“พรวด!”
เยี่ยเฉินเฟิงเหยียบย่างเคลื่อนย้ายเงาพรายเผ่นหนียังสุดกำลังอยู่ภายในเทือกเขาจื่ออวิ๋นราวๆ ครึ่งชั่วโมง ก่อนจะทนต่อไปไม่ไหวกระอักเืออกมากองใหญ่ สีหน้าเปลี่ยนไปซีดขาว
หากก่อนหน้านี้เขาไม่ได้กินยาฟื้นิญญาเข้าไปเขาก็คงไม่มีทางใช้ดรรชนีสะท้านจิตที่สิ้นเปลืองพลังงานขนาดนี้ได้อย่างต่อเนื่องหรอก แล้วก็คงไม่สามารถหนีพ้นการไล่สังหารของเซินถูเสวี่ยได้ด้วย
ทว่าต่อให้กินยาฟื้นิญญาไปก่อนแล้วร่างกายของเยี่ยเฉินเฟิงก็ยังาเ็สาหัสอยู่ดี หากไม่ใช่เพราะร่างเนื้อของเขาได้รับการปรับปรุงแก้ไขจากเคล็ดวิชาเทพดาราหกชีพจร เส้นลมปราณทั่วร่างของเขาอาจจะถูกเคล็ดิญญาพลังคลื่นเสียงของเซินถูเสวี่ยทำลายไปแล้วก็ได้
"เซินถูเสวี่ย เซินถูเหยี่ย ซั่งกวนเผิง วันหน้าข้าจะต้องเอาคืนพวกเ้าอย่างสาสมแน่นอน"
เยี่ยเฉินเฟิงเช็ดเืที่ไหลซึมอยู่ตรงมุมปากออกจนสะอาด โคจรทักษะกลืนิญญาเพื่อซึมซับฤทธิ์ยาฟื้นิญญาที่ยังเหลืออยู่แล้วทำการข้ามเทือกเขาจื่ออวิ๋นอย่างต่อเนื่องไม่ลดละ ค่อยๆ เข้าใกล้สำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ไปทีละนิด
"ทำอย่างไรดี ไอ้เด็กเวรนั่นมันหนีไปจนได้ พวกเราได้ซวยกันหมดล่ะคราวนี้" หลังจากลอบสังหารล้มเหลว หน้าผากของเซินถูเหยี่ยก็ปรากฏเหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นมามากมาย จิตใจระส่ำระสายอยู่ไม่สุข
หากเื่ที่พวกเขาฆ่าเหวินเฟยหงและลอบสังหารเยี่ยเฉินเฟิงถูกเปิดโปง ถึงตอนนั้นต่อให้ท่านประมุขของทั้งสองตระกูลใหญ่ออกหน้า สำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ก็ไม่มีทางปล่อยพวกเขาไปแน่
"อย่าเพิ่งวิตกจริต" ดวงตาของเซินถูเสวี่ยทอประกายแสงวาววับ เอ่ยขึ้นเสียงทุ้มต่ำ "งานสำคัญของพวกเราในตอนนี้คือต้องจัดการกำจัดศพของเขาทิ้งเสียก่อน สำนักฝึกยุทธ์อัคคี์จะได้หาหลักฐานไม่เจอ"
"ส่วนเื่ลอบสังหารเยี่ยเฉินเฟิง พวกเ้าก็ไม่ต้องกังวลมากเกินไป การขัดขวางเขาเป็ภารกิจที่ข้าต้องทำอยู่แล้ว อีกอย่างผู้าุโที่มีหน้าที่คุมสอบในครั้งนี้นอกจากผู้าุโหลิวแล้วก็ยังมีผู้าุโอวี๋ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับตระกูลเซินถูของพวกเรา ถึงตอนนั้นหากผู้าุโของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ตามสอบสวนขึ้นมา พวกเ้าก็แค่ต้องปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่ยอมรับข้อกล่าวหาก็พอ"
"ตอนนี้ก็คงต้องเป็อย่างนั้นแล้วล่ะ"
เซินถูเหยี่ยและซั่งกวนเผิงลอบมองกันไปมา มองเห็นสายตาวิตกกังวลในแววตาของกันและกัน
“ทำไม พวกเ้ากังวลว่าเ้าเยี่ยเฉินเฟิงนั่นจะมาล้างแค้นเอาหรือ?”
