ต้วนเหลยถิงระงับกลิ่นอายกดข่มเอาไว้อย่างเงียบเชียบ ชายหนุ่มทอดมองไปทางเคอเจิ้งหนานคราหนึ่งด้วยสายตาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งพันปี
ทันใดนั้นเคอเจิ้งหนานก็ถึงกับกายสั่นสะท้าน เขาหดคอเล็กน้อยและหุบปากลง
์ คนผู้นี้น่าหวาดกลัวเกินไปแล้ว เพียงหนึ่งสายตาก็ทำให้ตนรู้สึกไม่ต่างกับตกลงไปในหลุมน้ำแข็ง เย็นะเืั้แ่กายไปจนถึงหัวใจ
มิใช่เื่ง่ายกว่านายอำเภอจะสงบสติอารมณ์ลงได้ เขาไม่กล้ามองต้วนเหลยถิงโดยตรง เพียงโบกมือเอ่ยว่า
“พะ...พวกเ้าไม่ต้องคุกเข่าแล้ว ยืนอยู่ด้านข้างเป็พอ!”
ต้วนเหลยถิงชำเลืองไปทางผู้ใหญ่บ้านเฉินแล้วพูดด้วยความไม่พอใจว่า “ขอบังอาจถามใต้เท้า ไม่ทราบว่าผู้ใหญ่บ้านเฉินทำความผิดประการใด? เหตุใดถึงต้องคุกเข่ามิอาจลุกเยี่ยงนี้?”
นายอำเภอก้มหน้าลงมองผู้ใหญ่บ้านเฉินที่กำลังปาดเหงื่อ ก่อนกล่าวอย่างถูกต้องมีคุณธรรมว่า
“พวกเขาทำผู้อื่นาเ็ ยามนี้ทั้งสองคนนั้นยังนอนอยู่ในจวนและาเ็สาหัสยิ่งนัก สมควรจะได้รับเงินชดเชยจำนวนหนึ่งจริงๆ”
ต้วนเหลยถิงแค่นหัวเราะเย้ยหยัน “เช่นนั้นขอถามใต้เท้าว่าเหตุใดทั้งสองคนนั้นถึงได้รับาเ็ และาเ็อยู่ที่ใด?”
นายอำเภอตอบกลับโดยไม่ทันคิด “แน่นอนว่าปีนกำแพงแล้วได้รับาเ็ ทั้งยังพบตัวคนขณะอยู่ในกับดักภายในลานเรือนผู้ใหญ่บ้านเฉินอีกด้วย”
กล่าวจบ นายอำเภอก็นึกอยากจะตบหน้าตนเองฉาดใหญ่ เหตุใดเขาถึงได้บอกออกไปตามตรงเล่า? นี่ไม่เท่ากับเผยจุดอ่อนให้บุรุษร่างสูงใหญ่ผู้นี้คว้าเอาไว้หรอกหรือ?
ดังคาด พลันได้ยินต้วนเหลยถิงเอ่ยเย้ยหยันว่า “อ้อ คนทั้งสองปีนกำแพงเข้ามาในลานเรือนจวนผู้อื่น แม้กระนั้นก็ยังมีเหตุมีผลงั้นหรือ?
แคว้นฉีฉู่มีกฎหมายข้อใดบอกว่าขโมยปีนเข้าจวนผู้อื่น หลังจากได้รับาเ็ยังสามารถร้องขอเงินชดเชยจากเ้าของบ้านได้หรือ?”
นายอำเภอ “......”
เช่นนี้จะให้เขาเอ่ยต่ออย่างไร?
จากนั้นก็ได้ยินเพียงหนึ่งประโยคถัดไปของต้วนเหลยถิงที่ยิ่งทำให้ผู้อื่นโมโหทว่าไร้หนทางโต้กลับ “อีกทั้งผู้ใหญ่บ้านเฉินยังเป็ขุนนาง จะปล่อยให้เอาแต่คุกเข่ามิอาจลุกขึ้นได้อย่างไร? เช่นนี้ไม่เท่ากับตบหน้าราชสำนัก ตบพระพักตร์ฝ่าาหรอกหรือ?”
นายอำเภอ “...?”
หือ คนผู้นี้? จริงๆ เลย?
