ดรุณีอายุน้อยผู้อื่นกลับกล่าววาจาหยาบกร้านระคายหูเช่นนี้ยิ่งสร้างความงุนงงแก่ทุกคน จึงเกิดเสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์มากมาย หลายคนยังกล่าวว่าเหตุใดเกิดเื่แล้วผู้าุโทั้งสองยังคงนั่งนิ่งเฉยไม่กล่าววาจา ทั้งไม่มีทีท่าว่าจะหยุดความขัดแย้งในครั้งนี้
สำหรับศิษย์สายนอกที่ผู้เข้าสู่สำนักพันปีหลายคนยังไม่กล้าเหิมเกริม ทว่ามิใช่สำหรับเด็กหนุ่มชุดน้ำตาลผู้นี้ เขาผู้นี้อดีตอยู่ในสำนักเมฆัก็เป็หัวโจกในหมู่ลูกศิษย์ทั้งหลาย ทว่ายามนั้นมีศิษย์ของผู้าุโท่านอื่นและอี้ฟานที่เก่งกาจที่สุดในรุ่นเยาว์ของยุคนี้ ดังนั้นได้แต่หลบอยู่ใต้แสงสาดส่องของผู้อื่น
แม้นกำแหงทว่ายังไม่กล้ากระทำเกินเลยไป ทว่ายามนี้แตกต่างออกไป ทั้งสำนักในบรรดารุ่นเยาว์ทั้งหมดเขากลายเป็ผู้ที่มีระดับฝึกตนสูงที่สุดแข็งแกร่งที่สุด มาตรว่ายังเป็ศิษย์สายนอกทว่ายังไม่เกรงกลัวผู้ใด แม้แต่ศิษย์ของท่านประมุขก็ไม่หวาดกลัว ใจลึกๆ ยังอยากหยามหยันลูกศิษย์ของท่านประมุขสักคราเพื่อให้ตนเองมีชื่อเสียงและฐานะที่สูงขึ้น
ทว่าไหนเลยคาดว่าลูกศิษย์ของประมุขล้วนแต่เป็เด็กน้อยขนเพิ่งงอก ทว่าถูกอีกฝ่ายด่าอย่างเจ็บแสบเช่นนี้ โทสะยากจะระงับได้ยามกะทันหันไม่สนใจว่าอีกฝ่ายเป็เด็กหญิงอายุอ่อนนางหนึ่ง ชี้หน้าด่ากราดว่า
“นางแพศยา ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงใช่รำคาญการมีชีวิตอยู่แล้วหรือไม่”
ฮุ่ยเซี่ยนและจื่อหยวนล้วนนั่งนิ่งงัน ราวกับไม่มีเื่อันใดให้ต้องใทั้งยังไม่ให้ความสนใจ ซาลาเปาที่ศีรษะของจื่อหยวนเริ่มลดลงแล้วทว่าก้อนที่ใหญ่ที่สุดยังปูดให้มองเห็นอยู่บ้าง
ซวี่ฉีหัวเราะฮาฮาน้ำเสียงสดใสอ่อนหวานกล่าวพลางเลิกคิ้วข้างหนึ่งว่า
“ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงนั้นคือเ้า ลองมองดูผู้ใดอยู่สูงกว่า บุรุษอันเหม็นเน่าด่าสตรีไม่พอยังหยามหยันเพศแม่ด้วยคำจาน่ารังเกียจ นี่ยืมชุดกระโปรงของคู่หมั้นเ้าสวมแทนกางเกงดีหรือไม่ จะว่าไปเป็วานรย่อมไม่รู้จักมารยาทดีอันใดอยู่แล้ว แม่นางหลินน่าอนาคตเ้าจะได้แต่งกับวานรโง่เขลาตนหนึ่งใช่มองเห็นชะตากรรมน่าสังเวชแล้วใช่หรือไม่ เฮ้อน่าเวทนายิ่งนัก น่าเวทนา”
หลินน่ามิคาดตนเองที่ไม่้ายุ่งเกี่ยวกับเื่ราวเหล่านี้ยังถูกลากมาลงน้ำด้วย ได้แต่กล้ำกลืนความรู้สึกทั้งมวลไว้ ยามนั้นพลันรู้สึกถึงสายตาคู่หนึ่งจึงหันไปทางขวา เห็นดวงตาที่สุกกระจ่างใสคู่หนึ่งจ้องมองมาด้วยความรู้สึกที่ยากอธิบาย ใบหน้านั้นมิทราบเป็อารมณ์โกรธแค้นหรือว่าสงสารเอ็นดู