เซินถูเสวี่ยสังเกตเห็นสายตาเป็กังวลของคนทั้งสอง พลันเอ่ยถามด้วยสีหน้าเ็า
“เ้าเยี่ยเฉินเฟิงมันเพิ่มพูนความสามารถได้รวดเร็วมาก หากให้เวลามันได้พัฒนาความสามารถอีกสักพักล่ะก็ ต่อให้พวกเราจะผ่านด่านเคราะห์ในวันนี้ไปได้ แต่วันหน้าก็คงไม่ปลอดภัยอย่างแน่นอน” เซินถูเหยี่ยพยักหน้าหงึกหงัก กล่าวขึ้นด้วยความวิตกกังวล
“มิผิด เมื่อเช้าตอนก่อนจะข้ามเทือกเขาจื่ออวิ๋น พลังที่แท้จริงทั้งหมดของเขายังเทียบข้าไม่ได้อยู่เล็กน้อย ทว่ายามนี้พลังที่แท้จริงของเขากลับสามารถอยู่เหนือกว่าข้าได้แล้ว หากปล่อยให้มันมีโอกาสเข้าไปฝึกฝนอย่างหนักในสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์สักระยะหนึ่งแล้วล่ะก็ ในภายภาคหน้าจะต้องเป็ดั่งฝันร้ายของพวกเราอย่างแน่นอน” ซั่งกวนเผิงพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ถ้ารู้ว่าทุกอย่างมันจะลงเอยเช่นนี้ั้แ่แรก ต่อให้เขากล้ามากกว่านี้อีกร้อยเท่าเขาก็ไม่กล้ามาเสี่ยงลอบสังหารเยี่ยเฉินเฟิงหรอก
“วางใจเถอะ ข้าไม่ปล่อยให้เขาได้เข้าไปในสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์แน่” ดวงตาของเซินถูเสวี่ยทอประกายดุร้าย เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ถังเกอ ท่านมีวิธีดีๆ อยู่หรือ?” เซินถูเหยี่ยเลิกคิ้วขึ้น เอ่ยถามอย่างคาดหวัง
“ก็ใช้เื่ที่เ้าเด็กเวรนั่นขโมยฝึกฝนเคล็ดิญญาของสำนักน่ะสิ แค่นี้ข้าก็ใช้กฎของสำนักจัดการกับมันได้แล้ว” เซินถูเสวี่ยกล่าวขึ้นอย่างดุร้าย “เอาล่ะ พวกเ้าทั้งสองคนแยกทางกันไปซะ รอให้ข้ากลับไปถึงสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์เสียก่อน พวกเ้าค่อยปรากฏตัวออกไป”
“ถังเกอ ทุกอย่างต้องรบกวนท่านแล้ว” เซินถูเสวี่ยที่ยังมีเื่ให้หนักใจอยู่พยักหน้ารับคำ
อาทิตย์อัสดงลับขอบฟ้าฝั่งตะวันตก แสงสีส้มเข้มสาดส่องเทือกเขาจื่ออวิ๋นที่แสนงดงามจนเป็สีทองระยิบระยับ ต้นไม้เขียวชอุ่ม ดอกไม้ป่า สายน้ำลำธารและโขดหินเล็กใหญ่ประกอบรวมกันจนกลายเป็ภาพวาดทิวทัศน์อันงดงาม
“ผู้าุโหลิว ไหนท่านบอกว่าในบรรดาศิษย์ที่เข้าร่วมการทดสอบในปีนี้มีเด็กหนุ่มนามว่าเยี่ยเฉินเฟิงอยู่คนหนึ่งเป็อัจฉริยะที่ร้อยปียากจะพานพบได้ไม่ใช่หรือ? แต่จนป่านนี้แล้วทำไมยังไม่เห็นเขาข้ามผ่านเทือกเขาจื่ออวิ๋นแล้วมาถึงจุดที่พวกเราอยู่สักทีล่ะ?”
