยอมจบชีวิต แต่หลินชิงเซวียนผู้กุมชะตาพันล้านคนนี้ไม่มีวันยอมแพ้ต่อโชคชะตาที่เน่าเฟะแบบนี้แน่!
เธอกวาดสายตาคมกริบมองไปยังกลุ่มชาวบ้าน แววตาที่เคยอ่อนแอและสิ้นหวังบัดนี้กลับเปลี่ยนเป็ประกายจ้าที่เย็นเยียบจนคนมองต้องสะดุ้ง
“ในเมื่อพวกคุณบอกว่าการตายของฉันจะทำให้ลำธารแปดเปื้อน...” หลินชิงเซวียนเอ่ยน้ำเสียงเย็นเยียบ บาดลึก
“งั้นการที่พวกคุณยืนล้อมดูคนจมน้ำแล้วยังพ่นน้ำลายด่าทอไม่หยุดแบบนี้... ไม่คิดว่าอากาศที่ฉันต้องใช้หายใจมันจะ เน่าหนอน กว่าน้ำในลำธารบ้างหรือไง?”
“แก! นังแพศยา! กล้าต่อปากต่อคำงั้นรึ!” หญิงคนเดิมถลันเข้ามาจะตบหน้าเธอ
ทว่า หลินชิงเซวียนกลับเบี่ยงหลบได้อย่างง่ายดาย ท่วงท่าที่พริ้วไหวนั้นแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว เธอคว้าข้อมือของอีกฝ่ายไว้แล้วบีบลงที่จุดเส้นประสาทอย่างแม่นยำ
“โอ๊ย! ปล่อยนะ! มือแกทำไมมันถึงแรงเยอะขนาดนี้!”
“อาสะใภ้สาม...” หลินชิงเซวียนเรียกชื่ออีกฝ่ายตามความทรงจำที่ผุดขึ้นมา
"กตัญญูเป็เื่ดี... แต่ถ้าต้องแลกมาด้วยการรังแกแม่ม่ายกับเด็กกำพร้า ฉันว่ามันคือ สันดานโจร มากกว่าคุณธรรม! ถ้าวันนี้ฉันไม่ตาย พวกคุณก็พึงสำนึกไว้เถอะว่า เสบียงทุกเม็ดและแต้มงานทุกส่วนที่ยักยอกไปจากปากท้องลูกฉันน่ะ... มันจะกลายเป็ยาพิษที่ทำให้พวกคุณนอนหลับไม่สนิทไปตลอดชีวิต!"
เธอกระชากข้อมือออกจนอีกฝ่ายเซถลา ชาวบ้านรอบข้างเริ่มกระซิบกระซาบกันอย่างตื่นตระหนก ลึกเข้าไปในมโนสำนึก... หลินชิงเซวียนรู้สึกสะใจอย่างประหลาด นี่คือสไตล์การเอาคืนที่เธอใฝ่ฝันอยากจะทำมาโดยตลอดในโลกก่อน แต่ก็ต้องรักษาภาพลักษณ์คุณหมอผู้แสนดีไว้ มันช่างน่าอึดอัดนัก แต่วันนี้มันเหมือนกับได้ปลดปล่อย
เธอลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง แม้เสื้อผ้าจะเปียกโชกและร่ายกายจะสั่นเทาจากความหนาว แต่แผ่นหลังที่ตั้งตรงดุจนางพญากลับทำให้ทุกคนต้องถอยรั้งออกไป
“เมี๊ยว! (เ้านาย! ท่านเท่มาก! แต่ตอนนี้รีบกลับไปดูเ้าตัวเล็กเถอะ ข้าััได้ว่าพวกเขากำลังร้องไห้จนน้ำตาจะกลายเป็สายเืแล้ว!)”