แม้นว่าผู้พบหน้ากันครั้งแรกทว่ากลับมีความรู้สึกมากมายบังเกิดขึ้นในใจแม้แต่นางเองยังรู้สึกแปลกประหลาด ครุ่นคิดว่าตนเองั้แ่เด็กไม่เคยใกล้ชิดกับบุรุษใด เพราะถูกทางตระกูลจัดคู่หมั้นให้ไว้ั้แ่เกิด แม้แต่กับคู่หมั้นที่พยายามใกล้ชิดตนเองในหลายครั้งยังไม่เคยเกิดความรู้สึกดีอันใด ทว่ากับเด็กหนุ่มที่อายุเยาว์กว่าตนเองทั้งเพิ่งเคยพบหน้านี้กลับทำให้นางรู้สึกใจสั่น
เด็กหนุ่มชุดน้ำตาลกระชากเสียงกล่าวว่า
“มารดามันเถอะ เ้าว่าผู้ใดเป็วานร คิดว่าตนเองเป็ศิษย์ประมุขสำนักแล้วทำได้ทุกอย่างงั้นรึ”
ซวี่ฉียิ้มเยาะมุมปากกล่าวอย่างไม่แยแส
“แล้วเป็ไรเล่า หากมีความกล้าก็ลองหยามหยันดู ข้าจะดูว่าหลังจากนี้ศีรษะจะอยู่บนบ่าของเ้าหรือไม่”
ราวกับลานต่อสู้ที่นี่ไม่มีคนอื่นอยู่ก็ปาน ทั้งสองด่ากราดน้ำลายกระเซ็นซ่าน เด็กหนุ่มชุดน้ำตาลหลังจากด่าปะทะอยู่หลายคำ ยิ่งด่าก็ยิ่งปวดใจพบว่าตนเองไม่มีความสามารถทางฝีปาก ยามมีโทสะถึงขีดสุดคิดระบายอารมณ์ด้วยการทุบตีคนสักคราหนึ่ง ดังนั้นหันไปทางโบ๋เวินและลี่ซวนกล่าวว่า
“ผู้าุโทั้งสอง ศิษย์ได้รับอันดับหนึ่งของการประลองคัดอันดับในครั้งนี้ เห็นว่ามีความสามารถพอแล้ว ดังนั้นขอความกรุณาผู้าุโทั้งสอง ให้ศิษย์ได้ประลองกับแม่นางผู้นี้ด้วย นางเป็ศิษย์สายในทั้งเป็ศิษย์ของท่านประมุขคิดว่ามีความสามารถพอจะชี้แนะให้กับศิษย์ที่ต่ำต้อยได้”
นี่ต้องบอกว่าเพราะสำนักพันปียามนี้ไร้ผู้าุโทุกอย่างจึงดำเนินไปอย่างปล่อยไปที ลี่ซวนและโบ๋เวินก็กระทำอย่างไร้กฎเกณฑ์คือไม่สนใจเื่เล็กน้อย อีกอย่างความขัดแย้งของเด็กน้อยเหล่านี้อย่างมากก็ลงเอยที่ต่อยตีกันรอบหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นพานปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินต่อไป
โบ๋เวินหนึ่งเพราะเคยเป็เ้าสำนักของลูกศิษย์พวกนี้ดังนั้นไม่อยากให้ศิษย์ของตนเองถูกกดขี่มากเกินไป ส่วนทางลี่ซวนก็คิดว่าเด็กน้อยทั้งสี่นี้จะอย่างไรก็เป็ลูกศิษย์ที่แท้จริงของสำนักพันปีดังนั้น้าให้พวกเขาสะกดศิษย์ใหม่ให้อยู่หมัดสร้างภาพลักษณ์ให้ตราตรึง
ในด้านหนึ่งก็คล้ายกับทั้งโบ๋เวินและลี่ซวนใช้เด็กน้อยเหล่านี้ประลองกันทางอ้อม ยามนั้นลี่ซวนและโบ๋เวินหันหน้ามามองกันต่างฝ่ายต่างผงกศีรษะเบาๆ
สำหรับลี่ซวนไม่เคยกังวลเกี่ยวกับเด็กน้อยทั้งสี่นี้ นอกจากท่านประมุขไม่มีใครรู้ความน่าสะพรึงของเด็กเหล่านี้เท่าเขาอีกแล้ว