นะ...นี่ไม่เท่ากับสะท้อนให้เห็นว่านายอำเภอเยี่ยงเขาคิดจะก่อฏเช่นนั้นหรือ?
หนึ่งประโยคนี้ตอกกลับจนนายอำเภอไร้สิ่งใดจะเอ่ย นึกไม่ถึงว่าจะหาเหตุผลโต้กลับมิได้เลยสักนิด
หากยังปล่อยให้ครอบครัวของผู้ใหญ่บ้านเฉินคุกเข่าต่อไป เช่นนั้นเขาคงต้องสวมหมวกฏนี้อย่างจริงแท้เสียแล้ว
หางตาของผู้ใหญ่บ้านเฉินถึงกับสั่นสะท้านและเกือบจะหลุดหัวเราะดังลั่นออกมา
นึกไม่ถึงว่าเมื่อต้วนเหลยถิงผู้นี้อยู่กับโยวหรานนานวันเข้า การพูดการจาจะกลับกลายเป็เก่งกาจถึงเพียงนี้
นายอำเภอกระแอมไอ ก่อนหลุบตาลงเอ่ยว่า “เอาเถิด ทุกคนลุกขึ้นได้แล้ว ยืนพูดคุยกันเป็พอ”
“ขอบพระคุณใต้เท้าขอรับ” ผู้ใหญ่บ้านเฉินตอบกลับพลางลุกขึ้น
แต่เพราะนั่งคุกเข่านานเกินไป แข้งขาเกิดอาการเหน็บชา ยามลุกขึ้นผู้ใหญ่บ้านเฉินซวนเซอยู่หลายครั้ง โชคดีที่เฉินต้าจ้วงกับเฉินเอ้อร์จ้วงช่วยประคองซ้ายขวา เขาจึงมิได้ล้มลงไป
ครั้นเห็นคนทั้งครอบครัวของผู้ใหญ่บ้านเฉินลุกขึ้นยืน ต้วนเหลยถิงยังเอ่ยต่อไปว่า
“ไม่ทราบว่าท่านนายอำเภอกำลังพาเ้าหน้าที่มาหาสิ่งใดหรือ? สกุลเฉินกระทำความผิดอันใด? เหตุใดถึงได้ทำราวกับค้นจวนริบทรัพย์ แลดูเกินกว่าเหตุไปสักหน่อยหรือไม่?”
นายอำเภอโบกมือ “มีคนแจ้งว่าในจวนผู้ใหญ่บ้านเฉินซุกซ่อนคนร้ายเอาไว้ ข้าจึงพาคนมาตรวจค้น เหตุที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อ้าคืนความบริสุทธิ์ให้ผู้ใหญ่บ้านเฉิน”
เคอเจิ้งหนาน “...?”
ไอ้หยา ท่านนายอำเภอของข้า พวกเรามิได้หารือกันเอาไว้ั้แ่ต้นแล้วหรือ? ไยไม่พูดตามเหตุการณ์ที่พวกเราจัดแจงเอาไว้เรียบร้อยแล้วเล่า?
เหตุใดท่านถึงได้หัวไวในยามคับขันจนแต่งเื่เองเสียแล้ว?
หลังนายอำเภอกล่าวจบก็นึกอยากจะกัดลิ้นตนเอง ก่อนหน้าตกลงกันเอาไว้แล้วแท้ๆ ว่าในจวนผู้ใหญ่บ้านเฉินมีสิ่งของต้องห้ามที่ทางราชสำนักประกาศ ถึงได้ทำการตรวจค้นเช่นนี้
เหตุใดเมื่อเห็นหน้าบุรุษร่างสูงใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า สมองของตนกลับใช้การไม่ค่อยได้เสียแล้ว?
ต้วนเหลยถิงแค่นหัวเราะเย้ยหยัน “อ้อ? งั้นหรือ? เช่นนั้นใต้เท้านายอำเภอค้นจนพบคนร้ายแล้วหรือไม่?”
นายอำเภอ “......”
แล้วเขาจะต่อบทสนทนาเยี่ยงไร?
“อุ๊บ...”