เสียงของ เสี่ยวไป๋ ดังขึ้นในหัว หลินชิงเซวียนชะงักไปครู่หนึ่ง เธอมองหาเ้าแมวขาวแต่กลับไม่พบตัว มีเพียงััที่อบอุ่นของจี้หยกมรกตที่หน้าอกที่ยืนยันว่าทุกอย่างที่เธอขนมา... ยังคงอยู่กับเธอ
หลินชิงเซวียนเดินโซซัดโซเซกลับไปยังบ้าน ตามความทรงจำที่เหลืออยู่ มันคือกระท่อมดินมุงฟางที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท้ายหมู่บ้านหมอกเมฆา สภาพของมันทรุดโทรมเสียจนเธออยากจะถามฟ้าดินว่านี่คือที่อยู่ของมนุษย์จริงๆ หรือ? ผนังดินแตกร้าว หลังคามีรูโหว่ขนาดใหญ่ประหนึ่งพร้อมจะพังครืนลงมาทุกเมื่อ
ยามที่เธอผลักประตูไม้เข้าไป กลิ่นอายของความชื้นแฉะและกองฟางที่เน่าเปื่อยพุ่งเข้าปะทะประสาทััของ หลินชิงเซวียน อย่างรุนแรง เสียงเอี๊ยดอ๊าดของประตูไม้ที่จวนจะหลุดจากพุกบวกกับสายลมหนาวที่ลอดผ่านรอยแตกของผนังดิน ทำให้ร่างกายที่เพิ่งผ่านการจมน้ำมาหมาดๆ สั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่
ทว่า... สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของศัลยแพทย์มือหนึ่งแห่งศตวรรษที่ 21 ต้องสะดุดหยุดกึก ไม่ใช่ความอนาถาของที่อยู่อาศัย แต่มันคือสายตา สามคู่ที่จ้องมองมาจากมุมมืดของห้อง
มันเป็สายตาที่กรีดลึกเข้าไปในจิติญญา... สายตาที่แฝงไปด้วยความหวาดระแวง ความสิ้นหวัง และความโหยหาที่เปี่ยมไปด้วยความรักในคราวเดียวกัน
หลินชิงเซวียนรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงตรงหน้า ในโลกก่อนเธอใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางแสงไฟนีออนและอุปกรณ์การแพทย์ราคาแพงระยับ เธอเป็คนโดดเดี่ยวที่รักเพียงมีดผ่าตัดและตัวเลขในบัญชี ทว่าในวินาทีนี้ หัวใจที่เคยเย็นเยียบดุจน้ำแข็งกลับบีบคั้นจนแทบจะแตกเป็เสี่ยงๆ เมื่อเห็นภาพตรงหน้าชัดเจนขึ้น
บนกองฟางที่ปูด้วยผ้ากระสอบปะชุนจนแทบไม่เห็นเนื้อเดิม เด็กน้อยสามคนกอดกันกลมประหนึ่ง้าใช้ความอบอุ่นอันน้อยนิดพยุงลมหายใจของกันและกันเอาไว้ ร่างกายของพวกเขาสะท้อนภาพของความอดอยากถึงขีดสุด ข้อมือเล็กเท่ากิ่งไม้แห้ง ิัซีดเหลืองจนเห็นเส้นเื และดวงตาที่โตจนผิดส่วนจากใบหน้าที่ซูบตอบ
สัญชาตญาณศัลยแพทย์เตือนเธอว่า... นี่คือภาวะทุพโภชนาการขั้นรุนแรง ร่วมกับภาวะขาดน้ำและวิตามิน กล้ามเนื้อฝ่อลีบจนแทบไม่มีแรงพยุงตัว หากปล่อยไว้เช่นนี้อีกเพียงสัปดาห์เดียว... ยมบาลคงมารอรับตัวพวกเขาไปแน่
“แม่...” เสียงแ่เบาเหมือนเสียงกระซิบของลูกแมวที่ใกล้ตายดังขึ้นจากเด็กชายตัวโตที่สุด
เขาก็คือ ต้าเป่า ลูกคนโตวัยเพียง 4 ขวบที่พยายามยันกายลุกขึ้นปกป้องน้องๆ แววตาของเขาไม่ได้มีความไร้เดียงสาเหมือนเด็กวัยเดียวกัน แต่มันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวว่าผู้เป็แม่ที่เพิ่งเดินกลับมาจากลำธารจะหายไปอีกครั้ง
“ฮึก... แม่... อย่าไปที่น้ำนั่นอีกนะ... พวกเรา... พวกเราจะไม่กินข้าวก็ได้... พวกเราจะยอมหิว... ฮือออ...”
จิติญญาของเธอประหนึ่งถูกปลุกให้ตื่นขึ้นพร้อมคำถามที่ว่า... ์! นี่มันคือบาปกรรมประเภทไหนกัน? เหตุใดจึงทิ้งเด็กที่น่าสงสารเหล่านี้ไว้ในเงื้อมมือของโชคชะตาที่โหดร้ายเพียงนี้?
