เล่มที่ 6 บทที่ 175 มีดบินฮั่วอู๋
หลังจากที่วิ่งกลับไปเอากระบี่มาให้ เจียงหลีก็เอาแต่ยืนเฝ้าอยู่ด้านข้าง พอเห็นผู้อาจารย์คิ้วขมวดแน่นขึ้นเรื่อยๆ เจียงหลีก็รู้สึกเครียดขึ้นมาทันที สงสัยครั้งนี้จะเจอเื่ยุ่งยากเข้าให้แล้ว…
หากเป็เพราะตัวเขามีขั้นบำเพ็ญที่อ่อนด้อย เลยทำให้ดูไม่ออกก็ว่าไปอย่าง ถ้าแม้แต่อาจารย์ของเขาที่เป็ระดับช่างหลอมชั้นสูงยังดูไม่ออกละก็ มันก็คงไม่มีมนต์สะกดจริงๆนั่นแหละ เพราะถึงอาจารย์อาจะมีฝีมือล้ำเลิศเพียงใด ก็ไม่อาจหลุดรอดสายตาผู้เป็อาจารย์ของเขาได้หรอก
และก็เป็อย่างที่คิดไว้จริงๆ…
หลังจากเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ ฟานซื่อจึงวางกระบี่ลง ก่อนจะส่ายหน้า
“ไม่มีเลยสักสายเดียว…”
“แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ?”
“หรือว่าจะไปขออาจารย์อาเ้าเปลี่ยนเล่มใหม่?”
“ตอนที่ไล่ข้าออกมา เขาก็ใช้ปราณกระบี่ทั้งสี่ ปิดล้อมเรือนด้านหลังเอาไว้แล้ว ตอนนี้จึงกลายเป็เขตหวงห้ามไป อย่าว่าแต่เข้าไปเลย เพียงเข้าใกล้นิดเดียว ก็จะถูกปราณกระบี่นั่นพุ่งเข้าใส่เอา ท่านไม่รู้หรอกว่าตอนที่สะบั้นคอชื่อิ ปราณกระบี่นั่นร้ายกาจแค่ไหน…”
“เอ่อ…” เพียงฟานซื่อคิดก็รู้สึกกลัวจนอดที่จะหดคอไม่ได้แล้ว ต่อให้มีขั้นบำเพ็ญมิ่งหุนเคราะห์หกก็ตาม แต่หากต้องรับมือปราณกระบี่เช่นนั้นละก็ แค่นึกภาพตามก็เสียวสันหลังวาบแล้ว
“หรือจะหลอมอีกเล่มดี?”
“ก็ได้ ไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้แล้วนี่…”
จะดีร้ายอย่างไรฟานซื่อก็สืบทอดเคล็ดวิชาสำนักว่านหลิงมาแล้ว แถม่หลังยังได้หลินเฟยช่วยชี้แนะเคล็ดวิชาซู่อีกครึ่งเล่มหลังอีกด้วย จึงทำให้ฝีมือการหลอมดีขึ้นกว่าเดิมมาก ฝีมือของเขาไม่ด้อยไปกว่าเย่วซานและกู้เชียนฟานเลยทีเดียว แต่น่าเสียดายที่ดันเจอคนเก่งอย่างหลินเฟยเข้า จึงไม่มีโอกาสสำแดงฝีมือออกมา ดังนั้นหลายวันต่อมา สองศิษย์อาจารย์จึงปิดร้านเพื่อหลอมอาวุธ แม้แต่กระบี่ก็ยังไม่มีกะจิตกะใจจะขาย…
และเทศกาลไห่หุ้ยก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆแล้ว…
บัดนี้ห่างจากเมืองวั่งไห่ออกไปนับพันลี้ ณ ที่รกร้างกันดารแห่งหนึ่ง มีโครงกระดูกกระจัดกระจายมากมายเต็มพื้น ท้องฟ้าก็มืดครึ้ม หม่นแสง แม้แต่น้ำในลำธารก็กลายเป็สีแดงข้นหนืดราวกับธารลาวาจากใต้พิภพ
สิ่งมีชีวิตเดียวที่อาศัยอยู่ ก็คืออสุรกายกุ่ยหวังชราภาพที่หลินเฟยเคยประมือด้วยก่อนหน้านี้
