เฟิงจิ่วยิ้มแหยๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีทางเลี่ยงก็คิดว่าบอกเื่ที่รู้ทั้งหมดไปเลยดีกว่า ไม่เช่นนั้นอาจต้องเจอปัญหาในอนาคต อีกอย่างในอนาคตกองทัพก็จะยกทัพเข้าตีเมืองซีจิง เื่นี้ก็คงไม่มีใครปิดบังได้
“ก่อนที่นายน้อยจะยกทัพไปพิชิตทางตะวันตก ตอนนั้นข้าเพิ่งมาปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างกายเขา ข้าเคยได้พบกับองค์หญิงอยู่สองครั้ง นางเป็...จะบอกว่ายังไงดี งามเลิศในปฐี งดงามเหลือเกินจริงๆ ไม่เหมือนกับความงามของแม่นางฉู่ แต่นางงามแบบไม่เหมือนหญิงสามัญชน งามราวกับเซียนจากสรวง์ก็ไม่ปาน
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือองค์หญิงกับนายน้อยโตมาด้วยกันั้แ่เด็กๆ สมัยนั้นท่านอ๋องมีพระประสงค์จะให้ทั้งสองคนอภิเษกสมรสกัน หลายคนต่างก็รู้เื่นี้ดี เพียงรอให้นายน้อยยกทัพกลับมาก็จะหาฤกษ์และจัดงานอภิเษกสมรสกัน
ไหนเลยจะคิดว่าจู่ๆ ก็เกิดเื่ขึ้น นายน้อยแสร้งว่าเสียชีวิตไปแล้ว ท่านอ๋องทั้งประชวรและเศร้าพระทัยจนกระทั่งสิ้นพระชนม์ ข้าได้ยินมาว่าองค์หญิงเสียใจอย่างหนัก จนกระทั่งเข้าไปในอารามซู่ซินที่อยู่ทางตะวันตกของเมืองหลวงเพื่อสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้แก่พระราชบิดาและนายน้อย”
อวิ๋นอิ่งยิ่งฟังสีหน้าก็ยิ่งดูแย่ขึ้นเรื่อยๆ มือที่กำผ้าเช็ดหน้าไว้ก็เริ่มบิดจนแน่น ตอนแรกนางคิดว่าซือหม่าหย่าหลานเป็คุณหนูผู้เอาแต่ใจเหมือนฉู่ชีซี แต่ไม่คาดคิดเลยว่านางกลับเป็คู่แข่งที่แข็งแกร่งไม่ว่าจะเป็ด้านรูปลักษณ์หรือภูมิหลัง ถึงขนาดที่ว่านางกับท่านแม่ทัพเคยมีสัญญาจะแต่งงานกันครึ่งหนึ่ง และยังเป็เพื่อนกันั้แ่วัยเยาว์อีกด้วย
นั่นหมายความว่า เส้นทางข้างหน้าของแม่นางของตนคงจะไม่ง่ายเสียแล้ว
เมื่อเฟิงจิ่วเล่าเสร็จ พอเห็นอวิ๋นอิ่งกำลังเหม่อลอย เขาจึงรีบหมุนตัวจะหนีออกไป
แต่อวิ๋นอิ่งกลับไวกว่า นางยื่นมือออกมาคว้าคอเสื้อเขาไว้ “เ้ายังไม่ได้บอกเลยว่าท่านแม่ทัพปฏิบัติต่อองค์หญิงยังไง?”