หลินชิงเซวียนถลาเข้าไปหาเด็กทั้งสามทันที ท่วงท่าของเธอไม่ได้สง่างามเยือกเย็นเหมือนตอนอยู่ในชุดกาวน์อีกต่อไป เธอกองลงกับพื้นดินที่เย็นชื้น รวบกอดร่างเล็กๆ ทั้งสามเข้ามาไว้ในอ้อมอก ััที่ิัแนบกระดูกนั้นทำให้เธอต้องหลั่งน้ำตาออกมาอย่างสุดกลั้น
น้ำตารินร่วงลงมาผ่านความรู้สึกที่ซ้อนทับกัน... ระหว่างความเ็ปของร่างเดิมและความโกรธแค้นของิญญาใหม่
“ไม่ไปแล้ว... แม่ไม่ไปไหนแล้ว...” หลินชิงเซวียนสะอื้นไห้ พลางลูบแผ่นหลังที่สั่นเทาของพวกเขา
“ขอโทษ... แม่ขอโทษ... ต่อไปนี้แม่จะปกป้องลูกเอง ใครหน้าไหนก็อย่าหวังจะมารังแกพวกเราได้อีก!”
เ้ารอง (เอ้อเป่า) ที่เงียบขรึมมาตลอดค่อยๆ ซุกหน้าลงกับไหล่ของเธอ มือเล็กๆ ที่สั่นระริกกำชายเสื้อเปียกๆ ของเธอไว้แน่นราวกับกลัวว่านี่จะเป็เพียงภาพลวงตา ส่วน เ้าเล็ก (เสี่ยวเม่ย) น้องสาวคนเดียวเริ่มร้องไห้โฮออกมาด้วยความอัดอั้นๆ พลางโอบกอดแม่แน่นราวกับตุ๊กแก
เสียงนึกคิดที่สะท้อนผ่านหัวใจ “ความมั่งคั่งพันล้านที่ฉันขนมา... ถ้าช่วยเด็กสามคนนี้ให้กลับมายิ้มได้ไม่ได้ ฉันก็ไม่คู่ควรกับการเป็มนุษย์! กู้เยี่ยนเฉิน... คุณหายไปไหนกันแน่? ปล่อยให้เืเนื้อเชื้อไขของตัวเองต้องมีสภาพเหมือนขอทานเช่นนี้ได้อย่างไร!”
ในขณะที่บรรยากาศกำลังจมดิ่งสู่ความเศร้าสร้อยและอบอุ่น เสียงกระแทกประตูดัง "ปัง!" ก็ะเิขึ้น พร้อมกับเสียงแหลมสูงที่เปี่ยมไปด้วยพิษสง
“นังตัวดี! ยังมีหน้ากลับมานั่งกอดลูกอยู่อีกรึ!”
นางหลี่ (สะใภ้ใหญ่บ้านตระกูลกู้) เดินวางก้ามเข้ามา ใบหน้าที่มีกระบวมปูดสีคล้ำฉายแววละโมบและดูแคลน สายตาของนางจ้องมองไปที่จี้หยกมรกตที่คอของหลินชิงเซวียนด้วยความริษยาที่ปิดไม่มิด
แววตาของนางหลี่ฉายแววอำมหิต ขณะความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา…
“นังแพศยานี่ดวงแข็งจริงๆ ะโน้ำไปแล้วยังไม่ตายอีก! ดี... ในเมื่อยังไม่ตาย ก็เอาหยกชิ้นนั้นมาให้ฉันซะ เงินปันส่วนของสามีมันที่ส่งมาฉันก็ยักยอกไว้หมดแล้ว แต่หยกนี่ถ้าเอาไปขายในเมือง คงได้เงินมาซื้อชุดใหม่ให้ลูกชายฉันหลายชุด!”
"หลินชิงเซวียนค่อยๆ คลายอ้อมกอดจากลูกน้อยอย่างทะนุถนอม เธอวางร่างเล็กๆ ลงบนกองฟางอย่างเบามือ ก่อนจะยกมือขึ้นปาดคราบน้ำตาทิ้งไปอย่างไม่ไยดี... ทันทีที่เงยหน้าขึ้น แววตาอ่อนโยนของมารดาก็เลือนหายไปสิ้น เหลือเพียงความเ็าเฉียบคมดุจปลายมีดผ่าตัดที่กำลังเล็งเห็นศัตรูตรงหน้าเป็เพียง เนื้อร้าย ที่ต้องตัดทิ้งเท่านั้น"
เธอลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายที่ผอมบางและเปียกโชกกลับดูทรงอำนาจอย่างประหลาดจนนางหลี่ต้องชะงักฝีเท้า
“อาสะใภ้ใหญ่...” หลินชิงเซวียนเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบแต่กรีดลึกเข้าไปในโสตประสาท
“การบุกรุกเข้าบ้านคนอื่นโดยไม่รับเชิญ ในเมืองเขาเรียกว่าไร้การศึกษา แต่ในหมู่บ้านนี้... เขาเรียกว่าสันดานโจร ไม่ทราบว่าวันนี้คุณพกสันดานไหนมาหาฉันหรือคะ?”