ข้างกายของผู้าุโหลิวผู้มีผมสีดอกเลาแต่ใบหน้าอ่อนเยาว์ ผู้าุโคนหนึ่งที่มีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้ารูปเหลี่ยมและมีรอยแผลเป็ที่หางตาข้างขวาอย่างชัดเจน ชะเง้อคอมองออกไปยังที่ไกลๆ พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
ดูจากน้ำเสียงก็น่าจะพอมองออก ว่าเขากับผู้าุโหลิวคงไม่กินเส้นกันสักเท่าไหร่
“ความเร็วไม่ใช่จุดตัดสินหรอกนะ การรู้จักปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายต่างหากที่สำคัญที่สุด” ผู้าุโหลิวเอ่ยขึ้นอย่างสงบนิ่ง “เยี่ยเฉินเฟิงคนนั้น ข้าคาดหวังกับเขามาก”
“งั้นหรือ?” ชายชราใบหน้ารูปเหลี่ยมแค่นเสียงหัวเราะ “หวังว่าอัจฉริยะที่เ้าเอ่ยถึง คงจะไม่ใช่เด็กที่มีดีแค่คำคุยหรอกนะ”
ในขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เงาร่างของใครบางคนก็กระโจนออกมาจากป่าไม้รกทึบและปรากฏต่อสายตาของคนทั้งสอง มองตามเงาร่างที่ขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ผู้าุโหลิวก็ระบายรอยยิ้มบางๆ พลางกล่าว “ผู้าุโอวี๋ เยี่ยเฉินเฟิงเขาก็มาถึงแล้วนี่อย่างไร?”
“เขาคือเยี่ยเฉินเฟิงเองเรอะ!”
รูม่านตาของผู้าุโอวี๋หดเล็กลงฉับพลัน สายตาจ้องตรงไปทางเยี่ยเฉินเฟิง เมื่อเห็นว่าเขาอยู่ในสภาพเสื้อผ้าขาดยับเยินและมีสีหน้าซีดขาวก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเยาะเย้ยออกมา “ผู้าุโหลิว นี่น่ะหรืออัจฉริยะที่เ้าเอ่ยชมไม่ขาดปาก? ก็ไม่เห็นจะเท่าไหร่เลยนี่”
“อย่างน้อยคะแนนทั้งสามด่านของเขา ก็สูงกว่าซั่งกวนเผิงและเซินถูเหยี่ยที่เ้าตั้งความหวังไว้ละกัน” ผู้าุโหลิวสวนกลับแบบไม่คิดจะไว้หน้ากัน
“เ้า...”
ได้ยินประโยคตอกกลับของผู้าุโหลิว ผู้าุโอวี๋ที่เถียงไม่ออกก็พลันสีหน้าดำทะมึน แม้แต่สายตาที่มองเยี่ยเฉินเฟิงยังถมึงทึงกว่าเก่าเลย
“หือ เฉินเฟิง ทำไมเ้าถึงาเ็หนักขนาดนี้ล่ะ? ตอนเ้าข้ามเทือกเขาจื่ออวิ๋นไปเผชิญหน้ากับอะไรมารึ?”
หลังจากก้าวเดินเข้าไปใกล้ๆ ผู้าุโหลิวจึงพบว่าเยี่ยเฉินเฟิงาเ็หนักไม่น้อย พลังิญญาในร่างสับสนวุ่นวายไปหมด จึงได้เผยสีหน้าประหลาดใจออกมาพลางเอ่ยถามอย่างห่วงใย
“ผู้าุโหลิว ข้ากำลังจะแจ้งแก่ท่านอยู่พอดี ในระหว่างที่ข้าเดินทางข้ามเทือกเขาจื่ออวิ๋นอยู่นั้น ได้ถูกพวกซั่งกวนเผิง เซินถูเหยี่ยและศิษย์ของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์อีกคนหนึ่งร่วมมือกันดักสังหาร เหวินเฟยหงที่ร่วมทางมากับข้าโชคร้ายถูกพวกเขาฆ่าตายไปแล้ว” เยี่ยเฉินเฟิงกล่าวรายงาน เล่าเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างสรุปรวบยอด
“อะไรนะ?”