ยามนั้นเห่ารานพลันเดินย้อนกลับมาที่ลานต่อสู้ ยืนห่างจากเด็กชุดน้ำตาลสามจั้ง ประชันหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยเ็าราวกับเคลือบด้วยน้ำแข็งชั้นหนึ่ง ยากนักที่เห่ารานที่ดูซื่อบื้อผู้นี้จะมีสีหน้าเช่นนี้ปรากฏ เห่ารานพลันกล่าวว่า
“ศิษย์น้องบอกว่าข้าเป็พี่ใหญ่ต้องตามใจพวกเขา เช่นนั้นยามเกิดเื่กับศิษย์น้องของข้า พี่ใหญ่ก็ต้องออกหน้ารับแทน เช่นนี้เถอะ ข้าจะเป็ตัวแทนศิษย์น้องซวี่ประลองกับท่านเอง”
เห่ารานบอกตนเองในใจว่านี่มิใช่ความวู่วามหรือเคียดแค้นส่วนตัว ทว่าเป็สิ่งที่ตนเองพึงกระทำในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ของศิษย์น้องทุกคน มาตรว่าในใจสุมด้วยเปลวไฟกองหนึ่งก็ตาม
ยามนั้นมองใบหน้าที่พริ้งพรายของหลินน่าต้องมองจนไม่อาจละสายตา เห็นอีกฝ่ายมองตนเองด้วยสีหน้ากังวลในใจกลับเกิดความอบอุ่นที่มิอาจอธิบายชนิดหนึ่ง รู้สึกว่าสายตาเช่นนี้นอกจากอาจารย์และศิษย์น้องทั้งหลายแล้วไม่เคยมีผู้ใดมองตนเองด้วยแววตาเช่นนี้
เด็กหนุ่มชุดน้ำตาลกลับแค่นเสียงหัวเราะยืดมือโอบไหล่หลินน่าเข้ามากล่าวว่า
“เป็เด็กน้อยเท่านี้ยังรู้จักทำตัวเป็บุรุษอันใด เหอะ ข้ายัง้าดูอีกสักครู่ถูกทุบตีต่อหน้าเป็สุนัขหมอบอยู่ใต้เท้าของข้า เ้ายังจะมีหน้าเรียกตนเองว่าพี่ใหญ่อะไรนั่นหรือไม่”
ดวงตาเด็กหนุ่มชุดน้ำตาลพลันแผ่ประกายดุร้ายลดสุ้มเสียงลงที่มีแค่ทั้งสามคนจึงได้ยินกล่าวว่า
“เ้าหลงรักคู่หมั้นของข้าหรือ?”
เห่ารานขบกรามกรอดกำมือจนปลายเล็บจิกเข้าไปในเนื้อไม่ตอบคำ
เด็กหนุ่มชุดน้ำตาลลูบหัวไหล่ของหลินน่าแค่นเสียงหัวเราะกล่าวเย้ยหยันว่า
“เมื่อหลินน่าอายุครบสิบหกปีพวกเราจะจัดงานวิวาห์ร่วมหอแล้ว เช่นนี้เถอะข้าเป็คนใจดี เมื่อถึงเวลานั้นจะส่งเทียบเชิญเ้าไปร่วมดื่มสุรามงคลด้วย อ้อ หากเ้า้าข้ายังสามารถให้เ้านั่งหน้าห้องหอฟังเสียงความสุขของภรรยาของข้า ฮา ฮา ฮา”
เห่ารานใบหน้าขาวซีดริมฝีปากสั่นเทาความคับแค้น เปลวเพลิงที่สุมอยู่กลางอกเผาผลาญความคิดทั้งหมดในสมองจนแทบกลายเป็บ้าคลั่ง ปรารถนาจะฉีกเด็กหนุ่มชุดน้ำตาลเป็ชิ้นๆ
หลินน่าใบหน้าหม่นหมองก้มหน้าลงไม่กล้าสบตาผู้ใดอีก นางรู้สึกว่าศักดิ์ศรีสตรีของนางไม่มีเหลือแล้ว มาตรว่าร่างกายยังบริสุทธิ์ทว่าบุรุษที่จะได้ชื่อเป็สามีของร่างกล่าววาจาเช่นนี้พานทำให้รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า หากมิใช่...หากมิใช่ว่าตนเองไร้พลังคงไม่ต้องทนรับความอัปยศเช่นนี้
ยามนั้นโบ๋เวินพลันลุกขึ้นกล่าวเสียงกังวานว่า