ครั้นเคอโยวหรานเห็นนายอำเภอถูกต้วนเหลยถิงโต้กลับจนไร้สิ่งใดจะเอ่ยภายในเวลาไม่กี่ชั่วอึดใจ อีกทั้งใบหน้ายังเปลี่ยนเป็จานผสมสี ในที่สุดนางก็อดหลุดหัวเราะออกมามิได้
“บังอาจ อยู่ต่อหน้าท่านนายอำเภอ จะปล่อยให้เ้าทำตัวกำเริบเสิบสานเช่นนี้ได้อย่างไร?” เคอเจิ้งหนานชี้ไปทางเคอโยวหรานพลางเผยสีหน้าเคร่งขรึม
ต้วนเหลยถิงขยับกายหนึ่งก้าวอย่างเงียบเชียบ บดบังเคอโยวหรานเอาไว้แล้วเอ่ยว่า “นายทะเบียนเคอ นี่ใช่จวนว่าการอำเภอหรืออย่างไร? ภายในลานเรือนของประชาชน ผู้อื่นยังมิอาจหัวเราะอีกหรือ?”
เคอเจิ้งหนานเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน “ท่านนายอำเภอมาไต่สวนคดี ต่อให้เป็ในลานเรือนของประชาชนก็ควรสุขุม จะปล่อยให้เ้าเปล่งเสียงหัวเราะออกมาได้อย่างไร?”
“อ้อ ไต่สวนคดีงั้นหรือ?” ต้วนเหลยถิงรู้สึกขบขันยิ่งนัก “เช่นนั้นขอถามท่านนายทะเบียนเคอว่าโจทก์อยู่ที่ใด? จำเลยอยู่ที่ใด? ขุนนางที่ปรึกษาจดบันทึกการไต่สวนอยู่ที่ใด? ไต่สวนคดีอันใด? ผู้ใดเป็คนร้องเรียน? ยามนี้ไต่สวนจนได้ความเช่นไรบ้างแล้วหรือ?”
เคอเจิ้งหนาน “...” นึกอยากจะโบยเ้าต้วนซานหลางให้ตายเสียจริง ทำอย่างไรดี?
นายพรานล่าสัตว์ผู้หนึ่ง เหตุใดถึงรู้กระบวนการไต่สวนดั่งรู้จักนิ้วมือของตนเองเช่นนี้? วาจาเพียงไม่กี่ประโยคก็พบพิรุธทั้งหมดของพวกเขาเสียแล้ว
คนผู้นี้มาเพื่อเป็อริกับท่านนายอำเภอกระมัง?
ในขณะที่นายอำเภอไร้วาจาตอบกลับ เคอโยวหรานพลันโผล่หน้าออกมาจากหมวกเหวยเม่าแล้วใช้น้ำเสียงไร้เดียงสาถามว่า
“ซานหลาง เมื่อครู่ท่านนายอำเภอมิได้บอกว่าเพื่อความปลอดภัยของครอบครัวผู้ใหญ่บ้านเฉิน พวกเขาจึงมาตามจับคนร้ายหรอกหรือเ้าคะ? เหตุใดถึงเปลี่ยนเป็ไต่สวนคดีเสียแล้ว?”
นายอำเภอ “...”
เคอเจิ้งหนาน “...”
บนหัวของปู่รองสกุลเคอยิ่งยุ่งเหยิง คนไม่กี่คนผลัดกับพูดไปมา ภายในวาจาสะท้อนความหมาย ทำเอาเขาฟังแล้วถึงกับมีเครื่องหมายคำถามเต็มศีรษะ ไม่รู้เลยสักนิดว่าทุกคนได้ต่อสู้กันไปกี่ยกแล้ว
ทางด้านผู้ใหญ่บ้านเฉินก้มหน้าลง เขากัดริมฝีปากล่างอย่างสุดชีวิตเพื่อห้ามมิให้ตนเองหลุดหัวเราะออกเสียง
ดังคาด การให้เ้าใหญ่ไปหาสองคนนี้ช่างเป็การตัดสินใจที่ฉลาดหลักแหลมที่สุดของตน
กล้ายั่วกระทั่งโทสะของนายอำเภอ ทั้งยังยั่วโมโหจนพวกเขาถึงกับเป็ใบ้ คงมีเพียงสองสามีภรรยาคู่นี้เท่านั้นที่มีความสามารถเช่นนี้
ปู่รองสกุลเคอเห็นบรรยากาศกลายเป็ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมอ่อนข้อ พลันเอ่ยออกมาหนึ่งประโยคอย่างอวดฉลาด
“เรียนท่านนายอำเภอ คนหนุ่มทั้งสองคนของพวกเราสกุลเคอได้รับาเ็ในจวนผู้ใหญ่บ้านเฉินและยังไม่ทันได้เงินชดเชยค่ายาเลยด้วยซ้ำ ขอใต้เท้าช่วยตัดสินให้พวกเขาทั้งสองคนด้วยขอรับ!”