เมื่อได้ยินเื่ที่เยี่ยเฉินเฟิงกล่าว สีหน้าของผู้าุโหลิวและผู้าุโอวี๋ก็ค่อยๆ ฉายแววตื่นใ จากนั้นสีหน้าของผู้าุโหลิวก็มืดครึ้มลงฉับพลัน ตะคอกดังลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด “พวกเขากล้าดีมาจากไหนกัน ถึงได้ลอบสังหารผู้บริสุทธิ์เพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ข้าจะไม่ปล่อยพวกเขาไปแน่”
“ผู้าุโหลิว นี่เป็เพียงคำให้การเพียงฝ่ายเดียว ควรจะรอให้พวกซั่งกวนเผิงและเซินถูเหยี่ยมาถึงก่อน แล้วพวกเราค่อยตัดสินใจกันอีกทีเถอะ” ผู้าุโอวี๋เอ่ยขึ้นด้วยดวงตาทอประกายวาววับ
เื่ที่เยี่ยเฉินเฟิงกล่าวรายงานเมื่อสักครู่นี้อยู่นอกเหนือจากการควบคุมของเขาอย่างชัดเจน ถ้าหากสิ่งที่เยี่ยเฉินเฟิงบอกเป็ความจริง ซั่งกวนเผิงและเซินถูเหยี่ยก็คงยากจะหลบหนีความตายพ้น ซึ่งนั่นเป็สิ่งที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาด
“วางใจเถอะ ข้าจะให้โอกาสพวกเขาได้แก้ต่างอยู่แล้ว แต่หากเื่ทั้งหมดนี้เป็ความจริงขึ้นมา ข้าจะสังหารพวกเขาทันที” ผู้าุโหลิวกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ่มต่ำ
“เฉินเฟิง เม็ดยาฟื้นิญญานี้ข้าให้เ้า หลังจากกลืนลงไปก็พักรักษาาแให้หายดีเถอะ ข้าจะต้องทวงความยุติธรรมให้เ้าแน่นอน” ผู้าุโหลิวหยิบเม็ดยาฟื้นิญญาออกมาจากถุงเอกภพที่เขาพกติดตัว ส่งมันให้ถึงมือเยี่ยเฉินเฟิง แล้วเอ่ยปากรับประกัน
“ขอบคุณผู้าุโหลิว”
เยี่ยเฉินเฟิงรับเม็ดยาฟื้นิญญามา เงยหน้าตบเม็ดยาเข้าปากกลืนลงท้องไป จากนั้นก็โคจรทักษะกลืนิญญาดูดซับพลังจากเม็ดยาอย่างรวดเร็ว ฟื้นฟูสภาพร่างกายที่าเ็เสียหายของตนเอง
ประมาณครึ่งก้านธูปผ่านไป เงาร่างของใครอีกคนก็ปรากฏออกมาจากภายในป่าไม้รกชัฏ
คนผู้นี้ไม่ใช่ทั้งเซินถูเหยี่ยและซั่งกวนเผิง แต่เป็เซินถูเสวี่ยที่แสนเ้าเล่ห์เพทุบายและคิดวิธีการรับมือเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
“ศิษย์น้องเยี่ย าแของเ้าไม่สาหัสใช่ไหม” เมื่อเหลือบไปเห็นเยี่ยเฉินเฟิงที่กำลังรักษาอาการาเ็อยู่ เซินถูเสวี่ยก็เก็บซ่อนจิตสังหารในแววตาจนหมดสิ้น ก้าวฉับๆ ไปหยุดตรงหน้าของอีกฝ่าย เอ่ยขึ้นอย่างรู้สึกผิด “เมื่อครู่ที่ข้าพลั้งมือหนักไปเพราะมีเหตุผล หวังว่าศิษย์น้องเยี่ยจะไม่ถือสา”