“แก! นังชิงเซวียน! แกกล้าด่าฉันเหรอ!” นางหลี่หน้าดำหน้าแดงขึ้นมาทันที
“ฉันมาเพื่อจะบอกแกให้นำหยกนั่นมาจ่ายค่าข้าวที่แกขโมยจากส่วนกลางไปเมื่อวาน! ถ้าไม่ให้... ฉันจะแจ้งหัวหน้าหมู่บ้านให้ไล่แกกับไอ้ลูกหมาสามตัวนี่ออกไปนอนนอกหมู่บ้าน!”
หลินชิงเซวียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ รอยยิ้มนั้นงดงามทว่าน่าสยดสยองประหนึ่งดอกฝิ่นที่อาบยาพิษ
“ขโมยข้าว?” หลินชิงเซวียนก้าวเข้าหาหนึ่งก้าว กระแสความกดดันพุ่งพล่านจนอากาศรอบตัวดูเหมือนจะหนักอึ้ง
“อาสะใภ้ใหญ่... คุณลืมไปแล้วหรือว่าเงินเดือนทหารของกู้เยี่ยนเฉินที่ส่งมาตลอดสามปีน่ะ... มันตกไปอยู่ในกระเป๋าใคร? ข้าวสารเพียงไม่กี่ชั่งที่ลูกๆ ฉันควรจะได้ คุณยังกล้ายักยอกไปจนพวกเขาผอมโซขนาดนี้... ถ้าวันนี้ฉันจะทวงคืน... คุณคิดว่าคุณมีปัญญาจ่ายคืนไหวไหม?”
ภายใต้ใบหน้าที่นิ่งเฉยของนางหลี่ นางกำลังกรีดร้องด้วยความทึ่ง...
“มันไปเอาความกล้ามาจากไหน? นังลูกพลับนิ่มที่เคยเอาแต่ร้องไห้คนนี้... ทำไมสายตามันถึงเหมือนจะควักลูกตาฉันออกมาได้แบบนี้!”
“แก... แกอย่ามาขู่ฉัน!” นางหลี่เงื้อมือจะตบหน้าหลินชิงเซวียน
ทว่า หลินชิงเซวียนกลับเคลื่อนไหวเร็วกว่า เธอคว้าข้อมือหนาๆ ของนางหลี่ไว้ได้ก่อนจะบิดเพียงเล็กน้อยด้วยความรู้ทางกายวิภาคที่แม่นยำ
“อ๊ากกกก! กระดูกฉัน! ปล่อยนะนังปีศาจ!”
“จำไว้นะคะอาสะใภ้...” หลินชิงเซวียนกระซิบข้างหูน้ำเสียงเย็นจัด
“ต่อไปนี้... อย่ามาเหยียบที่นี่อีก ถ้าฉันเห็นคุณรังแกเด็กพวกนี้แม้แต่ปลายก้อย ฉันจะทำยิ่งกว่าบิดข้อมือ... ฉันจะถอนเส้นเอ็นของคุณออกมาทำสายเบ็ด ตกลงไหมคะ?”
เธอสะบัดข้อมือนางหลี่ออกจนอีกฝ่ายเซถลาไปชนกับผนังดิน นางหลี่หวาดกลัวจนตัวสั่น รีบวิ่งหนีออกจากกระท่อมไปพร้อมกับเสียงสาปแช่งที่สั่นเครือ
ความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้ง หลินชิงเซวียนหันกลับมาหาลูกๆ ที่จ้องมองเธอด้วยความตะลึง
ลึกเข้าไปในมโนสำนึก... เธอรู้ดีว่าการเปิดศึกครั้งนี้เป็เพียงจุดเริ่มต้น เธอยังไม่มีอำนาจในหมู่บ้านนี้ และทางเดียวที่จะสร้างอำนาจได้ในยุคนี้คือ เสบียง และ วิชาการแพทย์
“แม่... แม่เก่งจังเลย...” เสี่ยวเม่ยพึมพำ แววตาเริ่มมีความหวังจางๆ
“ต่อไปนี้... จะไม่มีใครรังแกพวกเราได้อีก” หลินชิงเซวียนยิ้มอย่างมาดมั่น