ครั้งนี้อสุรกายชราดูต่างไปจากเดิมเล็กน้อย ระหว่างที่เดินเข้าไปยังส่วนลึกของวังใต้พิภพแสนทรุดโทรม จู่ๆหัวกะโหลกรอบๆก็มีเปลวไฟสีเขียวลุกโชนขึ้น
อสุรกายชรานั่งลงบนบัลลังก์ที่ก่อตัวขึ้นจากการทับถมของซากโครงกระดูก ิัเหี่ยวย่น หนังตาก็ห้อยตกจนแทบจะกลบมิดดวงตา ทั่วทั้งตัวก็เต็มไปด้วยแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว
เบื้องหน้าบัลลังก์เป็บึงโคลนที่มีหมอกควันดำผุดซึมขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย หลังจากที่ควันดำลอยขึ้นมา ก็จะถูกอสุรกายกุ่ยหวังกลืนกินเข้าไป หลังจากกลืนกินไออสูรเข้าไปแล้ว ก็ทำให้แผ่นหลังที่โค้งค่อมของอสุรกายชราเหยียดตรงขึ้นมาเล็กน้อย…
หากพินิจดูดีๆ จะพบว่าฝ่ามือของอสุรกายชราตนนี้แตกต่างไปจากเดิม เพราะมันไม่เหมือนมือเลยแม้แต่น้อย แต่กลับเหมือนโครงกระดูกที่มีิัหุ้มอยู่มากกว่า แลดูพิลึกเป็อย่างมาก
หลังจากที่พลิกฝ่ามือขึ้น จะเห็นชัดว่าที่ใจกลางฝ่ามือมีลักษณะที่ดูประหลาดมาก กลางฝ่ามือนั้นว่างเปล่า ไม่มีเส้นฝ่ามือเลยแม้แต่น้อย…
เพราะว่าเส้นฝ่ามือของเหล่าอสูรเป็เครื่องบ่งบอกอายุขัยของพวกมันนั่นเอง
ฉะนั้นอายุขัยของเหล่าอสูรจะปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือ ยิ่งจางเท่าไร ก็แปลว่ายิ่งใกล้หมดอายุขัยมากขึ้น และเมื่อใดที่เส้นฝ่ามือหายไป ก็จะแปลว่าอสุรกายตนนั้นกำลังถึงเวลาดับสูญแล้ว อสุรกายทุกตนจึงพยายามไขว่คว้าเพื่อให้มีขั้นบำเพ็ญที่สูงขึ้น เพราะเช่นนั้นจะทำให้มันสามารถยืดอายุไขออกไปได้
แต่อสุรกายกุ่ยหวังตนนี้มีพลังหยินในตัวเข้มข้น ไม่อ่อนแรงเลยแม้แต่น้อย จึงไม่เหมือนอสุรกายที่ใกล้จะถึงเวลาหมดอายุขัย ดังนั้นการที่เส้นฝ่ามือจางหายไป จะต้องเป็เพราะมันใช้เคล็ดวิชาลับบางอย่าง เผาทำลายอายุขัยอันยาวนานของตนจนหมดสิ้น ทำให้ไม่อาจไปไหนได้อีก ต้องอาศัยกลืนกินไออสูรเพื่อประทังไม่ให้จิติญญาแตกซ่านอยู่ในที่แห่งนี้
ทว่าเป็ถึงอสุรกายขั้นกุ่ยหวัง หากคิดจะยืดอายุขัย จึงไม่ใช่เื่ง่ายต่อให้ที่นี่มีไออสูรเข้มข้นก็ตาม แถมที่ใต้พิภพยังมีจุดชีพจรไหลผ่าน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี
บัดนี้อสุรกายชราจวนจะไม่ไหวแล้ว ทางเดียวที่ทำให้มันสามารถอยู่ต่อได้คือการกลืนกินไออสูรขั้นเซียนเทียน เพื่อแปรเปลี่ยนให้กายขั้นโฮ่วเทียนกลายเป็เซียนเทียนเท่านั้น หากทำได้ นอกจากจะเป็ะแล้ว ก็จะมีโอกาสบรรลุเป็าาอสุรกายขั้นกุ่ยตี้เลยทีเดียว…
และนี่ก็คือวิธีเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง
แต่ไออสูรขั้นเซียนมีหรือจะหาได้ง่ายๆ?