นายอำเภอถูกงานอันล้ำเลิศของปู่รองสกุลเคอทำเอาโมโหจนเืพุ่งขึ้นสมองและเกือบเป็ลมหงายหลังไป
ทว่าปู่รองสกุลเคอที่ทำสิ่งใดล้วนไร้ระเบียบแบบแผนยังคงเอ่ยต่อไปว่า
“ใต้เท้า อาการาเ็ของพวกเขาสาหัสยิ่งนัก อีกทั้งค่าหมอยังสูงลิ่ว อย่างน้อยผู้ใหญ่บ้านเฉินก็ต้องชดเชยให้คนหนุ่มทั้งสองคนเป็เงินคนละหนึ่งพันตำลึง มิเช่นนั้นพวกเขาจะใช้ชีวิตในภายหน้าเช่นไรขอรับ?”
เคอเจิ้งหนาน “?”
ปู่รองผู้นี้สมองเต็มไปด้วยอุจจาระกระมัง?
เมื่อครู่ตอนต้วนซานหลางเพิ่งจะเข้ามาได้ทำให้คนสกุลเคอที่บุกเข้าจวนกลายเป็โจรไปแล้ว
การที่ผู้ใหญ่บ้านเฉินมิได้ฟ้องร้องเื่สกุลเคอบุกรุกเข้าสถานที่ส่วนบุคคล อีกฝ่ายก็ควรจะดีใจได้แล้ว
ทว่ายามนี้ปู่รองสกุลเคอยังเป็ฝ่ายเอ่ยถึงเื่นี้ขึ้นมาเอง ไม่เท่ากับปล่อยให้สกุลเฉินคว้าจุดอ่อนสกุลเคอเอาไว้หรืออย่างไร?
พวกเรามาตัดสินคดีงั้นหรือ? มาเพราะ้าเงินชดเชยงั้นหรือ? พวกเรามาเพราะวิธีทำเกี๊ยวน้ำมรกตต่างหาก!
ยามนี้ช่างประเสริฐนัก หนีออกนอกประเด็นไกลเกินไปแล้ว จะวกกลับมาอย่างไรดี?
เฮ้อ...
จริงๆ เลย ไม่กลัวศัตรูฉลาดเหมือนเทพเซียน แต่กลัวพันธมิตรที่โง่เขลาเหมือนหมู
วันนี้ตนก้าวเท้าผิดข้าง เลือกพันธมิตรผิดคน หากรู้ั้แ่เนิ่นๆ ว่าปู่รองสกุลเคอโง่เขลาเบาปัญญาถึงเพียงนี้ ตนคงไม่มีทางลากอีกฝ่ายมาด้วย
ดังคาด เพิ่งจะสิ้นคำกล่าวของปู่รองสกุลเคอ ผู้ใหญ่บ้านเฉินพลันประสานมือเอ่ยว่า
“ใต้เท้าขอรับ ผู้ใหญ่บ้านเช่นข้านั่งอยู่ในจวนดีๆ ก็มีหายนะหล่นลงมาจากฟ้า คนหนุ่มทั้งสองของสกุลเคอปีนกำแพงเข้ามา ถือเป็การบุกรุกบ้านเรือนประชาชน
ผู้ใหญ่บ้านเช่นข้า้าฟ้องร้องที่คนทั้งสองบุกรุกเข้ามา ทั้งยังทำให้กับดักภายในลานเรือนของข้าเสียหายอีกด้วย พวกเขาควรต้องจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายให้กับครอบครัวของข้าขอรับ”