เฟิงจิ่วที่ถูกบีบคอพยายามสูดลมหายใจอย่างยากลำบาก แล้วรีบตอบอย่างไม่ลังเล “ท่านแม่ทัพมักจะเ็ากับทุกคน ไม่ค่อยมีใครสนิทด้วยมากนัก ถึงแม้ท่านแม่ทัพจะไม่ตอบรับคำของท่านอ๋องแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ยังไงก็ตาม ข้าเห็นว่าท่านแม่ทัพปฏิบัติต่อองค์หญิงเหมือนน้องสาว แต่ไม่ดีเท่าที่ปฏิบัติต่อพี่ติง”
อวิ๋นอิ่งถอนหายใจอย่างโล่งอก มือที่จับเฟิงจิ่วก็ผ่อนแรงลง เขาจึงหนีไปได้อย่างรวดเร็ว
อวิ๋นอิ่งกระทืบเท้าแต่ก็ไม่ได้ตามจับเฟิงจิ่วอีก คิดไปคิดมาก็ยังไม่แน่ใจว่าจะบอกเื่นี้กับแม่นางของตนดีหรือไม่
เมื่อมีเื่ในใจ งานในมือก็ช้าลงไปมาก
เมื่อต้มโจ๊กและทำกับข้าวง่ายๆ สองสามอย่างเสร็จ ก็เก็บลงในกล่องอาหารและถือกลับไปที่กระโจม อันเกอเอ๋อร์หลับสนิทแล้ว โดยที่เฉิงเหนียงจื่อกำลังใช้ผ้าห่มขนสัตว์หนาๆ ห่อเขาไว้ และเปิดม่านออกมา ตั้งใจจะกลับไปนอนที่กระโจมข้างๆ
เมื่อนางเห็นอวิ๋นอิ่งเข้ามาใกล้ก็ยิ้มพลางชี้ไปที่กระโจม จากนั้นก็ใช้นิ้วชี้ข้างหนึ่งยกขึ้นมาจรดริมฝีปาก
นี่คือสัญญาณที่พวกนางใช้กัน หากทำเช่นนี้หมายความว่าท่านแม่ทัพอยู่กับแม่นาง ไม่ควรรบกวนหากไม่มีเื่สำคัญ
เพราะท่านแม่ทัพมักยุ่งตลอดเวลา ส่วนแม่นางก็ไม่ว่างเช่นกัน อีกทั้งยังมีอันเกอเอ๋อร์ที่คอยแย่งความสนใจไปอีก ทำให้เวลาที่ทั้งสองคนจะได้อยู่ด้วยกันตามลำพังมีน้อยมาก จึงไม่ควรเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์
อวิ๋นอิ่งพยักหน้า แล้วจัดการคลุมผ้าขนสัตว์ให้อันเกออีกชั้น จากนั้นก็ถอยหลังออกมา ปล่อยให้เฉิงเหนียงจื่อกลับไปที่กระโจมของครอบครัวนาง
ท้องฟ้ายามค่ำคืนของวันสิ้นปี มีเพียงแสงดาวพร่างพราย ไม่มีแสงจันทร์แม้แต่น้อย บรรยากาศดูเงียบเหงา
อวิ๋นอิ่งยืนเฝ้าหน้ากระโจมอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะแอบเปิดม่านดูข้างใน
ติงเหว่ยรู้สึกหิวขึ้นมาบ้างแล้ว นางนั่งอยู่บนรถเข็นนวดขาตนเองไปพลาง แล้วถามด้วยความสงสัยว่า “ทำไมอวิ๋นอิ่งยังไม่กลับมาอีก สาวน้อยคนนี้คงจะไม่ได้ไปหาซานอีแล้วหรอกนะ?”
นางพูดไปก็หัวเราะไป “ตอนแรกนึกว่าซานอีที่ดูทื่อๆ นั่นจะชอบหญิงที่อ่อนโยนและมีความอ่อนหวาน ที่ไหนได้เขากลับชอบคนที่ดื้อรั้นและซุกซนอย่างอวิ๋นอิ่ง ถ้าทั้งสองได้แต่งงานกัน วันข้างหน้าคงจะครึกครื้นน่าดู”
กงจื้อิวางหนังสือลง เขาก้มตัวยกขาของติงเหว่ยขึ้นมาวางบนตัก แล้วนวดขาให้นางไปพลางตอบไปพลางว่า “ความรักก็เหมือนการดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำเย็น คนที่ดื่มจะรู้เอง ไม่ว่าคนอื่นจะเป็เช่นไร หากทั้งสองคนรู้สึกสบายใจก็พอแล้ว”
มือใหญ่ของเขาอบอุ่น แรงนวดก็กำลังพอดี ทำให้ติงเหว่ยรู้สึกสบายกว่าตอนที่นางนวดเองเสียอีก นางอดไม่ได้ที่จะนึกถึงอดีต และพูดอย่างอารมณ์ดีว่า “เวลาผ่านไปเร็วมาก ราวกับเมื่อวานข้ายังนวดให้ท่านอยู่เลย ไม่นึกว่าตอนนี้ท่านกลับมานวดขาให้ข้าเสียแล้ว หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันไปจริงๆ แบบนี้เราสองคนจะเรียกว่าเป็สหายร่วมชะตากรรมกันได้ไหมนะ?”