ในอดีตเผ่ากุ่ยิได้ไออสูรขั้นเซียนเทียนมาครอง จึงทำให้ปกครองพิภพหลัวฝูได้ยาวนานถึงสองแสนปี หากอสุรกายกุ่ยหวังทำได้ละก็ จะต้องเป็โชควาสนาฟ้าประทานเป็แน่
แต่บัดนี้มันใกล้จะสิ้นอายุขัยเต็มทีแล้ว ทำให้ไม่สามารถไปหาหลินเฟยที่เมืองวั่งไห่ได้ด้วยตนเอง หลังจากกลืนกินไออสูรเข้าไปอีกครั้ง สีหน้าของมันก็ยังไม่มีวี่แววดีขึ้น แต่กลับดูชราลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ ขณะที่เงยหน้ามองไปทางเมืองวั่งไห่ กายที่โค้งค่อมอยู่แล้ว ก็คดงอลงกว่าเดิม…
ชั่วครู่อสุรกายกุ่ยหวังก็พ่นไออสูรออกมาสายหนึ่ง ภายในไออสูรนั้นมีลำแสงยาวประมาณหกฉุ่นพาดผ่านออกมา
ลำแสงนี้มีลักษณะโปร่งใสเป็สีฟ้าอ่อน รูปลักษณ์คล้ายมีดบิน ทว่าไม่มีด้าม แถมยังลับคมเพียงด้านเดียวเท่านั้น ตรงปลายมีดที่แหลมคมก็กระดกขึ้นเล็กน้อย ตัวมีดทั้งสองด้านต่างก็มีอักขระธรรมดาสลักอยู่ ดูแล้วค่อนข้างเรียบง่าย
นี่ก็คือหนึ่งในสี่มีดบินที่มีชื่อเสียงของเป่ยจิ้ง หรือที่เรียกว่ามีดบีดฮั่วอู๋นั่นเอง มีดบิดฮั่วอู๋สามารถไปไหนมาไหนได้อย่างไร้ร่องรอย สามารถสะบั้นตัดได้กระทั่งห้วงหยินหยาง ถือได้ว่าเป็หนึ่งในอาวุธที่ชั่วร้ายของเป่ยจิ้งก็ว่าได้ หลังจากที่อสุรกายกุ่ยหวังพ่นมีดบินออกมา มันก็พ่นไออสูรตามเข้าไป ทุกครั้งที่ได้รับไออสูร มีดบินฮั่วอู๋ก็จะสั่นขึ้นมาเล็กน้อย…
กลิ่นอายโเี้ของมีดบินฮั่วอู๋เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ และในทางกลับกัน ไออสูรในร่างของอสุรกายกุ่ยหวังก็อ่อนแอลง จนสุดท้ายเมื่อกลิ่นอายแห่งความโเี้มากขึ้นจนถึงขีดจำกัด ร่างกายของอสุรกายกุ่ยหวังก็ซูบซีดราวกับใกล้จะขาดใจ เพียงครู่เดียวอสุรกายกุ่ยหวังก็ใช้เล็บอันแหลมคม กรีดิับริเวณหัวใจ จากนั้นเืสีดำที่ไหลออกมาก็ราวกับใยแมงมุม มันลอยออกมาก่อนจะแทรกซึมเข้าไปในตัวมีด
เสียงกระดกน้ำดังขึ้นเพราะมีดบินกำลังดื่มเืของอสุรกายกุ่ยหวังภายในวังใต้พิภพอันเงียบสงัด ทำให้บรรยากาศในขณะนี้ดูพิศวงยิ่งกว่าเดิม ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร แต่บัดนี้ลำตัวของมีดบินฮั่วอู๋ก็มีอักขระมากมายปรากฏขึ้น เหล่าอักขระสีดำลึกลับร้อยเรียงติดต่อกัน ก่อนจะกลายเป็โซ่ตรวนขนาดเล็กแทรกซึมเข้าไปในตัวมีด…
จากนั้นก็มีเสียงหวีดร้องของมีดดังขึ้น ก่อนจะมีลำแสงมากมายสาดส่องไปทั่ววังใต้พิภพ ทันใดนั้นหัวกะโหลกมากมายที่มีไว้เพื่อส่องสว่างก็พลันสลายกลายเป็ผุยผงทันที
มีดบินฮั่วอู๋ลอยอยู่กลางอากาศ อักขระสีดำมากมายก็ได้ปรากฏขึ้น เสียงหวีดร้องของมีดดังขึ้นมาเป็ระยะ บัดนี้ไออสูรในมีดได้พุ่งสูงถึงขีดจำกัด กระทั่งไม่อาจดูดซับไออสูรได้มากไปกว่านี้อีก
อสุรกายกุ่ยหวังถอนหายใจออกมา ก่อนจะกระแอมเล็กน้อย บัดนี้สีหน้าของมันดูอิดโรย เรี่ยวแรงก็ดูถดถอยลงไปมาก ทว่าหลังจากที่ลืมตาขึ้น ก็พบว่าภายในดวงตาที่เต็มไปด้วยความเ็า กลับประกายแห่งความโเี้แฝงอยู่ด้วย
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