“ประเสริฐ จะอย่างไรอีกเดี๋ยวก็เป็คนในสำนักเดียวกันแล้ว เช่นนั้นสามัคคีรักมั่นกันเอาไว้ ข้าอนุญาตให้พวกเ้าประลองกัน ทว่านี้เป็การประลองกระชับมิตรเท่านั้น อย่าได้ลงมือกันหนักหน่วงถึงขั้นเสียชีวิต สวี่เฉิน หากเ้าชนะเห่าราน จะได้เลื่อนขั้นเป็ศิษย์สายในของสำนักพันปี เช่นนี้เถอะ ผู้ที่มีสิบอันดับแรก สามารถท้าประลองกับลูกศิษย์ทั้งสี่ของท่านประมุข หากผู้ใดชนะจะได้เลื่อนขั้นเป็ศิษย์สายใน เป็ศิษย์จริงของสำนักพันปี”
ยามนั้นทุกคนพลันอุทานด้วยความตระหนก ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่คาดเพียงการทะเลาะด้วยฝีปากด่ากันด้วยเื่เล็กน้อยจะนำพาเื่ราวให้มันสู่ถึงขั้นนี้ ทว่าแตกตื่นก็ส่วนแตกตื่นผู้ที่มีชื่ออยู่ในสิบอันดับที่เพิ่งจบลงในเมื่อครู่ล้วนบังเกิดความยินดี
ยามนั้นจื่อหยวนรู้สึกว่ามีคนมากมายจับจ้องมองมา ราวกับสัตว์ร้ายกำลังมองเหยื่อที่จะล่าพลันกล่าวเสียงแ่เบาว่า
“นี่ไฉนกลายเป็เื่ใหญ่ไปแล้ว ท่านอาจารย์จะมีโทสะหรือไม่”
ฮุ่ยเซี่ยนและซวี่ฉีพลันหันหน้าถลึงตาใส่เขาพร้อมกัน ฝ่ายแรกกล่าวเสียงเ็าว่า
“เ้าเขียนกวีด่าอาจารย์ไม่เคยกลัวท่านผู้เฒ่ามีโทสะ ไฉนเื่นี้กลับเกิดขลาดเขลาขึ้นมา”
“นั้นเป็เื่ที่ถูกต้อง อาจารย์ผิดคำพูดข้าย่อมสามารถทำได้”
ฝ่ายหลังด่าด้วยน้ำเสียงแหลมเล็กว่า
“ศิษย์พี่เ้าถูกผู้อื่นหยามหยัน เ้ายังห่วงตนเองได้อีกหรือ” พลางยกหมัดขึ้นทำท่าจะหวดมือใส่
จื่อหยวนสะดุ้งโหยงคราหนึ่งกล่าวว่า
“ข้าผิดไปแล้ว ...แต่ว่าศิษย์พี่ถูกหยามหยันที่ใด”
ฮุ่ยเซี่ยนและซวี่ฉีคร้านจะสนใจเพียงแค่นเสียงคราหนึ่ง จื่อหยวนคงเด็กเกินไปจึงไม่เข้าใจเื่ราวเช่นนี้ เป็ที่ขบคิดไม่เข้าใจสำหรับทุกคน เด็กน้อยไม่รู้ความผู้นี้ไฉนจึงยึดติดกับสุรานัก ทั้งที่เป็หนอนตำราไฉนจึงไม่มีไหวพริบปฏิภาณอันใด
ฮุ่ยเซี่ยนพลันกล่าวว่า
“เสียดายที่พี่ใหญ่เป็คนทึบทื่อ ถูกหยามหยันไม่นับเป็กระไร ทว่าเื่ความรักนี้คงเจ็บช้ำไปอีกนาน”
ซวี่ฉีกล่าวว่า
“เหอะล้วนใช้ไม่ได้ ดูแล้วแม่นางหลินน่าผู้นั้นก็มิได้มีใจให้กับคู่หมั้นตนเอง คู่หมั้นก็มิใช่ตัวดีอันใด หากเป็ข้าจะไม่ยอมตกแต่งให้กับคนที่ไม่รักเด็ดขาด ต่อให้ต้องตายก็ไม่”
ฮุ่ยเซี่ยนปรายตามองนางแวบหนึ่งกล่าวว่า
“ผู้อื่นจะเหมือนเ้าได้อย่างไร ทางที่ดีอย่าได้กล่าววาจาเช่นนี้ เ้าเป็ดรุณีนางหนึ่งกลับกล่าววาจาเช่นนี้ ภายหน้ายังจะมีผู้ใดอยากแต่งด้วย?”
ซวี่ฉีหยีตาลงกล่าวว่า
“เ้าอย่าได้ว่าผู้อื่น กังวลสนใจเื่ตนเองเถอะ หรือว่าเ็าปานน้ำแข็งแล้วจะมีบุรุษมารักชอบ ข้าเห็นว่าไม่ บุรุษพึงรักสตรีที่อ่อนโยนรู้จักเอาอกเอาใจ”