กงจื้อิยิ้มอ่อนโยน มือหนึ่งประคองเอวนาง อีกมือหนึ่งจับมือซ้ายของนางไว้ แล้วประคองนางเดินช้าๆ ในกระโจม
“บางทีเมื่อก่อนเ้าอาจจะไม่พอใจอยู่ในใจ ตอนนี้ข้าจึงมีโอกาสชดเชยให้เ้า ั้แ่พรุ่งนี้ข้าจะเดินเป็เพื่อนเ้าทุกคืน”
ติงเหว่ยฟังแล้วก็รู้สึกดีใจ แต่เมื่อคิดไปคิดมาก็ส่ายศีรษะ “ข้าแค่าเ็เล็กน้อยเอง ที่ข้างกายข้ายังมีอวิ๋นอิ่งและคนอื่นๆ อีกไม่กี่วันก็จะได้เรียกใช้ตังกุยและคนอื่นๆ ไหนเลยจะต้องให้ท่านมาคอยดูแลข้า อีกอย่างตอนนี้อยู่ใน่าใหญ่ ในฐานะท่านแม่ทัพกลับหมกมุ่นอยู่กับสตรีตลอดเวลา เกรงว่าผู้คนจะไม่ว่าอะไรท่าน ส่วนข้าก็จะเป็คนแรกที่ถูกกล่าวหาว่าเป็ ‘หญิงงามผู้ทำลายแผ่นดิน’ ด้วยซ้ำ”
กงจื้อิรู้ดีว่านางพูดเช่นนี้ก็เพราะเป็ห่วงเขา นับั้แ่ทั้งสองรู้จักกัน ติงเหว่ยไม่เคยทำอะไรด้วยความเอาแต่ใจตนเอง ไม่เคยคิดถึงผลประโยชน์ของตนเองเลย เหมือนกับว่าเพียงเขามีความสุข ขอเพียงทุกคนสบายใจ นางก็ไม่เคยหยุดยิ้มเลย
ถ้าไม่ใช่คนที่รู้จักกันดี คงไม่มีใครเชื่อว่านางที่แต่งตัวเป็หญิงสาวนั้น ต้องอดทนกับสายตาดูถูกจากผู้คนจนเลี้ยงดูลูกชายของเขาให้เติบโตขึ้นมา
พูดไปแล้ว เขาก็รู้สึกว่าติดค้างนางมากมายเหลือเกิน
เมื่อคิดได้เช่นนี้กงจื้อิก็หยุดเดิน แล้วก้มตัวอุ้มนางขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนและกอดแน่นราวกับอยากจะหลอมรวมนางเข้ากับร่างกายของเขา ให้ความรักและการเอาใจใส่ทั้งหมดแก่นาง
ติงเหว่ยหน้าแนบอยู่กับแผงอกกว้างของเขา นางทนไม่ได้จึงประท้วงเบาๆ “อย่าทำแบบนี้สิ ถ้าอวิ๋นอิ่งกลับมาเห็น จะดูไม่ดีนะ”
…
อวิ๋นอิ่งที่แก้มแดงเรื่อปล่อยมือจากม่านลงอย่างเงียบๆ แต่ก็อดดีใจแทนแม่นางของตนไม่ได้ ถึงแม้องค์หญิงจากเมืองหลวงจะเก่งกาจเพียงใด แต่ถ้ามีความรักจากท่านแม่ทัพแล้วก็จะยืนหยัดได้โดยไม่แพ้ผู้ใด ยิ่งมีอันเกอเอ๋อร์ที่เป็สายเืเพียงคนเดียวของสกุลกงจื้อ ความเป็ไปได้ที่จะชนะก็เพิ่มขึ้นอีกสามส่วน…
เมื่อซานอีถือโคมไฟมาเจอคนที่เขารักยืนเหม่ออยู่ในสายลมหนาว จึงดุนางอย่างที่เขาไม่ค่อยได้ทำนักว่า “อากาศหนาวขนาดนี้ ทำไมเ้าถึงยืนอยู่ที่นี่? ยังไม่รีบเข้าไปข้างในอีก!”
อวิ๋นอิ่งสะดุ้ง นางรีบห้ามเขาและพูดเบาๆ “เบาๆ หน่อยสิ แล้วเ้าจะมาทำอะไรกลางดึกป่านนี้?”
ซานอีไม่ได้สวมเสื้อคลุม ใบหน้าจึงซีดเซียวเพราะความหนาว พอได้ฟังเช่นนั้นก็รีบยื่นกล่องไม้ที่อุ้มมาในอ้อมแขนให้นาง
“ข้าพบของดีอย่างหนึ่งมา คิดว่าตอนตรุษจีนนี้ จะเอามาให้เ้าเก็บไว้เป็ที่ระลึก”
ทันใดนั้นอวิ๋นอิ่งก็เผยความหวานออกมาอย่างไม่รู้ตัว ซานอีที่ปกติเงียบขรึมกลับรู้จักเอาใจนางจึงรีบเปิดกล่องออกดู
แต่สิ่งที่อยู่ในกล่องนั้นเป็โสมูเาเก่าแก่ที่ทำให้นางทั้งขำทั้งเศร้า
ปกติแล้วของขวัญที่ชายหนุ่มจะมอบให้หญิงสาวก็มักจะเป็เครื่องประดับ ผ้า หรือของเล็กๆ ที่น่ารัก แต่การได้รับโสมแบบนี้ คงมีเพียงนางคนเดียวในโลกนี้เท่านั้น
ซานอีที่รออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นใบหน้าที่แปลกใจของอวิ๋นอิ่งก็อดกังวลไม่ได้จึงถามอย่างหวาดหวั่น “เ้าชอบมันไหม?”
“ชอบสิ” อวิ๋นอิ่งมองดูไอขาวที่พวยพุ่งจากปากเขา ริมฝีปากยิ้มออกมาอย่างช้าๆ แล้วตอบว่า “ข้าชอบมาก เ้าอุตส่าห์หาของล้ำค่ามาให้”
ซานอีดีใจจนหน้าตาเบิกบาน เขายิ้มร่าและพูดอย่างกระตือรือร้น “เ้าชอบก็ดีแล้ว ข้าอุตส่าห์ใช้เรี่ยวแรงมากมายกว่าจะหามาได้ ตอนแรกตั้งใจจะหาสมุนไพรให้ท่านผู้าุโเหว่ย แต่บังเอิญไปเจอของล้ำค่านี้กลับมา ข้าไม่กล้ากลับไปที่กระโจม กลัวว่าท่านผู้าุโเหว่ยจะเอามันไป ข้าจึงรีบเอามาให้เ้าทันที”
“รอเดี๋ยว” อวิ๋นอิ่งวางกล่องอาหารลง แล้วหันหลังเดินเข้าไปในกระโจมที่นางอยู่กับอวิ๋นหยา จากนั้นก็รีบหยิบเสื้อคลุมสีเทาหินออกมา แล้วช่วยเขาสวมเสื้อและผูกสายให้เรียบร้อย “นี่เป็แบบที่นายหญิงเพิ่งคิดขึ้นมา กันลมได้ดี ข้าชอบก็เลยทำให้เ้าใส่หนึ่งตัว ด้านในเป็ขนเป็ดบางๆ สวมใส่เบาและอบอุ่น แต่ระวังอย่าให้ถูกข่วน ข้าอยากให้เ้าใส่ทุกวันเวลาที่ต้องออกไปไหนมาไหน อย่าทำให้ตัวเองหนาวอีกนะ”
ซานอีที่คุ้นเคยกับท่าทางเ็าของอวิ๋นอิ่ง ตอนนี้กลับได้รับความเอาใจใส่เช่นนี้ก็ทำอะไรไม่ถูก แต่สุดท้ายก็ดีใจจนแทบบ้า เขารีบคว้าชายเสื้อคลุมไว้ในอ้อมแขน หวงแหนไม่ให้หิมะที่ถูกลมพัดปลิวมาโดนเสื้อคลุมของอวิ๋นอิ่งที่ทำด้วยใจ
อวิ๋นอิ่งเห็นท่าทางที่ซุ่มซ่ามของเขาก็อดขำไม่ได้ รีบผลักเขาให้เดินกลับไป
“ดึกแล้ว เ้าควรกลับไปได้แล้ว”
“ได้ ได้ ข้าจะกลับเดี๋ยวนี้” ซานอีที่ถูกผลักให้เดินไปสองก้าว แต่ด้วยความอาลัยอาวรณ์และไม่รู้ว่ากล้าหาญมาจากไหน จู่ๆ เขาก็ะโมาข้างหน้าและจุ๊บหน้าอวิ๋นอิ่งหนึ่งที แล้วรีบวิ่งหนีไป…
อวิ๋นอิ่งที่ถูกจู่โจมกะทันหัน ยืนแตะที่แก้มอยู่นานกว่าจะตั้งสติได้ แล้วก็อายจนกระทืบเท้า แต่รอยยิ้มที่มุมปากกลับไม่หายไปไหน…
ไม่ต้องพูดถึงในค่ายของกองทัพฏอี้จวินที่เต็มไปด้วยความหวานชื่น ราวกับฤดูใบไม้ผลิจะมาถึงก่อนเวลา แต่ในค่ายตรงข้ามที่อยู่ฝั่งลี่สุ่ย ปีใหม่นี้กลับไม่มีรสชาติอะไร ทหารกว่าหลายแสนนายตั้งค่ายอยู่ที่เดียวกัน แต่ยังไม่ยกทัพออกไปสู้ศึกสักที แถมพอยกกำลังพลไปโจมตีครั้งหนึ่ง ก็กลับโดนอีกฝ่ายกลืนหายไปจนหมด ทำให้จิตใจกองทัพและขวัญกำลังใจถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก
หากแม่ทัพออกมาตบรางวัลและปลุกขวัญกำลังใจทหาร่ตรุษจีนอีกสักหน่อย กำลังใจของเหล่าทหารก็อาจกลับมาได้อีกครั้ง
น่าเสียดายที่ท่านแม่ทัพใหญ่เฝิงกลับไม่ออกจากกระโจมเลยแม้แต่ก้าวเดียว ไม่รู้ว่าเขากำลังวางแผนการรบ หรือเพียงมัวเมาอยู่ในความฝันและทิ้งการต่อสู้ไปแล้ว
ที่จริงทหารทั้งหลายไม่รู้เลยว่า ตอนนี้ในมือของท่านแม่ทัพเฝิงนั้นไม่มีเหล้าและไม่มีเนื้อ มีเพียงป้ายทองคำอาญาสิทธิ์ที่เขาถือไว้ด้วยสีหน้าที่ซับซ้อนและเคร่งเครียด ราวกับว่ามีความไม่ยินยอมในใจอยู่เต็มเปี่ยม แต่ที่มากกว่านั้นกลับเป็ความอาลัย
ลูกชายคนโตสกุลเฝิงที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะครู่หนึ่งโดยไม่กล้าส่งเสียงอะไร ในที่สุดก็ทนไม่ไหวและถามออกมาว่า “ท่านพ่อ ป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำนี่มาจากไหนหรือ? ท่านมองมันมาตั้งนานแล้ว แม้แต่อาหารเย็นก็ไม่ได้กิน มีเื่ใหญ่อะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า?”
ท่านแม่ทัพเฝิงค่อยๆ วางป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำลง เขามองไปที่ลูกชายคนโตแล้วส่ายศีรษะ “บอกไปเ้าก็คงไม่เข้าใจ ครั้งนี้ชื่อเสียงที่พ่อต่อสู้มาทั้งชีวิตคงต้องจบสิ้นลงที่นี่แล้ว”
ลูกชายคนโตสกุลเฝิงได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งร้อนใจ คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่เขารู้ดีว่าท่านพ่อของเขาให้ความสำคัญกับชื่อเสียงขนาดไหน นั่นเป็สิ่งที่ท่านพ่อสะสมมาตลอดชีวิตผ่านการสู้รบ ทุกครั้งที่ท่านพ่ออบรมสั่งสอนพวกเขาพี่น้องก็ไม่เคยเว้นเื่นี้ แต่ครั้งนี้จู่ๆ ท่านพ่อกลับบอกว่าจะทิ้งทุกอย่าง นั่นแสดงว่าต้องเจอเื่หนักจริงๆ
“ท่านพ่อ เกิดเื่อะไรขึ้นก้นแน่ ท่านบอกลูกเถิด แม้ลูกจะโง่เขลา แต่ยังไงก็ขอแบ่งเบาความกังวลของท่านบ้าง”
ดวงตาของท่านแม่ทัพาุโเฝิงเผยแววชื่นชมออกมา สีหน้าก็ผ่อนคลายลงมาก แต่เขายังคงส่ายศีรษะ “เื่นี้ เ้าช่วยไม่ได้หรอก”
ลูกชายคนโตสกุลเฝิงยิ่งร้อนใจ “ท่านพ่อ ท่านบอกลูกเถอะ!”
“ก็ได้ จะให้พูดยังไงดีล่ะ!” ท่านแม่ทัพาุโเฝิงพิงเก้าอี้และถอนหายใจยาว “เ้าคือลูกชายคนโตของสกุลเฝิง ตอนนี้เื่นี้เกี่ยวพันถึงชนชั้นและความมั่งคั่งของสกุลเฝิงในหลายชั่วอายุคน ยังไงก็ควรจะได้ฟังความเห็นของเ้าบ้าง”
